เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 เป็นเรื่องยากที่จะคุย

บทที่ 2 เป็นเรื่องยากที่จะคุย

บทที่ 2 เป็นเรื่องยากที่จะคุย


รอยโคลนจากรองเท้ายังติดอยู่บนพื้น ขณะที่ฉีเอียนปิดประตูเหล็กกันขโมยและลงกลอนแน่นหนา มือที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อกันฝนกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เสียงลมหายใจของเขาหนักหน่วงขึ้น

สื่อเรียกเขาว่าฆาตกรในคืนฝนพรำ ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่เขาชอบมาก โดยสื่อถึงแก่นแท้ของตัวเขา โหดร้าย บ้าคลั่งและหลาดกลัว

เขาครุ่นคิดกับความคิดที่ค่อนข้างวิปริต 'ฉันจะตอบแทนความเมตตาของแกยังไงดี' ด้วยความรู้สึกประชดที่บิดเบี้ยว

เส้นเลือดฝอยในตาแทบจะกลืนกินสีขาวไปหมด ฉีเอียนจ้องแผ่นหลังของเกาหมิง เขาชอบล่าเหยื่อที่จิตใจดี ชอบทำลายความงดงามให้แหลกละเอียด แล้วเหยียบย่ำซ้ำอีกหลายครั้ง

‘นิสัยดีขนาดนี้ แสดงว่าต้องมาจากครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่คงเลี้ยงมาในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย... ดอกไม้ที่โตในเรือนกระจก ไม่มีวันรู้เลยว่าคนเราสามารถชั่วร้ายได้แค่ไหน’

ในขณะที่ยังคงคลุมเสื้อกันฝน ใบหน้าของฉีเอียนเริ่มบิดเบี้ยวดื่มด่ำกับจินตนาการที่บิดเบี้ยวยิ่งกว่า ว่าเขาจะทรมานคนตรงหน้าด้วยวิธีไหนดี

“คุณคงจะหิวมาก” เกาหมิงถืออาหารที่มีส่วนผสมพิเศษออกมา พร้อมรินน้ำหนึ่งแก้วให้แขก “วันนี้เป็นวันเกิดผม พอดีทำอาหารไว้เยอะไปหน่อย สนใจกินด้วยกันไหม มีเค้กด้วยนะ?”

เค้กบนโต๊ะนั้นเป็นของที่พ่อแม่ที่ไม่ธรรมดานำมาให้ เกาหมิงคิดว่าสิ่งดีๆ ควรแบ่งปันกัน

“ไม่ล่ะ” ฉีเอียนไม่แตะของบนโต๊ะเลย เขากลัวว่าจะทิ้งร่องรอยไว้ “ดูเหมือนในห้องนอนจะมีคนเรียกคุณอยู่นะ?”

“อ้อ พ่อแม่ของผมเองก็อยู่ที่นี่” เกาหมิงตอบ รอยยิ้มของเขาเจือด้วยความเศร้า “พวกท่านสุขภาพไม่ดี ต้องนอนอยู่ในห้องตลอด ขยับตัวไม่ได้เลย”

“พวกเขาเรียกคุณอยู่ตลอด ไม่คิดจะไปดูหน่อยเหรอ?” ในสายตาของฉีเอียน ตอนนี้เกาหมิงเกาหมิงเป็นเพียงศพที่ไร้ชีวิต “ทำไมไม่ไปดูหน่อยล่ะว่าพวกท่านต้องการอะไร?”

เกาหมิงยอมรับนิสัยสันโดษของตัวเองด้วยการถอนหายใจ “ผมค่อนข้างเป็นคนเก็บตัวน่ะ ไม่ค่อยกล้าคุยกับพวกท่านเท่าไหร่” เขาเดินกระเผลกไปทางห้องนอน “พวกท่านป่วย อาการค่อนข้างประหลาด ต้องพักผ่อนเยอะๆ”

ฉีเอียนก็ได้ยินเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากในห้อง เขาเดินตามเกาหมิงไปถึงหน้าประตู ก็สังเกตถึงความผิดปกติ บรรยากาศตรงนี้เริ่มบิดเบี้ยว  แสงดูเหมือนจะโค้งงอ อุณหภูมิต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับห้องนั่งเล่น

