- หน้าแรก
- ชีวิตใหม่กับระบบซุบซิบ ใครก็ห้ามไม่อยู่
- ตอนที่ 9 หนิงฮุย เจ้าอย่าได้เกินเลยไปนัก
ตอนที่ 9 หนิงฮุย เจ้าอย่าได้เกินเลยไปนัก
ตอนที่ 9 หนิงฮุย เจ้าอย่าได้เกินเลยไปนัก
เฉินจื่อหาวได้แต่ยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิม จมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด
"คุณชาย คุณชายรองหนิงกับคุณชายสี่หนิงเข้าไปข้างในกันแล้วขอรับ"
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของบ่าวรับใช้ เฉินจื่อหาวก็ได้สติกลับมา เมื่อเห็นหนิงซางซางและคนอื่นๆ เดินเข้าไปแล้ว เขาจึงรีบสาวเท้าตามไปทันที
เพื่อป้องกันเหตุทะเลาะวิวาท หอจุ้ยเซียงไม่อนุญาตให้บ่าวรับใช้ขึ้นไปบนชั้นบนสุด ดังนั้นบ่าวของทั้งสองจึงต้องรออยู่ด้านนอก
ภายในร้านตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง แฝงไว้ด้วยความหรูหราสง่างาม จนหนิงฮุยอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา "เจ้าของหอจุ้ยเซียงนี่ต้องรวยล้นฟ้าแน่ๆ ข้าชักอยากจะเจอหน้าเจ้าของหอลึกลับผู้นี้เสียจริง"
ทันใดนั้นหนิงฮุยก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาหันไปมองหนิงซางซาง "พี่หญิง ท่านรู้หรือไม่ขอรับว่าเจ้าของหอจุ้ยเซียงหน้าตาเป็นอย่างไร?"
พี่หญิงดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์อันดีกับหลงจู๊จางผู้ดูแลหอจุ้ยเซียง บางทีหลงจู๊จางอาจจะเคยบอกพี่หญิงเรื่องหน้าตาของเจ้าของหอก็เป็นได้
หนิงซางซางโกหกหน้าตายโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย "ข้าไม่รู้หรอก คนบ้านนอกเข้ากรุงอย่างข้าจะมีวาสนาไปเจอเจ้าของหอจุ้ยเซียงผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร"
'น้องเล็ก หยุดถามคำถามไร้สาระพวกนี้ได้แล้ว เรื่องกินสิสำคัญสุด'
'พูดสองประโยคก็วนเข้าเรื่องเจ้าของหอจุ้ยเซียง ใครไม่รู้คงนึกว่าเขาแอบปิ๊งเจ้าของหออยู่แน่ๆ'
หนิงฮุย "..."
หนิงเฉิงเซียวเอ่ยตัดบท "ไปเถอะ ไปหาที่นั่งกัน"
เวลานี้บนชั้นบนสุดของหอจุ้ยเซียงยังไม่มีลูกค้าคนอื่น พวกเขาจึงเลือกที่นั่งริมหน้าต่างแล้วนั่งลง
เสี่ยวเอ้อเดินเข้ามาพร้อมกับชาหลงจิ่งชั้นดี หลังจากรินชาให้ทุกคนแล้ว ก็เอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น "นายท่านทั้งสามต้องการรับประทานอะไรดีขอรับ?"
