- หน้าแรก
- อาณาจักรเวทมนตร์ เปิดฉากด้วยร่างศักดิ์สิทธิ์ของซัคคิวบัส
- บทที่ 10: การจู่โจมยามวิกาลของก็อบลิน
บทที่ 10: การจู่โจมยามวิกาลของก็อบลิน
บทที่ 10: การจู่โจมยามวิกาลของก็อบลิน
ราตรีกาลดั่งผืนกำมะหยี่หนาทึบคลี่คลุมลงมาโอบล้อมเมืองล็อค มีเพียงคบเพลิงที่จุดไว้ประปรายบนปราสาทและหอสังเกตการณ์ไม่กี่แห่งที่ส่องแสงวูบวาบต้องสายลมเย็นยามค่ำคืน ทอดเงาไหววูบไปมาบนพื้น
หลินเหนียนยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องทำงานชั้นสองของปราสาท มองออกไปยัเงาร่างของตัวเมืองที่กำลังหลับใหลอยู่เบื้องล่าง หลังจากความตื่นเต้นและความวุ่นวายตลอดทั้งวันผ่านพ้นไป ความรู้สึกรับผิดชอบอันหนักอึ้งก็เข้ามาแทนที่ เงินถุงแรกนำมาซึ่งความหวัง แต่มันก็เปรียบเสมือนคบเพลิงที่ถูกจุดขึ้นในความมืด ย่อมดึงดูดสายตาที่สอดรู้สอดเห็นเข้ามา ภัยคุกคามจากบารอนแบล็กสโตนจ่ออยู่แค่ปลายจมูก และค่ำคืนในทวีปแห่งนี้ไม่เคยมีความสงบสุขที่แท้จริง
เขานวดขมับ สัมผัสถึงกระแสเวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในกายอย่างแผ่วเบาจนแทบจับความรู้สึกไม่ได้ ความเข้ากันได้กับทุกธาตุฟังดูยอดเยี่ยม แต่ความสามารถในการควบคุมของเขานั้นย่ำแย่สุดขีด ตอนนี้แค่จะเสกเปลวไฟเล็กๆ ยังยาก ไม่ต้องพูดถึงการนำไปใช้ต่อสู้จริง การพัฒนาความแข็งแกร่งส่วนบุคคลเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้
"ฉันต้องหาวิธีเรียนรู้เวทมนตร์อย่างเป็นระบบให้เร็วที่สุด หรือไม่ก็... ลองดูว่าจะปลุกความสามารถอื่นของ [กายาเสน่ห์มาร] ขึ้นมาได้ไหม?" หลินเหนียนครุ่นคิดกับตัวเอง [ออร่าเสน่ห์] ที่ทำงานแบบติดตัวดูเหมือนจะมีประโยชน์แค่ตอนปฏิสัมพันธ์กับผู้คน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูจริงๆ เขาจะใช้หน้าตาหล่อๆ ไปสู้คงไม่ได้
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบแต่แผ่วเบาก็ดังขึ้นจากบันได
"ท่านลอร์ด!" บาร์ตัน ทหารผ่านศึกผู้รับผิดชอบเวรยามคืนนี้ สวมเกราะหนังที่ดูเก่าคร่ำครึ เดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว สีหน้าเคร่งเครียด "มีความเคลื่อนไหวใกล้รั้วทางทิศตะวันตก เสียงเหมือน... เสียงร้องของพวกก็อบลิน และดูเหมือนจะมีจำนวนไม่น้อยเลยขอรับ"
