เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1002 คนตายเท่านั้นที่รู้ความลับ

ตอนที่ 1002 คนตายเท่านั้นที่รู้ความลับ

ตอนที่ 1002 คนตายเท่านั้นที่รู้ความลับ


เฒ่าเถี่ยเหมากลับมาถึงบ้านที่เต็มไปด้วยขวดเหล้า

เขาใช้เท้าเขี่ยแหวกทำพื้นที่ว่างบนพื้นและตรงกลางมีกลิ่นขยะ จากนั้นนอนอย่างสบายราวกับว่าอยู่ในสวนดอกไม้ บ้านนี้ไม่มีใครมาเยี่ยมเยือนเกินกว่าสามร้อยปีแล้ว  ตั้งแต่ปีนั้นทหารหญิงแขนเดียวต้องการจะแต่งงานกับเฒ่าเถี่ยเหมาแต่เพราะทัศนคติที่มีต่อเฒ่าเถี่ยเหมาต่างกัน จึงไม่มีใครเคยเข้ามาในห้องของเขาอีก

ก่อนที่เฒ่าเถี่ยเหมาจะหลับมีหนูสองสามตัวเจาะฝาห้องเป็นรูแล้วคลานเข้ามาทำขวดเหล้าในล้มกลิ้งระเนระนาด

อย่างไรก็ตามเฒ่าเถี่ยเหมากลับทำเป็นไม่เห็น

ราวกับว่าหนูสองสามสามตัวที่วิ่งอยู่ข้างหน้าเป็นเพียงอากาศว่างเปล่า

ที่ข้างนอกหน้าต่างที่เฒ่าเถี่ยเหมาให้เช่าสร้างเป็นโรงเตี๊ยมปลาวาฬดำเนินธุรกิจโดยกันฉวน เขาคุยกับซือจิ่ว “พี่เถี่ยเหมาเคยขึ้นนอนเร็วไม่ต้องเคาะประตู แค่โยนอาหารเข้าไปทางหน้าต่างให้คล้องตะขอเหล็กที่สูงที่สุด  เชือกนี้ต้องให้แขวนเข้ากับตะขอ  มิฉะนั้นหนูจะกัดกิน   ทุกสามวันพี่เถี่ยเหมาจะต้องร่ำสุรา เมื่อเจ้าต้องเอาสุราไปส่งเขาควรวางไว้ที่ประตูก็พอ”

“เข้าใจแล้ว เถ้าแก่โปรดวางใจ” ซือจิ่วผู้มาใหม่เป็นคนฉลาด เขาจำทุกอย่างได้ในรวดเดียว

ขณะที่เขาไปที่หน้าต่างและมองดู

เขาเอื้อมมือเข้ามาอย่างาช้าๆอาหารที่ห่อด้วยกระดาษมันผูกเชือกเป็นห่วง และโยนเข้าไปเบาๆ  เขาแค่โยนให้คล้องห่วงจากด้านบนหลังคาตราบเท่าที่เฒ่าเถี่ยเหมาต้องการกิน ก็แค่ลุกจากเตียงเอื้อมมือหยิบก็กินได้

ในที่สุดซือจิ่วคิดจะวางขวดเหล้าเป็นสิบขวดทางด้านซ้ายของประตู เขาเชื่อว่าเฒ่าเถี่ยเหมาจะพบเห็นทันทีที่เปิดประตู

บริการนี้เริ่มขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อนไม่ว่าจะมีพายุฝนคะนองอย่างไรก็ตาม

เฒ่าเถี่ยเหมาไม่ได้เก็บค่าเช่าที่ดิน  แม้ว่าเถ้าแก่กันฉวนจะส่งค่าเช่าทั้งหมดให้สมาคมเหล็กและส่งต่อให้เฒ่าเถี่ยเหมา  ตราบเท่าที่เฒ่าเถี่ยเหมายินดีก็สามารถรับได้ทุกเวลา เฒ่าเถี่ยเหมาไม่เคยรับเงิน เขาไม่คิดค่าเช่า แต่ขอกินเหล้าในโรงเตี๊ยมปลาวาฬของเถ้าแก่กันฉวน  ตราบเท่าที่มีเหล้าให้เขาดื่มอย่างนั้นทุกอย่างไม่มีปัญหา