หนิงเฉิงเซียวเงยหน้ามองหนิงซางซางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม "เจ้าสั่งเลย"
หนิงซางซางไม่ปฏิเสธ นางกล่าวว่า "เอาอาหารขึ้นชื่อของที่นี่มาสักหลายอย่างหน่อย"
"ได้เลยขอรับ นายท่าน!" เสี่ยวเอ้อรับคำอย่างร่าเริง ก่อนจะหยิบกาน้ำชาแล้วหันหลังเดินจากไป
หนิงซางซางจิบชาหลงจิ่งพลางทอดสายตามองออกไปข้างนอก ที่นั่งตรงนี้ทำเลดีเยี่ยม สามารถชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่งดงามได้ถนัดตา ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและรื่นรมย์ ต้องยอมรับเลยว่าชั้นบนสุดของหอจุ้ยเซียงเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การมารับประทานอาหารจริงๆ
"พี่หญิง ท่านชอบมาทานอาหารที่นี่ไหมขอรับ?" หนิงฮุยเอ่ยถาม
หนิงซางซางละสายตาจากทิวทัศน์ด้านนอกแล้วตอบกลับ "หอจุ้ยเซียงเป็นที่ที่ดีมาก"
เมื่อได้ยินดังนั้น หนิงฮุยก็ลอบคิดในใจ 'ในภายภาคหน้า ข้าจะตั้งใจหาเงินเพื่อพาพี่หญิงมาทานข้าวที่นี่บ่อยๆ ให้ได้'
หนิงเฉิงเซียวได้ยินเข้าก็พูดขึ้นว่า "ถ้าเจ้าชอบ วันหน้าพี่จะพาเจ้ามาบ่อยๆ"
เรื่องการใช้จ่ายเงินเพื่อปนเปรอน้องสาว เขาไม่เคยต้องมานั่งกังวลว่าจะฟุ่มเฟือยหรือไม่
หนิงซางซางยิ้มรับ "เจ้าค่ะ"
'พี่รองนี่ดีจริงๆ เลย'
เมื่อได้ยินน้องสาวเอ่ยชมตนในใจเป็นครั้งแรก มุมปากของหนิงเฉิงเซียวก็ยกขึ้นเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่
"พี่รอง ท่านลำเอียงชัดๆ! ตอนข้าขอให้ท่านพามาเลี้ยงข้าวที่ชั้นบนนี้ ท่านปฏิเสธข้าอย่างไร้เยื่อใย แต่พอพี่หญิงบอกว่าชอบที่นี่ ท่านกลับเสนอตัวจะพามาเองเลยนะ" หนิงฮุยแสร้งทำท่าทางน้อยอกน้อยใจ "พี่รอง ท่านทำข้าเจ็บปวดหัวใจยิ่งนัก"
หนิงเฉิงเซียวมองดูการแสดงของน้องชายแล้วมุมปากกระตุก เขาถลึงตาใส่ "ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย อายุเท่าไหร่แล้ว ยังทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้"
ตอนเด็กๆ หนิงฮุยซุกซนและชอบเล่นใหญ่ เขาไม่เคยว่ากล่าวเพราะเห็นว่าเป็นเด็ก แต่ตอนนี้หนิงฮุยอายุสิบเอ็ดปีแล้ว นิสัยก็ยังเหมือนเดิม... ช่างน่าปวดหัวจริงๆ
หนิงฮุยอ้าปากกำลังจะเถียง แต่สายตาเหลือบไปเห็นเฉินจื่อหาวกำลังเดินจ้ำอ้าวตรงมาทางนี้ ดูเหมือนหมอนั่นจะได้ยินความคิดของพี่หญิงเมื่อครู่และคงจะมาถามหาความจริงจากนาง
เมื่อเห็นดังนั้น ดวงตาของหนิงฮุยก็ฉายแวววูบไหว เขารีบลุกขึ้นเดินตรงไปหาเฉินจื่อหาว แล้วคว้าไหล่กอดคออีกฝ่ายพาเดินเลี่ยงไปทางอื่นโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
"หนิงฮุย เจ้าจะทำอะไร?" เฉินจื่อหาวถามด้วยความโกรธ "ปล่อยข้านะ!"
"ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า ตามมาดีๆ" หนิงฮุยขู่อีกฝ่ายเสียงต่ำ "ไม่งั้นข้าทุบเจ้าแน่"
เฉินจื่อหาว "หนิงฮุย... เจ้าอย่าได้เกินเลยไปนัก!"