เกาหมิงจับลูกบิด เปิดประตูออก แล้วถอยหลังหนึ่งก้าว

ฉีเอียนซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็นมองเข้าไปด้านใน

เงาในห้องค่อยๆ จางไป ครึ่งหนึ่งเป็นแสงสลัว อีกครึ่งหนึ่งคือความมืดหนาทึบที่ราวกับจะกลืนทุกอย่าง

ที่เส้นแบ่งของแสงและเงานั้น ปรากฏใบหน้าบิดเบี้ยวน่าขนหัวลุกหลายใบ ร่างบิดเบี้ยวพัวพันกันแน่นจนแยกไม่ออก! บางสิ่งที่ปลอมตัวเป็นพ่อแม่ของเกาหมิงจู่ ๆ ก็เริ่มบ้าคลั่งเมื่อเห็นลูกชายของพวกเขาอีกครั้ง มันคลานเข้ามาด้วยความวุ่นวายและบ้าคลั่ง!

ภาพตรงหน้าสยดสยองจนฉีเอียนแทบหยุดหายใจ เขาคิดว่าในห้องจะมีเคนแก่ป่วย ๆ สองคนอยู่บนเตียงเท่านั้น!

เขาถอยหนีโดยสัญชาตญาณ แต่พอหันกลับมา ก็เห็นเกาหมิงยกแจกันหนักอึ้งขึ้นสูง

จำได้เลือนรางว่าเมื่อครู่ผู้ชายคนนี้บอกว่าตัวเอง “เป็นคนเก็บตัว

เพล้ง!

เศษกระเบื้องปลิวกระจาย ใบหน้าของฉีเอียนเปื้อนเลือด โลกหมุนคว้าง ก่อนที่เขาจะล้มลง เกาหมิง เจ้าของห้องผู้ใจดี ได้แสดงความกังวลโดยการเทน้ำหนึ่งถ้วยกรอกปากเขาอย่างแรง

ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดราบรื่นราวกับถูกซ้อมมาหลายครั้ง

“คุณควรจะเลือกยาอัมพาตมากกว่านะ จะได้ไม่ต้องเจ็บปวด” เกาหมิงย่อตัวลงข้าง ๆ ฉีเอียน “ไม่ต้องกลัว อีกเดี๋ยวคุณก็จะไม่รู้สึกอะไรแล้ว”

เมื่อได้ยินคำพูดของเกาหมิง ความหวาดกลัวอันลึกซึ้งก็ถูกจุดประกายภายในแววตาของฉีเอียน ความตื่นตระหนกแล่นไปทั่วร่างกาย ในขณะที่ตระหนักได้ว่าเขาไม่รู้ว่าชายตรงหน้าคิดจะทำอะไรต่อ

ดวงตากรอกไปมาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนเลื่อนไปเห็น 'พ่อแม่' ที่ถูกมัดแน่นอยู่เต็มห้อง ก่อนจะเลื่อนกลับมามองเกาหมิงที่ยังคงสงบนิ่ง ความหวาดกลัวของเขาก็ยิ่งทวีขึ้น

นี่มันคนบ้าประเภทไหนกัน?

ชายตรงหน้้าแสดงทุกลักษณะของฆาตกรโรคจิตออกมา ความเย็นชาและซับซ้อน ฉลาดแกมโกงและเต็มไปด้วยอันตรายและวิธีการก่ออาชญากรรมไม่เพียงแต่พิถีพิถันเท่านั้น แต่ยังซับซ้อนอย่างร้ายกาจอีกด้วย

“ทำไมรู้สึกเหมือนคุณกำลังกล่าวหาผมผ่านทางสายตา?”