ด้วยการส่งอาหารและเหล้าด้วยวิธีนี้ยืดเวลาไปได้อีกห้าร้อยปี

มีเสียงกรนหลังจากเฒ่าเถี่ยเหมาหลับ

อย่างไรก็ตามหนูหิวโหยกังวลเล็กน้อย  พวกมันตั้งตารอคอยอาหารอยู่เบื้องบนพวกมันไม่มีสติปัญญาเพียงพอจะขึ้นไปเอาอาหารได้จึงได้แต่วิ่งอย่างกระวนกระวายอยู่บนพื้น

เมื่อหนูเหนื่อยหนักแทบตาย พวกมันพยายามทำทุกวิถีทางแต่ไม่ได้รับอะไรเลย  ดังนั้นพวกมันจึงต้องวิ่งจากไป

เฒ่าเถี่ยเหมาหรี่ตามองทันทีนัยน์ตาฉายประกาย

จมูกยังคงส่งเสียงกรน

ทันใดนั้นเขาหยิบกล่องดำเล็กออกมาจากใต้ที่นอนเขาเปิดกลไกลกล่องดำน่าแปลกที่เกิดเสียงซ้ำแล้วซ้ำเล่าคล้ายกับเสียงของเฒ่าเถี่ยเหมากรน เฒ่าเถี่ยเหมาเป็นเหมือนควันแสงเหมือนกับภูตพราย แอบเข้าไปในห้องครัวที่เหมือนกับไม่ได้ใช้มาเป็นเวลานานเต็มไปด้วยสนิม เขาสัมผัสกลไกที่ซ่อนอยู่ใต้เตาเบาๆ

เตาทั้งหมดแยกออกจากกันเบาๆ

อุโมงค์ใต้ดินดำมืดถูกเปิดออกเป็นทางลาดทะแยงลงไป

ไม่ทราบว่าเฒ่าเถี่ยเหมาสัมผัสที่ใดเบาๆเตาที่แยกออกจากกันก็ปิดตัวทันที ส่วนคนเดินไปตามทางเดินใต้ดินอย่างแผ่วเบา

ประมาณนาทีต่อมามีจุดไฟสลัวปรากฏที่ด้านหน้าทางเดินมืดมิดและใกล้เข้ามาปรากฏว่าเป็นแท่นเหล็กขนาดใหญ่มหึมา บนแท่นเหล็กมีประตูเหล็กอยู่บานหนึ่งเหนือประตูเหล็กมีฟันเฟืองเหล็กขนาดใหญ่ซ้อนกันสำหรับขับเคลื่อนกัน

มนุษย์กอริลลาและมนุษย์กุ้งมังกรสวมเกราะเหล็กมองดูเหมือนนายทวารบาลผู้น่าเกรงขาม

ยืนอยู่ที่หน้าประตูเหล็ก

เมื่อเห็นว่าเฒ่าเถี่ยเหมากำลังเข้ามา  ทั้งสองแสดงความเคารพพร้อมกัน

มนุษย์กุ้งถามด้วยความสงสัย  “นายท่าน,วันนี้ช้ากว่าปกติไปถึงสามนาทีได้ยังไง? ปกติท่านจะตรงต่อเวลาไม่เคยผิดพลาดแม้แต่วินาทีเดียว!”

สีหน้าของเฒ่าเถี่ยเหมาเหมือนกับคนจมน้ำ  เขาส่งเสียงพึมพำเบาๆ  “ร้านของกันฉวนมีคนงานใหม่เพิ่มเข้ามาอีก..บางทีเขาอาจรู้บางอย่างบ้างแล้ว และมีความสงสัย ข้าแน่ใจถึง 80%ว่าซือจิ่วถูกส่งมาตรวจสอบข้า ซือจิ่วนั่นมองผิวเผินเหมือนสวะตัวหนึ่ง แต่เขาเก็บงำพลังปราณฟ้าเอาไว้ คนอย่างนั้นจะมาที่เมืองไป๋เหอในฐานะเด็กฝึกงานหรือ?  ข้ออ้างแบบนี้น่าขันเป็นบ้า! เจ้าจะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย เจ้าฆ่ากันฉวน ซือจิ่วและคนอื่นๆ ได้เลย ในห้วงเวลาคับขันเช่นนี้อย่าให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น!”

