- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 6 หายนะที่เริ่มจากคนเพียงคนเดียว
บทที่ 6 หายนะที่เริ่มจากคนเพียงคนเดียว
บทที่ 6 หายนะที่เริ่มจากคนเพียงคนเดียว
ตอนแรกก็พ่อกับแม่ พอมาตอนนี้ก็มีคนเรียกเขาว่าสามี!?
เกาหมิงมองแผ่นหลังของเซวียนเหวินที่เดินจากไป สีหน้าซีดเผือด ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่า เซวียนเหวินก็เหมือนกับพ่อแม่เหล่านั้น ทั้งหมดล้วนเป็นบางสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้
‘เซวียนเหวินไม่เพียงรู้ว่าในอุโมงค์เกิดอะไรขึ้น ยังเดาได้อีกว่าเราจะมาที่สตูดิโอเกมเย่เติงเพื่อลบเกม…’
จนกระทั่งเงาของเซวียนเหวินหายลับไป เกาหมิงถึงได้ค่อย ๆ คลายสีหน้าลง ขณะเดียวกันเจ้าแมวอ้วนก็เหมือนได้ชีวิตคืนมา มันขดตัวอยู่ด้านหลังเขาอีกครั้ง
‘ฝนตกหนัก ถนนปิด ถ้าอยากรู้ความจริง… ดูเหมือนจะต้องถามจากเธอเท่านั้น’ เกาหมิงค่อย ๆ สงบใจลง ‘แต่เธอแตกต่างออไป… ดูเหมือนจะไม่ถูกข้อจำกัดอะไร ยังสามารถเดินอยู่กลางเมืองตอนกลางวันได้ตามปกติ…’
“ฟาฉาย! ทำไมมาอยู่นี่ล่ะ?” เว่ยต้าโย่วอุ้มเจ้าแมวอ้วนขึ้นด้วยมือเดียว ทั้งสูดดมทั้งเล่นพร้อมหัวเราะพูดกับเกาหมิงว่า “เกาหมิง ถ้าอย่างนั้นนายอยู่ที่นี่ไปเถอะ ดูสิ ฟาฉายยังไม่อยากให้นายไปเลย”
‘มันไม่ได้อาลัยฉันหรอก มันแค่ห่วงชีวิตตัวเองมากกว่า’ เกาหมิงเองก็เพิ่งเคยเห็นแมวแกล้งตายเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างนอก มันก็แน่นิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเลย “ต้าโย่ว ฉันรู้ว่านายเป็นคนดี ดังนั้นขอเตือนอีกครั้ง หลังหัวค่ำอย่าออกจากบ้าน แล้วก็อยู่ให้ห่างจากเพื่อนร่วมงานคนใหม่นั่นไว้ เธอเป็นตัวปัญหา”
“ฉันก็เห็นข่าวแล้วเหมือนกัน รู้ว่าช่วงนี้เมืองหานไห่ไม่ค่อยสงบ นายไม่ต้องห่วง ฉันจะระวังเอง นายก็เหมือนกัน ถ้ามีอะไรให้ช่วย โทรมาได้ทุกเมื่อ เราทำงานด้วยกันมาตั้งกี่ปีแล้ว” พูดจบ เว่ยต้าโย่วก็ไม่สนใจเสียงขัดขืนของเจ้าแมวอ้วน อุ้มมันกลับเข้าไป
