- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 3 เจียงซู่ฮั่น (จิ่วเจียง ซินลู่ หานไห่)
บทที่ 3 เจียงซู่ฮั่น (จิ่วเจียง ซินลู่ หานไห่)
บทที่ 3 เจียงซู่ฮั่น (จิ่วเจียง ซินลู่ หานไห่)
เกาหมิงนั่งอยู่ใต้แสงไฟกลางห้องนั่งเล่น เขากำลังเพ่งมองรูปถ่ายขาวดำสองใบอย่างตั้งใจ พยายามหาความเชื่อมโยงบางอย่างจากในนั้น
“คำว่า ‘บ้าน’ ที่ปรากฏในรูปถ่ายน่าจะหมายถึงโลกที่ ‘พ่อกับแม่?’ อาศัยอยู่”
“ในรูปแรกบอกว่าเราได้กลายเป็น ‘เจ้าบ้าน’ และถือกุญแจที่ใช้เปิดประตูบ้าน... คำว่า ‘กุญแจ’ ที่ว่าน่าจะไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นความสามารถบางอย่าง อย่างเช่น เกมที่เราสร้างกลายเป็นความจริงขึ้นมา”
“พ่อกับแม่เหล่านั้นน่าจะเข้ามาในโลกความจริงผ่านเกมที่เรานสร้างขึ้น ส่วนร่างที่ปรากฏอาจไม่ใช่ตัวตนจริง ๆ แต่เป็นเพียงรูปลักษณ์ที่พวกมันใช้เมื่อมาถึงโลกนี้”
เกาหมิงเขียนคำว่า “พวกเขา” และ “พวกมัน” ลงในสมุด เขายังคงไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรกันแน่
ศีรษะเริ่มปวดหนึบ เขายกมือกดระหว่างคิ้วพลางพึมพำ “ความผิดปกติทั้งหมดที่เกิดขึ้น ต้องเกี่ยวข้องกับอุโมงค์นั่น… รอให้ฟ้าสว่างก่อน ต้องรีบกลับไปสำรวจอีกครั้ง อาจจะพบคำตอบที่เราต้องการ”
เมื่อหันกลับไปมองรูปถ่ายขาวดำใบที่สอง เพียงไม่กี่นาทีผ่านไป ใบหน้าของฉีเอียนในรูปกลับเปลี่ยนไป เขามีรอยแตกปรากฏขึ้นทั่วตัว สีหน้าก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวยิ่งขึ้น
“หรือว่าสติ... หรือวิญญาณของฉีเอียน ถูกดึงเข้าไปในโลกของนั้นแล้ว?”
“แค่ไม่ถึงสามนาที เขาก็ดูเหมือนกำลังจะถูกทรมานจนตาย... บ้านหลังนั้นคงน่ากลัวมากจริง ๆ”
เกาหมิงรีบเก็บรูปถ่ายทั้งสองใบแล้วโทรแจ้งตำรวจทันที เขาไม่อยากให้ฉีเอียนตายอยู่ในห้องตัวเอง
“สวัสดีครับ ผมจะโทรแจ้งเหตุ... ฆาตกรในคืนฝนพรำอยู่ในบ้านผมตอนนี้”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เสียงของเจ้าหน้าที่รับสายก็เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกทันที “คุณถูกจับเป็นตัวประกันหรือเปล่าครับ? อย่าตกใจนะ แล้วก็อย่าทำอะไรที่อาจเป็นการยั่วยุคนร้าย เขายังอยู่ข้าง ๆ คุณใช่ไหมครับ? ลองให้เขาบอกความต้องการของเขามา ทางเราจะรีบตอบสนองให้ทันที และคุณไม่ต้องกลัวนะ ความปลอดภัยของคุณสำคัญที่สุด!”