“ขอรับ!”กอริลลาและมนุษย์กุ้งตอบรับแข็งขันดวงตาเป็นประกายอำมหิต

ขณะนั้นเฒ่าเถี่ยเหมายืนอยู่เพียงลำพัง

เด็กบริกรชื่อซือจิ่วเป็นคนฉลาด

เขาหลบไปจากหน้าต่างเร็วเหมือนสายฟ้า

เมื่อเขากลับมาในโรงเตี๊ยมปลาวาฬเถ้าแก่กันฉวนยิ้มและถอนหายใจทั้งวัน กำลังรอเขาอย่างอารมณ์ดี

“คนผู้นั้นไม่อยู่ที่นั่น”  ซือจิ่วคำนับกันฉวนด้วยความเคารพ  เขาทำท่าวันทยาหัตถ์

“เจ้าเสี่ยงเกินไปแล้ว!  เมื่อไม่กี่วันมานี้ข้าไม่ได้ละเลยความตื่นตัวของผู้อื่น ดังนั้นข้าจึงไปดูว่าบุรุษผู้นั้นอยู่ที่ไหน เจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบุรุษผู้นั้นน่ากลัวเพียงไหน...ก่อนหน้าที่เจ้าจะมา  มีผู้ติดตามร่องรอยเหมือนกับเจ้า 12 คนฝีมือดีกว่าเจ้าเสียชีวิตด้วยน้ำมือของเขา ข้าเข้าใจว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ เจ้าต้องการพิสูจน์ความสามารถของเจ้าให้เร็วที่สุด  แต่วิธีทำงานที่กระตือรือร้นเกินไปของเจ้ามีแต่จะเร่งรัดความตายให้มาหาตัวเจ้า  .... นักสืบน้อย!  เจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องใช้เวลาและพลังมากแค่ไหนกว่าจะพบแหล่งที่นี่?  เราทำงานกันอย่างหนักตั้งแต่สองหมื่นปีที่แล้ว! เราใช้เวลาสามพันปีกว่าจะประสบความสำเร็จเข้าสู่เมืองไป๋เหอได้ แต่เนื่องจากความต้องการรีบเร่งจะให้งานสำเร็จของเจ้า  นั่นเกือบทำลายงานทั้งหมดของเรา” เสียงของเถ้าแก่กันฉวนไม่ดังแต่แฝงการตำหนิรุนแรง

“ข้าผิดไปแล้วพ่อ!  แต่ข้าไม่อาจรอได้จริงๆ ตอนนี้พวกเขาฆ่าคนอย่างบ้าคลั่งเอาเลือดทาสบูชายัญ  ถ้าไม่ใช่เปิดตำหนักน้ำหรือต้องใช้งานโบราณสถานใดสักแห่ง เราไม่อาจปล่อยพวกเขาให้ทำงานได้สำเร็จ มิฉะนั้น ตระกูลมือปราบของเราจะไม่มีทางปราบพวกเขาได้  ตอนนี้ฝ่ายมือปราบของเรามีแต่จะอ่อนแอลงทุกที ถ้าพวกทรยศเหล่านี้ได้สมบัติลับของตำหนักน้ำหรือโบราณสถานไป  ผลที่ตามมาคงเป็นหายนะที่มิอาจคาดคิด!” ซือจิ่วคุกเข่าต่อหน้ากันฉวนทั้งน้ำตา “ท่านพ่อ! ข้าจะแจ้งผู้ล้างแค้นและตุลาการเบื้องบนเพื่อให้พวกเขามายังเมืองไป๋เหอทันที  มิฉะนั้นเราคงได้แต่มองดูพวกเขาแข็งแกร่งมากขึ้นพอเวลาผ่านไปการตามล่าอาจกลับกัน อาจเกิดการไล่ล่ากันอย่างไม่รู้จบ”