"เออน่า ข้าไม่ทำอะไรเกินเลยหรอก ตามมาดีๆ เถอะ" หนิงฮุยยอมพูดดีด้วยอย่างอดทน ซึ่งหาได้ยากยิ่ง
เฉินจื่อหาวกัดฟันกรอด "ปล่อยข้าสิ ผู้ชายอกสามศอกมากอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน ดูได้ที่ไหน"
หนิงฮุยได้ยินดังนั้นจึงยอมปล่อยมือแต่โดยดี
ทั้งสองเดินมาหยุดยังมุมลับตาคน
"หนิงฮุย เจ้ามีอะไรจะพูดกับข้า?" เฉินจื่อหาวถามพร้อมขมวดคิ้ว
หนิงฮุยกล่าวเตือน "อย่าพูดจาซี้ซั้วต่อหน้าพี่หญิงข้า ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินอะไรมา ก็จงเหยียบไว้ให้มิด"
"หนิงฮุย เจ้าก็ได้ยินเหมือนกันหรือ?" เฉินจื่อหาวถามด้วยความตกใจ
หนิงฮุยอดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน "ถามโง่ๆ ถ้าเจ้าได้ยิน แล้วทำไมข้าจะไม่ได้ยิน"
เฉินจื่อหาว "...แล้วเรื่องที่พี่สาวเจ้าพูด เป็นความจริงหรือเปล่า?"
"จริงหรือไม่จริง เจ้าส่งคนไปสืบดูก็รู้แล้วนี่"
จู่ๆ เฉินจื่อหาวก็ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เขาโพล่งออกมาด้วยความโมโห "พี่สาวเจ้าต้องพูดจาเหลวไหลแน่ๆ ท่านพ่อข้าเป็นคนดี รักเดียวใจเดียวต่อท่านแม่ ไม่มีทางที่ท่านจะ..."
พูดถึงตรงนี้ เสียงของเฉินจื่อหาวก็ขาดห้วงไป
"พี่หญิงข้าไม่เคยพูดจาเหลวไหล ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็ไปสืบดู อย่ามากล่าวหาพี่หญิงข้าส่งเดชแถวนี้นะ" หนิงฮุยสวนกลับอย่างฉุนเฉียว
เฉินจื่อหาวก้มหน้าลง นิ่งเงียบไม่พูดจา หากเรื่องนั้นไม่จริงก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงขึ้นมาล่ะ? ถ้าอย่างนั้น...
เฉินจื่อหาวไม่กล้าคิดต่อ
"เอาล่ะ เลิกคิดฟุ้งซ่านตรงนี้ได้แล้ว อยากรู้ว่าที่พี่หญิงข้าพูดจริงไหม ก็ส่งคนไปสืบสิ"
พูดจบ หนิงฮุยก็ไม่สนใจเขาอีก หันหลังเตรียมเดินกลับไป
เฉินจื่อหาวรีบเดินตามหลังเขาไปทันที
หนิงฮุยขมวดคิ้ว หันขวับกลับมาถลึงตาใส่ "เฉินจื่อหาว เจ้าจะตามข้ามาทำไม? ข้าบอกแล้วไม่ใช่รึว่าอยากรู้ความจริงก็ให้ส่งคนไปสืบ?"
เฉินจื่อหาวตอบอึกอัก "ข้าอยากจะฟังอีก..." เขาไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ว่า 'อยากฟังเสียงใจพี่สาวเจ้า'
หนิงฮุยขมวดคิ้ว กำลังจะเอ่ยปากไล่ แต่ก็ได้ยินเฉินจื่อหาวพูดสวนขึ้นมาว่า "มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง"
"เฉินจื่อหาว เจ้าเห็นข้าเป็นคนยังไง? คิดว่าข้าขัดสนเงินค่าข้าวแค่มื้อเดียวรึ?"
พูดจบโดยไม่รอให้เฉินจื่อหาวได้ตอบโต้ เขาก็แสร้งทำสีหน้าลำบากใจแล้วกล่าวว่า "เห็นแก่ที่เจ้าอยากเลี้ยงข้าขนาดนี้ ครั้งนี้ข้าจะยอมตกลงก็ได้ แต่ห้ามมีครั้งต่อไปนะ!"
เฉินจื่อหาวน่ะไม่ขัดสนเงินทองหรอก แต่เขาน่ะสิที่ขัดสน!
เฉินจื่อหาวได้ยินแล้วถึงกับมุมปากกระตุก พูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปชั่วขณะ