เกาหมิงกดมือบนหลังฉีเอียน จับผมเขาแล้วดึงศีรษะให้เงยขึ้นมองตรงไปยังห้องนอน

“ก่อนที่ยาจะออกฤทธิ์ ผมอยากถามอะไรคุณหน่อย” เกาหมิงถาม “คุณเห็นร่างในห้องนอนไหม”

ฉีเอียนเบิกตากว้างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาไม่สามารถเปล่งเสียงตอบใดๆ ได้อีกแล้ว ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วศีรษะ ความคิดสับสนเหมือนโดนแรงกระแทกจนโลกทั้งใบแตกเป็นเสี่ยง ๆ ผลของยาก็ออกฤทธิ์อย่างเห็นได้ชัด

ตอนนี้เขาเหมือนคนที่เพิ่งเดินข้าม “สะพานไน่เหอ” ดื่มน้ำแกงของยายเมิ่งไปครึ่งชาม แล้วจู่ๆ ก็ถูกฟาดด้วยไม้พลองหนักๆ กลางหัว อยู่ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตาย ครึ่งจำครึ่งลืม

ผู้แปล: สะพานไน่เหอเป็นสะพานข้ามภพที่เชื่อมแดนสวรรค์ มนุษย์ และนรก

"ดูจากปฏิกิริยาของคุณ คุณคงจะเห็นพวกเขาสินะ" เกาหมิงพูดพลางมัดมือเท้าของฉีเอียนจนแน่นหนา

‘จิตใจของเราไม่ได้มีปัญหา เกมแปรเปลี่ยนเป็นความจริงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจริงๆ’

เงาในห้องนอนกำลังสลายอย่างรวดเร็ว ส่วนพ่อกับแม่เริ่มร้องคำรามก่อนจะมลายหายเข้าไปในความมืด พวกเขาดูเหมือนไม่ได้เป็นของโลกนี้ เพียงแต่เพราะเหตุผลบางอย่าง จึงเล็ดลอดออกมาในจังหวะที่สองโลกซ้อนทับกัน

เกาหมิงรู้สึกได้ชัดว่าอุณหภูมิกำลังอุ่นขึ้น ลมหายใจเริ่มกลับมาโล่งขึ้น

“ดูเหมือนเกมของเราจะกลายเป็นสื่อกลาง เชื่อมระหว่างโลกความเป็นจริงกับโลกที่พวกมันอยู่ หลังเคลียร์เกมจบ ทุกอย่างคงกลับสู่ปกติ... แต่ถ้าปล่อยไว้เฉยๆ พวกเรื่องเล่าพิศวงเหล่านี้จะค่อยๆ แผ่ขยายไหม? จนวันหนึ่งมันหลอมรวมกับโลกความเป็นจริงจนแยกไม่ออก?”

ตอนนี้แสงปกติครอบคลุมไปแล้วกว่าสี่ในห้าของห้อง พ่อกับแม่ถูกบีบอัดเข้าหากันจนเริ่มสลายไป ทว่าในชั่วขณะนั้นเอง หนึ่งในพวกมัน ‘แม่!’ กลับดิ้นหลุดจากพันธนาการ!

แววตาเต็มไปด้วยความรักที่บิดเบี้ยวราวกับมีอาการทางจิต เธอลากเอาความมืดทั้งหมดพุ่งเข้าใส่เกาหมิง!

เกาหมิงสะดุ้งหันหลังวิ่งหนีทันที แต่ฉีเอียนที่อยู่ข้างหลังกลับไม่มีโชคเช่นนั้น

ในวินาทีสุดท้ายของการสลายตัว แม่คว้าฉีเอียนลากเข้าสู่ความมืด เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่บางสิ่งในร่างเขาจะถูกดึงออกไปพร้อมกับเธอ

เวลา 04:44 น. ห้องนอนกลับสู่สภาพปกติ

เกาหมิงถือไม้ถูพื้นเดินเข้ามาในห้อง พ่อกับแม่เหล่านั้นราวกับไม่เคยมีอยู่จริง ทั้งเค้กและเทียนที่พวกเขานำมาก็หายไปหมด เหลือเพียงฉีเอียนที่นอนเหม่อมองเพดานอย่างไร้ชีวิต

ดวงตาเขาแข็งค้าง เหมือนวิญญาณถูกสูบหาย กลายเป็นคนที่มีเพียงร่างกายแต่ไร้สติสัมปชัญญะ และบนพื้นตรงจุดที่แม่หายไป เกาหมิงพบรูปถ่ายขาวดำสองใบรูปทั้งคู่ดูน่าขนหัวลุก

“รางวัล?”