เจ้าแมวใช้สองขาหน้าเกาะกระจกไว้แน่น ร้องครวญครางเรียกหาเกาหมิงอยู่นอกห้อง สภาพดูน่าสงสารเหลือเกิน
“อย่าตามมาเลย ถ้าตามมา บางที..แกอาจจะได้เจอความกลัวยิ่งกว่าตอนนี้” กาหมิงพึมพำเบาๆด้วยรอยยิ้มเศร้าหมอง "ถึงมันจะฉลาด แต่ก็ไม่ได้มากอะไร"
หลังออกจากสตูดิโอเกมเย่เติง เกาหมิงไม่ได้กลับบ้าน เขาเดินมาที่ป้ายรถเมล์ มองแผนที่เส้นทางต่าง ๆ ที่ติดอยู่ตรงนั้น
เมืองหานไห่เป็นเมืองที่พิเศษมาก แบ่งออกเป็นสิบเก้าเขต เขตตะวันออกคือย่านหรูที่รวมเศรษฐีจากทั่วโลกไว้ด้วยกัน เต็มไปด้วยความทันสมัยและฝันเฟื่อง ทุกสิ่งที่มนุษย์ธรรมดานึกไม่ถึง สามารถพบเจอได้ที่นั่น
แต่ในทางกลับกัน เขตเมืองเก่าที่เกาหมิงอาศัยอยู่นั้นกลับเหมือนโลกอีกใบ ตึกอพาร์ตเมนต์เรียงชิดแน่น อึดอัดและคับแคบ แค่เดินผ่านก็รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
ร้อยปีก่อน เมืองหานไห่รุ่งเรืองขึ้นท่ามกลางสงคราม เป็นทั้งที่หลบภัยของนักการเมือง พ่อค้า และผู้ลี้ภัยจากทั่วสารทิศ เมืองนี้เปิดรับทุกสิ่งทุกอย่างจนกลายเป็นหนึ่งในสามเมืองท่าปลอดภาษีของโลก แต่หลังจากยุคปฏิวัติด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะและชีววิทยา เมืองที่เคยส่องประกายเจิดจรัสนี้ก็มาถึงทางแยกของยุคสมัย
ทว่าทั้งหมดนั้นไม่เกี่ยวกับเกาหมิง เขาเพียงกวาดตามองรายชื่อป้ายรถเมล์แน่นขนัด พลันภาพของคดีสยองต่าง ๆ ก็แวบขึ้นในหัว เรื่องราวอำมหิตและเหตุฆาตกรรมที่ยังตราตรึง
คดีคนขายเนื้อ คดีแมวตุ๊กตาถูกชำแหละ คดีโรคจิต คดีละลายศพ คดีห้องแดง คดีคอกสุนัข คดีศพจมบึง… หนังตาของเขากระตุกไม่หยุด ภาพคดีฆาตกรรมแทบจะปกคลุมทั่วทั้งเมือง สิ่งเหล่านี้เหมือนบทสวดแห่งความน่าสะพรึงกลัวที่หลอกหลอนความคิดของเกาหมิง แต่ละครั้งจะหนาวเหน็บยิ่งกว่าก่อนหน้า บดบังแม้กระทั่งความน่าขยะแขยงที่สุดของ ตำนานเรื่องเล่าและหนังสยองขวัญที่เขาเคยเสพมาทั้งหมด
ยืมอายุผี เทพแห้งเนื้อหนัง มนุษย์แขวนคอ ค่ำคืนแห่งวิญญาณ โรงแรมลอกหนัง หมอไร้หัว ลิฟต์กินคน… เยอะจนจำไม่หมด มันมีมากเกินไป!