เกาหมิงเหลือบมองฉีเอียนที่หัวแตก เลือดอาบหน้า โดนจับกรอกยา ถูกมัดมือมัดเท้าไว้ เขานิ่งคิดอยู่ชั่วอึดใจ "ผมว่าพวกคุณรีบมาดีกว่า ถ้ามาช้าไป ผมกลัวว่าเขาจะไม่ไหวแล้ว”
ระหว่างรอตำรวจมาถึง เกาหมิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเสิร์ชข่าวในอินเทอร์เน็ต
ตามเหตุผลแล้ว รถบัสที่มีผู้โดยสารหายไปทั้งคัน ควรต้องมีข่าวออกมาแน่ ๆ ทว่าเขากลับไม่พบรายงานใดเลย
เมื่อค้นตารางเดินรถของคืนวันเทศกาลสารถจีนในเว็บไซต์ทางการ ผลที่แสดงคือ เนื่องจากฝนตกหนัก รถทุกคันในคืนนั้น “งดให้บริการทั้งหมด”
“... แล้ววันนั้นเราขึ้นรถอะไรไป!?”
เกาหมิงทำงานเป็นนักบำบัดทางจิตให้กับเรือนจำความปลอดภัยสูงสุดเหิงซาน เขาเจอคนบ้าแปลก ๆ มานับไม่ถ้วน เพื่อไม่ให้จิตใจของตนเองถูกดึงเข้าไปในตรรกะอันวิปลาส เขามักจะบังคับตัวเองให้คงสติอยู่เสมอ ทว่าขณะนี้ เขากลับมีความคิดอีกแบบหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ
โลกนี้... มีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เมื่อมีเมล็ดแห่งความสงสัยก่อตัวขึ้น สิ่งรอบตัวทุกอย่างก็ดูแปลกประหลาดไปหมด เกาหมิงเปิดดูข่าวตลอดหลายวันที่ผ่านมาอย่างละเอียด
“เก้าจังหวัดบรรจบกันที่เมืองจิ่วเจียง เมืองอัจฉริยะแห่งศตวรรษซินลู่ และมหานครระดับนานาชาติหานไห่ มีความสงบเรียบร้อยสูง ประชาชนมีความสุข วัฒนธรรมรุ่งเรือง หลังการประเมินอย่างเป็นธรรม ทั้งสามเมืองได้รับคัดเลือกให้เป็น เมืองอารยธรรมต้นแบบของมนุษยชาติประจำปีนี้!
ส่งเสริมคุณธรรมความดีงาม และสร้างสังคมแห่งความเมตตา! ต่อไปเชิญคุณซือถูอัน รองประธานสมาคมการกุศลเมืองหานไห่ กล่าวสุนทรพจน์...”
“ข่าวด่วนยามเช้า! เรือนจำความปลอดภัยสูงสุดเหิงซานเกิดเหตุจลาจล! ผู้ต้องขังหลายรายบาดเจ็บ! มีสามคนสูญหาย!”
“ข่าวด่วนยามเช้า! สวนสนุกรุ่นที่เก้าแห่งเดียวของเมืองจิ่วเจียงเกิดเพลิงไหม้ยามรุ่งสาง เพลิงไหม้รุนแรงจนสะท้อนสีแดงไปทั่วท้องฟ้า โชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่สวนสนุกเสียหายหนัก จำเป็นต้องปิดปรับปรุงชั่วคราว!”
“ข่าวแทรกด่วน! ย่านเมืองเก่าของเมืองหานไห่เมื่อคืนนี้เกิดเหตุอาชญากรรมร้ายแรงหลายคดี ขอให้ประชาชนในพื้นที่ระมัดระวังขณะออกนอกบ้าน!”
เกาหมิงไล่อ่านทีละข่าวจนคิ้วขมวดแน่น เหตุการณ์ผิดปกติเกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ... ในฟอรั่มลับกับสื่อส่วนตัวต่าง ๆ ก็โพสต์ข่าวลือกันให้วุ่น ไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริงหรือเท็จ
ฝนกระหน่ำใส่กระจกหน้าต่าง เสียงไซเรนแหลมกรีดฝ่าความมืดมาแต่ไกล เสียงฝีเท้าหนักและเร่งรีบดังขึ้นจากทางเดิน ก่อนจะมีใครบางคนทุบประตูห้องอย่างแรง
“มาแล้วสินะ!”