รูปดูเก่ามาก ไม่รู้ทำจากวัสดุอะไร ราวกับถ่ายไว้นานหลายสิบปีก่อน

ใบแรกเป็นภาพเกาหมิงนั่งกินเค้กอยู่บนโต๊ะอาหาร รอบตัวเขามีพ่อกับแม่ยืนเบียดแน่นเต็มห้อง

แต่สิ่งที่น่าสะดุดตาคือ เค้ก เฟอร์นิเจอร์ และเหล่าพ่อแม่ทั้งหมดในรูปเป็นภาพขาวดำ มีเพียงเกาหมิงคนเดียวที่อยู่ในโทนสีจริง

เมื่อพลิกรูปด้านหลัง เขาพบข้อความเขียนด้วยลายมือคดเคี้ยวประหลาด

ถึงลูกที่รักของเรา

ในที่สุดคุณก็อายุครบสิบแปดปี ตอนนี้คุณบรรลุนิติภาวะแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ลูกคือ ‘เจ้าบ้านคนใหม่’ และจะได้รับกุญแจเปิดประตูบ้านของเรา

บ้านตั้งอยู่ระหว่างการมีอยู่กับการไม่มีอยู่ ซ่อนอยู่ในห้วงลึกที่สุดของฝันร้าย ใกล้กับขอบเขตที่บิดเบี้ยวที่สุดของความจริง มันอยู่ไกลเหลือคณา... แต่ก็เชื่อมโยงกับส่วนมืดที่สุดในหัวใจของเราทุกคน

ในฐานะเจ้าบ้าน คุณมีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะช่วยเหลือคนในครอบครัว ให้ความรักอย่างเท่าเทียม หรือจะใช้พวกเขาเป็นเพียงเครื่องมือ... หรือแม้แต่ทรมานพวกเขาด้วยวิธีที่วิปริตยิ่งกว่า

คุณมีอิสระเต็มที่ ส่วนสิ่งที่เราต้องการจากคุณ จงล่อลวงผู้คนให้เข้ามาเล่นเกมในยามค่ำคืนให้มากขึ้น พลังงานที่รั่วไหลจากพวกเขาจะสามารถเลี้ยงดูเรื่องเล่า ให้สืบทอดต่อไปได้

ตัวอักษรเหล่านั้นเขียนเหมือนลายมือของเด็ก บิดเบี้ยว และมีคราบเลือดเปื้อนอยู่ มองแล้วชวนคลื่นไส้

“เจ้าบ้าน…?”

เกาหมิงหยิบรูปขาวดำใบที่สองขึ้นมามอง แล้วขมวดคิ้วแน่น

ด้านหน้าเป็นภาพใบหน้าของฉีเอียนที่แข็งทื่อราวกับรูปศพ ส่วนด้านหลังมีข้อความประหลาดเขียนไว้เช่นกัน

รูปถ่ายของสมาชิกครอบครัว 

มีเพียงคนที่ยังยึดติดกับโลกความจริงอย่างแรงกล้า ผู้ที่อยู่ในสภาวะใกล้ตาย ผู้ที่สิ้นหวังอยากตาย ผู้ที่ติดอยู่ในฝันร้าย ผู้ที่สติหลุด และผู้ที่บาปหนาท่วมหัวเท่านั้น จึงจะมองเห็นบ้านของเรา และก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกครอบครัวได้

เราอยู่ในจุดพักสุดท้ายก่อนถึงความตาย การดำรงอยู่ของเรามอบ ‘ทางเลือกที่สอง’ ให้แก่พวกเขา ทางเลือกที่มากกว่าความตาย

ทว่าคนส่วนใหญ่ที่มาถึงที่นี่... ล้วนเสียใจในภายหลัง โดยหวังว่าพวกเขาจะเลือกความเรียบง่ายอย่างความตายแทน

จบบทที่ บทที่ 2 เป็นเรื่องยากที่จะคุย

คัดลอกลิงก์แล้ว