จากโรงพยาบาล โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงบันได ลิฟต์ ใต้เตียง ในลิ้นชัก ไม่ว่าสถานที่แบบไหนในเมือง ล้วนมีภาพสยองอยู่ในหัวทั้งสิ้น
‘ถ้าอ้างอิงจากที่เซวียนเหวินพูด ฝันร้ายทั้งหมดในหัวของเรากลายเป็นจริง นั่นก็หมายความว่าไม่ใช่แค่เกม แต่เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติทุกอย่างอาจปรากฏขึ้นในเมืองนี้ได้ทั้งหมด…’
ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่เกาหมิงก็รู้ตัวดี ตัวเองนี่แหละคือคนที่ดึงม่านเปิดยุคสมัยแห่งหายนะออกมา
‘สิ่งที่มาจากโลกนั้น ดูเหมือนจะสามารถใช้ความทรงจำของเราเป็นต้นแบบ แล้วสร้างความสยองทุกรูปแบบขึ้นมาผสานเข้ากับเมืองนี้ได้จริง ๆ …’
ท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆลดต่ำลงเรื่อย ๆ เมืองนี้ดูเหมือนจะเป็นนักโทษที่กำลังถูกรัดคออย่างช้า ๆ รอความตายที่กำลังมาถึง
เกาหมิงยืนหน้าซีดอยู่ที่ป้ายรถเมล์ มองดูถนนที่ปกคลุมไปด้วยฝนก่อนจะพึมพำเบาๆ "ถ้าเรา...มีงานอดิเรกไร้สาระทั่วไป ก็คงจะไม่เกิดปัญหามากมายขนาดนี้"
เซวียนเหวินชัดเจนว่าไม่ปกติ แต่เธออาจเป็นคนเดียวที่ให้คำตอบเขาได้ และตอนนี้นั่นคือสิ่งที่เกาหมิงต้องการที่สุด
เวลา 17.30 น. เซวียนเหวินกางร่มสีแดงเดินออกจากตึก เหมือนเธอรู้ล่วงหน้าว่าเกาหมิงยังไม่ไปไหน ยิ้มบาง ๆ เดินมาหาเขาที่ป้ายรถเมล์
“คุณกำลังรอฉันอยู่หรือเปล่า?”
“ผมแค่ยังคิดไม่ออกว่าจะขึ้นรถสายไหนก็เท่านั้นเอง”
“งั้นไปด้วยกันไหม?” เซวียนเหวินกางร่มออก กึ่งกลางของร่มอยู่ระหว่างทั้งสอง เธอหันหน้าไปมองเกาหมิง แววตาที่มองมานั้นมีความรู้สึกคล้ายความชอบ ทว่าความชอบนั้นบิดเบี้ยวแปลกประหลาด เหมือนสายตาของนักสะสมที่ได้เห็นผลงานศิลป์ล้ำค่า หรือไม่ก็เหมือนคนที่มีรสนิยมผิดธรรมชาติ ได้รับความพึงพอใจแปลก ๆ อย่างไรอย่างนั้น
รถเมล์มาถึงป้าย เกาหมิงรอจนเซวียนเหวินขึ้นไปนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงเดินไปยืนที่ท้ายรถตามลำพัง
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสองกลับมาถึงเขตเมืองเก่า
เมื่อมองเห็นกลุ่มอาคารตรงหน้า เกาหมิงยิ่งรู้สึกอยากอยู่ห่างจากผู้หญิงคนข้างตัวให้มากที่สุด
อพาร์ตเมนต์ลี่จิ่งมีทั้งหมดสี่ตึก สร้างวางตัวเป็นรูป "井" เซวียนเหวินอาศัยอยู่ในตึกที่อยู่ตรงข้ามกับห้องของเกาหมิง ถ้าจะให้เดา... เธออาจแอบเฝ้ามองเขาอยู่ก่อนหน้านี้แล้วก็ได้
“อย่าเข้าใจผิดนะ คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นรอบอพาร์ตเมนต์ลี่จิ่งในช่วงไม่กี่วันมานี้ ไม่เกี่ยวกับฉันเลย” เสียงของเซวียนเหวินถูกกลบด้วยเสียงฝนจนฟังดูพร่าเลือน “จริง ๆ ฉันเองก็กลัวมาก ทุกวันอยู่ด้วยความหวาดระแวง”