เกาหมิงเปิดประตู เจ้าหน้าที่ตำรวจติดอาวุธหนักหลายคนกรูกันเข้ามาในห้องนั่งเล่น พวกเขาเห็นฉีเอียนที่ถูกมัดแน่นอยู่ตรงกลางห้องในแวบแรก และถึงกับชะงักไป เพราะวิธีมัดนั้นช่างเป็นมืออาชีพจนน่าประหลาดใจ
“คุณเป็นคนจัดการเขา?”
หลี่หลินยกมือสั่งลูกทีมตรวจทั่วห้อง แววตาเขามีทั้งความระแวงและฉงน ตลอดชีวิตราชการของเขา ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย…
“ฆาตกรโรคจิตที่ยังไม่ถูกเปิดเผยตัวตนมักจะน่ากลัวที่สุด เพราะคนรอบตัวคุณ... อาจเป็นใครก็ได้” เกาหมิงกล่าวพลางรินน้ำร้อนใส่แก้ว “แต่เมื่อรู้แน่ชัดว่าใครคือฆาตกรแล้ว เขาก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ร้ายที่ป่วยทางจิตก็เท่านั้นเอง”
“ผมเกาหมิง อดีตนักบำบัดทางจิตในเรือนจำความปลอดภัยสูงสุดเหิงซานครับ”
“คุณกล้าหาญมาก แต่ผมไม่แนะนำให้เอาตัวเองไปเสี่ยง อะไรจะเกิดขึ้นบ้างยังไม่รู้ ก่อนฟ้าสาง อย่าเปิดประตูให้คนแปลกหน้าเด็ดขาด”
ฆาตกรในคืนฝนพรำถูกจับได้แล้ว ทว่าบนใบหน้าของหลี่หลินยังเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ซึ่งทำให้เกาหมิงสังเกตได้ทันที
‘หรือว่าฆาตกรในคืนฝนพรำมีผู้สมรู้ร่วมคิด? ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ ตามหลักจิตวิทยาอาชญากรรม คนประเภทนี้มักจะลงมือเพียงลำพัง’
“สามวันที่ผ่านมา ย่านท่าเรือในเมืองเก่าเกิดเหตุขึ้นหลายคดีติดต่อกัน สิ่งที่คุณเห็นจากข่าว... เป็นเพียงส่วนที่เปิดเผยได้เท่านั้น”
หลี่หลินหยุดพูดกลางคัน เพราะความจริงนั้นเลวร้ายกว่านั้นมาก เมืองเก่าถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันน่ากลัวต่อเนื่องสามวันเต็ม เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นต่อเนื่องไม่หยุด และแต่ละคดีก็มีสภาพศพสยดสยองเกินกว่าที่มนุษย์ควรทำได้
“ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในสามวัน?” เกาหมิงทวนคำเสียงเรียบ สามวันก่อนเป็นเวลาที่เขานั่งรถบัสเข้าสู่อุโมงค์พอดี และก็คือช่วงที่เหตุการณ์ประหลาดทั้งหลายเริ่มต้นขึ้น
“ให้แน่ใจว่าคุณอยู่จะอยู่แต่ในบ้านตอนกลางคืนและหลีกเลี่ยงอันตรายที่ไม่จำเป็น ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักให้ดี” หลี่หลินพูดยังไม่ทันจบ เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดิน มีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยแผลไหม้และรอยแผลเป็นที่บิดเบี้ยว ส่วนแขนซ้ายสวมเครื่องสื่อสารทรงวงแหวนสีดำไว้แน่น
เมื่อเห็นชายคนนั้น หลี่หลินขมวดคิ้วแน่นขึ้น แต่กลับไม่เข้าไปขัดขวาง ทั้งสองเหมือนมาจากคนละหน่วยงาน