ก็อบลิน? หลินเหนียนขมวดคิ้ว สิ่งมีชีวิตตัวเล็กผิวสีเขียวพวกนี้เป็นภัยคุกคามทั่วไปในทวีป มักจะเดินทางเป็นกลุ่ม นิสัยขี้ขลาดแต่โลภมาก ชอบบุกปล้นหมู่บ้านที่อ่อนแอในเวลากลางคืนเพื่อขโมยอาหารและของที่มีประกายแวววาว ความทรุดโทรมของเมืองล็อคในอดีตคงไม่พ้นฝีมือการก่อกวนของพวกมันด้วยแน่
"แน่ใจนะ? อยู่ห่างแค่ไหน?" หลินเหนียนถามเสียงต่ำ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ในฐานะอดีตผู้จัดการฝ่ายขาย การรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินถือเป็นทักษะพื้นฐาน
"แน่ใจขอรับ เสียงดังมาจากชายป่าแบล็กฟอเรสต์ทางตะวันตก ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อีกสักพักคงถึงชานเมือง" บาร์ตันตอบรวดเร็วและชัดเจน "ข้าปลุกทหารยามที่ออกเวรแล้วขึ้นมาหมด รวมกับคนที่เข้าเวรอยู่ ตอนนี้เรามีคนพร้อมรบสิบสองคน"
ทหารบ้านสิบสองคน ที่เพิ่งฝึกได้ไม่กี่วัน ต้องมารับมือกับฝูงก็อบลินที่ไม่รู้จำนวนแน่ชัด
หลินเหนียนประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ก็อบลินไม่ได้เก่งกาจเรื่องการต่อสู้ แต่พวกมันมีความได้เปรียบเรื่องจำนวนและความบ้าเลือดที่ไม่กลัวตาย (หรือเรียกว่าโง่เขลาจะถูกกว่า) หากพวกมันพังรั้วไม้เก่าๆ เข้ามาในเมืองได้ ความเสียหายและความตื่นตระหนกจะประเมินค่าไม่ได้ และขวัญกำลังใจที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่อาจพังทลายลงในพริบตา
เขาถอยไม่ได้เด็ดขาด!
"ไปกันเถอะ ไปดูให้เห็นกับตา" หลินเหนียนไม่ลังเล คว้าดาบเหล็กสำหรับฝึกซ้อมที่พิงอยู่ข้างผนังมาถือไว้มันเป็นมรดกจากเจ้าของร่างเดิม คุณภาพพอถูไถใช้งานได้ เขาไม่ได้สวมเกราะเพราะมันหนักเกินไปและเขายังไม่ชิน
บาร์ตันตะลึงงัน คาดไม่ถึงว่าบารอนหนุ่มจะลงไปแนวหน้าด้วยตัวเอง "ท่านลอร์ด ข้างนอกมันอันตราย ท่าน..."
"นี่คือดินแดนของฉัน คนของฉัน เมื่อภัยมาถึง ฉันจะเป็นลอร์ดประสาอะไรถ้ามัวแต่หลบหัวอยู่ที่นี่?" หลินเหนียนพูดขัดขึ้น น้ำเสียงเด็ดขาดจนไม่อาจโต้แย้ง "นำทางไป"
แววตาชื่นชมและความกังวลที่สังเกตได้ยากวูบผ่านดวงตาของบาร์ตัน เขาไม่พูดอะไรอีกแล้วรีบเดินนำออกไป
ทั้งสองรีบมาถึงหลังแนวรั้วไม้ทางทิศตะวันตกของเมือง ทหารยามเจ็ดแปดคนรวมตัวกันอยู่ที่นั่นแล้ว พร้อมอาวุธหยาบๆ ในมือส่วนใหญ่เป็นส้อมพรวนดิน ไม้ปลายแหลม และมีดปังตอเก่าๆ ไม่กี่เล่ม สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่เมื่อเห็นหลินเหนียนมาถึงด้วยตัวเอง แววตาก็ดูอุ่นใจขึ้นมาบ้าง
"ท่านบารอน!"
"ท่านลอร์ด ทำไมท่านมาที่นี่?"