‘เพราะกลัว เลยจัดการกำจัดภัยทิ้งทั้งหมดสินะ?’ เกาหมิงอดไม่ได้ที่จะคิดไปทางนั้น แต่เมื่อเธอพูดขึ้นมา คำเตือนของหลี่หลินก็ผุดขึ้นในหัวทันที
ตลอดสามวันที่เขาถูกขังอยู่ในห้อง บางสิ่งได้เริ่มแพร่กระจายออกไปแล้ว
ทั้งสองเดินผ่านลานกลางของอพาร์ตเมนต์ เข้าสู่ตึกหมายเลขสอง
พอขึ้นถึงชั้นสาม ก็เห็นหญิงชรากำลังเผากระดาษอยู่ตรงโถงทางเดิน เตาไฟเต็มไปด้วยขี้เถ้าของกระดาษเงินกระดาษทองที่ไหม้จนหมด เธอพึมพำบางอย่างในปากพลางก้มกราบรูปถ่ายที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ
หญิงชราผมขาวโพลน ส่วนชายในรูปถ่ายกลับดูมีอายุเพียงสี่สิบกว่า ๆ คนแก่กราบไหว้คนหนุ่ม เป็นภาพที่ดูผิดแปลกและน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“ลูกชายบุญธรรมของเธอฆ่าตัวตายไปเมื่อสามวันก่อน” เซวียนเหวินหยุดเดิน “เพื่อนบ้านบอกว่าตอนมีชีวิตอยู่ เขาเป็นคนดีมาก ซื่อสัตย์ อดทน ขยัน ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่ก็ปฏิบัติต่อเธอกับครอบครัวเหมือนคนในบ้านจริง ๆ”
“หลายครั้งที่เราเห็น อาจเป็นแค่สิ่งที่อยู่บนผิวเท่านั้น คนที่พูดไม่เก่ง… ในใจเขาอาจซ่อนเรื่องราวไว้มากมายก็ได้” เกาหมิงเคยเห็นชายคนนั้นมาก่อนในลานอพาร์ตเมนต์ เขาชื่อว่า ‘พี่จ้าว’ เป็นคนอัธยาศัยดี ชอบช่วยเหลือใครต่อใคร และมักถือโทรศัพท์ไว้ขณะที่ทำความสะอาดห้องน้ำในตึก
พี่จ้าวมักยิ้มเสมอ แต่รอยยิ้มนั้นกลับให้ความรู้สึกฝืน ๆ อย่างบอกไม่ถูก
เกาหมิงซึ่งทำงานด้านให้คำปรึกษาทางจิต เคยคุยกับพี่จ้าวอยู่บ้าง แต่ตั้งแต่เดือนก่อน เขาก็ไม่เคยเห็นชายคนนั้นอีกเลย
เขาก้มศีรษะเคารพให้รูปถ่ายก่อนจะตามเซวียนเหวินขึ้นไปถึงชั้นห้า
โถงทางเดินมีราวตากผ้าแขวนไว้ใกล้กับสายไฟและมีเสื้อผ้าสีเทาและสีขาวห้อยตากอยู่จำนวนมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศรอบข้างหรืออย่างไร แม้ไม่มีลม แต่เสื้อผ้าเหล่านั้นก็ยังไหวเบา ๆ อย่างน่าประหลาด
สองฝั่งทางเดินเรียงรายด้วยประตูเหล็กเก่าเป็นแถว เต็มไปด้วยสนิม โครงประตูสีน้ำตาลปนเหลืองตัดคู่กับยันต์สีแดงสด เกิดเป็นภาพที่ชวนขนลุก แค่เห็นอักษร “福” ที่ติดอยู่ตรงกลางก็ให้ความรู้สึกผิดที่ผิดทางอย่างบอกไม่ถูก
ผู้แปล: 福 แปลว่า โชคดี
“ถึงแล้ว”
เซวียนเหวินหยิบกุญแจมาไขประตูห้อง 2507 ขณะที่เกาหมิงกลับยืนนิ่ง ไม่กล้าเข้าไป
2507 นั่นคือห้องของลูกชายบุญธรรมหญิงชราคนนั้น สามวันก่อน พี่จ้าวกระโดดลงมาจากระเบียงของห้องนี้
“คุณเช่าบ้านต่อจากคนตาย? เขายังไม่ผ่านเจ็ดวันแรกด้วยซ้ำ”
อยู่ดี ๆ ภาพจากเกมที่เกาหมิงออกแบบไว้ก็ผุดขึ้นมาในหัว ฉากที่พระเอกสวมบทคนธรรมดา เล่นเกมเรียกวิญญาณกับภรรยาที่ตายไปในบ้านผีสิง และในระหว่างนั้น… เขาแอบเปิดดูคลิปวิดีโอ การตายของตัวเองอย่างลับ ๆ