ชายใบหน้าพิการไม่ทักทายใคร เขาเดินตรวจรอบห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนมุ่งตรงไปทางห้องนอน แต่ทันทีที่ก้าวเข้าไป เครื่องสื่อสารสีดำบนแขนก็เกิดขัดข้อง เสียงไฟฟ้าสถิตดังซ่า ๆ
เขาพยายามปรับจูนอยู่พักหนึ่งแต่ไม่สำเร็จ แล้วรีบจากไปอย่างร้อนรน
“คนคนนั้นไม่ใช่พวกของคุณใช่ไหม? ทำไมถึงเข้ามาได้?” เกาหมิงถามขึ้น สีหน้าแฝงความระแวง เพราะชายคนนั้นดูเหมือนอาชญากรมากกว่าตำรวจเสียอีก
หลี่หลินส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเบา “เขามาจากเมืองหูซิน เป็น เจ้าหน้าที่สอบสวน... แต่ผมเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเขามาสืบเรื่องอะไร”
“เจ้าหน้าที่สอบสวนงั้นเหรอ...” เกาหมิงพึมพำ เขาอยู่ในระบบราชทัณฑ์มานาน แต่ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน
หลี่หลินไม่ได้พูดอะไรต่อ พวกเขาออกมาจับคนมือเปล่า ไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิต พอสอบถามเรื่องฉีเอียนจากเกาหมิงคร่าว ๆ ก็พากันออกจากห้องไป
เมื่อปิดประตูห้องนั่งเล่นลงอีกครั้ง เกาหมิงทรุดตัวนั่งบนโซฟา เหตุการณ์ที่ถาโถมมาทั้งหมดทำให้เขาไม่อาจข่มตาหลับได้เลย
“ไม่รู้ว่าฝนจะหยุดเมื่อไหร่...”
เสียงเข็มนาฬิกากระทบกันเบา ๆ ดังจากผนัง เขาหยิบรูปถ่ายขาวดำทั้งสองใบออกมาอีกครั้ง รอยแตกบนรูปของฉีเอียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ชีวิตของเขาดูเหมือนกำลังจะถึงจุดจบ
“รูปถ่ายขาวดำพวกนี้... เหมือนเกมไพ่เลยนะ แค่เปลี่ยนจากไพ่ที่มีรูปคนตาย เป็นไพ่ที่ทำมาจากคนเป็น แล้วพวกปีศาจ... ก็คือผู้เล่น”
เขาจ้องรูปของตัวเองที่ยังเป็นภาพสี แล้วหัวเราะเบา ๆ “ถ้ามองในแง่ศิลป์ อย่างน้อยเราก็เป็น ‘การ์ดหายาก’ ล่ะมั้ง... แต่ในนิยาย พวกตัวเอกที่มีพ่อแม่เยอะ ๆ อย่างเรา มักไม่มีทางได้เป็นพระเอกหรอก”
….
หลี่หลินเดินออกมาจากอาคารสี่ ของอพาร์ตเมนต์ลี่จิ่ง เขาแหงนหน้ามองขึ้นไป เห็นเพียงห้องของเกาหมิงที่ยังมีแสงไฟส่องอยู่ ท่ามกลางตึกทั้งหลังที่มืดทึมอึมครึม
“เสี่ยวหลิว นายลองเช็กข้อมูลของนักบำบัดคนนั้นที เขาดูนิ่งเกินไป”
“ผมเช็กแล้วครับ เขาไม่ได้โกหกจริง ๆ เขาเป็นนักบำบัดทางจิตที่อายุน้อยที่สุดของเรือนจำความปลอดภัยสูงสุดเหิงซาน จบจากมหาวิทยาลัยแพทย์โดยตรง และยังเป็นจิตแพทย์ที่มีสิทธิ์สั่งจ่ายยาได้ด้วย แต่...”
ฝนกระเซ็นลงบนหน้าจอโทรศัพท์ของเสี่ยวหลิว “นักบำบัดของเรือนจำต้องตรวจสภาพจิตทุกเดือนเพื่อประเมินความมั่นคงทางอารมณ์ ผลตรวจครั้งล่าสุดของเขามีปัญหาครับ เหมือนระบบใส่ข้อมูลผิด”
“ผิดยังไง?”
“คะแนนความเสี่ยง... สูงเกินกว่าค่าที่เครื่องจะอ่านได้ครับ”