หลินเหนียนโบกมือเป็นสัญญาณให้เงียบ เขาตั้งใจฟัง และจริงดังว่า สายลมยามค่ำคืนพัดพาเสียง "เจี๊ยวจ๊าว" แหลมเล็กแผ่วเบา รวมถึงเสียงการเคลื่อนไหวสวบสาบที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วจากทิศทางของป่าแบล็กฟอเรสต์
"เยอะพอสมควร ฟังจากเสียงน่าจะมีอย่างน้อยยี่สิบถึงสามสิบตัว" บาร์ตันกระซิบ กระชับหอกในมือแน่น
"พลธนูอยู่ไหน?" หลินเหนียนถาม เขจำได้ว่าในทีมทหารยามมีพรานเก่าสองคนที่มีฝีมือยิงธนูใช้ได้
"อยู่ข้างบนนั่นขอรับ" บาร์ตันชี้ไปที่หอสังเกตการณ์หยาบๆ สองแห่งที่สร้างไว้หลังแนวรั้ว
"ดี" หลินเหนียนสูดหายใจลึก บังคับตัวเองให้สงบ เขากวาดตามองใบหน้าลูกทีม บางคนยังหนุ่มแน่น บางคนกรำแดดฝน รู้ดีว่าคงหวังพึ่งยุทธวิธีซับซ้อนจากพวกเขาไม่ได้ ต้องใช้วิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด
"บาร์ตัน พาคนห้าคนไปเฝ้าช่องโหว่ที่กว้างที่สุดของรั้ว ส่วนคนอื่นๆ กระจายกำลังไปทางซ้ายและขวา เมื่อได้ยินคำสั่งฉัน ให้ทุกคนเคาะโล่และอาวุธเข้าด้วยกันแล้วตะโกนให้ดังที่สุด!"
"เคาะ? ตะโกน?" ลูกทีมหนุ่มคนหนึ่งถามอย่างงุนงง
"ใช่! ก็อบลินมันขี้ขลาด การข่มขวัญจะทำให้พวกมันลังเล หรืออาจทำให้บางตัวกลัวจนหนีไป!" หลินเหนียนอธิบาย นี่คือกลยุทธ์ทางจิตวิทยาที่เล่นกับสัญชาตญาณสิ่งมีชีวิต "พลธนู ยิงอิสระ เล็งพวกตัวหัวหน้าก่อน!"
คำสั่งเรียบง่ายและชัดเจน แม้จะตื่นเต้น แต่ลูกทีมก็รีบแยกย้ายไปประจำที่
ไม่นานนัก เสียง "เจี๊ยวจ๊าว" ที่น่ารำคาญก็มาถึงใกล้ตัว ภายใต้แสงจันทร์สลัว เงาร่างสีเขียวเตี้ยๆ หลังค่อมหลายสิบตัวหลั่งไหลออกมาจากชายป่า พวกมันถือขวานหินและกระบองไม้หยาบๆ แววตาเป็นประกายด้วยความโลภและความดุร้าย พุ่งตรงเข้ามายังตัวเมือง
"ยิง!"
สิ้นเสียงคำสั่งของหลินเหนียน เสียง "ฟุ่บ" สองครั้งดังมาจากหอสังเกตการณ์ ลูกธนูดอกหนึ่งพลาดเป้า แต่อีกดอกปักเข้าใส่ก็อบลินที่วิ่งนำหน้ามาอย่างแม่นยำ มันกรีดร้องแล้วล้มลง
เกิดความโกลาหลเล็กน้อยในหมู่ก็อบลิน แต่พวกมันไม่หยุด การตายของพวกพ้องกลับกระตุ้นให้พวกมันบุกเข้ามาอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
"เตรียมตัว!" หลินเหนียนกำดาบเหล็กในมือแน่น หัวใจเต้นระรัว นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตทั้งสองภพที่เขาต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่จะฆ่าแกงกันจริงๆ แบบนี้
ฝูงก็อบลินจวนเจียนจะถึงแนวรั้ว บางตัวเริ่มปีนป่ายกำแพงไม้เตี้ยๆ แล้ว
"ตอนนี้แหละ! เคาะ! ตะโกน!" หลินเหนียนตะโกนสุดเสียง
ทันใดนั้น เสียงเคาะและเสียงตะโกนดังกึกก้องประดุจฟ้าผ่าดังขึ้นจากหลังแนวรั้ว! เหล่าลูกทีมระดมตีโลหะและโล่ทุกอย่างที่หาได้ พร้อมแหกปากตะโกนสุดเสียง สร้างความอึกทึกครึกโครมมหาศาล
คลื่นเสียงกะทันหันนี้ได้ผลจริงๆ! ก็อบลินแถวหน้าสะดุ้งตกใจอย่างเห็นได้ชัด ฝีเท้าชะงักงัน มองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตระหนก บางตัวถึงกับเริ่มถอยหลัง จังหวะการบุกของพวกมันสะดุดลง!
"พลธนู ยิงต่อไป! บาร์ตัน มากับฉัน อุดช่องโหว่!"
หลินเหนียนฉวยโอกาสนั้นเป็นคนแรกที่พุ่งเข้าไปยังรอยแตกของรั้วที่ผุพัง ซึ่งมีก็อบลินสองตัวพยายามจะเบียดตัวเข้ามา เขาเงื้อดาบเหล็กขึ้นและฟาดลงไปที่หัวสีเขียวอัปลักษณ์นั่นสุดแรง!
"ฉึก!"
ของเหลวอุ่นๆ กลิ่นเหม็นคาวสาดกระเซ็นใส่หน้า หลินเหนียนรู้สึกปั่นป่วนในท้อง แต่เขากลั้นความคลื่นไส้ไว้ บิดข้อมือ แล้วแทงดาบใส่ก็อบลินอีกตัว
บาร์ตันและลูกทีมคนอื่นๆ ก็คำรามก้องพร้อมพุ่งเข้ามา ใช้หอกแทงและมีดฟัน สกัดกั้นพวกก็อบลินที่พยายามทะลักเข้ามาทางช่องโหว่อย่างสุดชีวิต
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและดุเดือด พลังการต่อสู้เฉพาะตัวของก็อบลินนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินจริงๆ ภายใต้การต้านทานอย่างไม่คิดชีวิตของทหารยามและการก่อกวนจากพลธนู พวกมันทิ้งศพไว้เจ็ดแปดศพ ส่วนที่เหลือส่งเสียงร้องอย่างเจ็บใจก่อนจะถอยหนีราวกับน้ำลดกลับเข้าไปในความมืดของป่าแบล็กฟอเรสต์
ความเงียบกลับคืนมา เหลือเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของลูกทีมและกลิ่นคาวเลือดที่ลอยอวลในอากาศ
หลินเหนียนใช้ดาบยันกาย มองดูศพสีเขียวบนพื้น แล้วแตะเลือดเหนียวหนืดที่ยังไม่แห้งบนใบหน้าตัวเอง ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผสมปนเป ทั้งความหวาดกลัวที่หลงเหลือจากการฆ่าครั้งแรก ความโล่งใจที่ป้องกันเมืองไว้ได้ และความตระหนักรู้ที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ว่า... ในโลกนี้ ความอ่อนแอและความเมตตาจะนำมาซึ่งการถูกกัดกินจนไม่เหลือซาก
"นับจำนวนผู้บาดเจ็บ ซ่อมแซมรั้ว และจัดเวรยามกลางคืนเพิ่มเป็นสองเท่า" เสียงของหลินเหนียนแหบพร่าเล็กน้อย แต่กลับมั่นคงเป็นพิเศษ
"รับทราบ ท่านลอร์ด!" บาร์ตันและลูกทีมคนอื่นๆ ขานรับอย่างพร้อมเพรียง สายตาที่มองหลินเหนียนเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นที่แท้จริง บารอนผู้นี้ไม่เพียงนำมาซึ่งความหวังเรื่องปากท้อง แต่เมื่อภัยมาถึง เขาก็ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าพวกเขาจริงๆ
หลินเหนียนเงยหน้ามองไปทางป่าแบล็กฟอเรสต์ แววตาลึกล้ำ
การโจมตีของก็อบลินเป็นแค่จุดเริ่มต้น ความมั่งคั่งที่ได้จากสบู่เปรียบเสมือนเหยื่อล่อที่หย่อนลงไปในฝูงปลาที่หิวโหย
พายุลูกใหญ่กว่านี้กำลังจะตามมา และเขา... ต้องแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานพายุลูกนั้นให้ได้