“อย่าเรียกข้าว่าพ่อ... ไม่มีสถานะพ่อ-ลูกที่นี่มีแต่ผู้หลอกล่อ และผู้สะกดรอยตาม มีแต่ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น”  เถ้าแก่กันฉวนแก้ไขคำพูดอย่างจริงจัง  เขาพยายามสงบเสียงแม้จะเป็นห้องลับเขาไม่พูดดัง

“ขอรับ” ซือจิ่วรับปากแต่แทนที่จะลุกขึ้นเขากลับกอดขาของเถ้าแก่กันฉวน

“เจ้าเป็นผู้สะกดรอยที่ไม่มีคุณสมบัติเอาเสียเลย”  เถ้าแก่กันฉวนโกรธและตบหน้าซือจิ่ว “ทุกครั้งเจ้าจะปล่อยให้อารมณ์ครอบงำตนเองไม่ได้  เจ้าต้องควบคุมภารกิจของเจ้า!”

“ท่านพ่อ!ตอนนี้ไม่ใช่ยุคของนางพญาผู้พิชิตและจักรพรรดิอวี้ที่เรารู้จักอีกต่อไปแล้ว  ประตูเข้าแดนสวรรค์ถูกปิดไปแล้ว  เรากลับไปหอทงเทียนไม่ได้อีกแล้ว  เรากลายเป็นกองทัพต่อต้านที่ถูกโดดเดี่ยว นอกจากนี้หอทงเทียนยังถูกตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ปราบปรามจนพินาศไม่สามารถกอบกู้ฟื้นคืนอำนาจได้ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดผู้แข็งแกร่งทรงพลังอย่างจักรพรรดิอวี้ขึ้นมาอีกอิทธิพลของคนทรยศเริ่มขยายมากขึ้นเรื่อยๆ นักสู้ที่พวกเขาสร้างขึ้นมามีมากขึ้นเรื่อยๆ  แต่จำนวนคนฝ่ายเรามีแต่จะลดน้อยถอยลง  กำลังหลักก็ถูกตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า อีกไม่นานเราจะไม่สามารถยึดฐานในแดนสวรรค์ได้อีก  แม้ว่าบางคนเต็มใจจะให้ที่พักพิงกับเรา แต่เราก็ยังดำรงชีวิตอยู่ภายใต้การปราบปราม  ท่านพ่อ!  ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่สุดในชีวิตแล้ว! ตราบใดที่เราปราบกบฏเมืองไป๋เหอได้และฆ่าพวกมนุษย์เงือกต้องสาปและสัตว์ประหลาด  เขตปกครองนี้จะเป็นของตระกูลมือปราบของเรา  และด้วยความลับของตำหนักน้ำและโบราณสถานแห่งนี้ ตระกูลมือปราบของเราจะสามารถสร้างผู้เยาว์ที่โดดเด่นขึ้นมาได้  ท่านพ่อ!  นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดของเรา  เราต้องคว้าโอกาสล้างแค้น....”  ซือจิ่วขอร้องอย่างหนัก

“เจ้าลูกดื้อผลประโยชน์นี้ใช่ไหมที่ทำให้เจ้าไม่สนใจเชื่อฟังข้า...”  เถ้าแก่กันฉวนชี้หน้าซือจิ่วและตัวสั่นด้วยความโกรธ  “รู้ไหม ทำไมเราถึงแตกต่างจากพวกทรยศ? เป็นเพราะเรายังรักษาจิตใจ ไม่ให้ถูกผลประโยชน์ครอบงำ”

“แม้ว่าเราจะถูกบังคับให้อยู่ที่แดนสวรรค์ แม้ว่าข้าไม่อาจกลับไปหอทงเทียนได้อีกต่อไป  แต่หัวใจเราจะไม่เปลี่ยน  และเรายังเป็นนักรบหอทงเทียนที่น่าภาคภูมิใจ”

“ถ้าเราต้องยอมแพ้ต่อความปรารถนาที่เห็นแก่ตัวเรายังมีคุณสมบัติใดพอจะกล้ากล่าวอ้างว่าเป็นนักรบหอทงเทียน? มีคุณสมบัติใดจะกล่าวอ้างว่าเราสืบทอดมาจากหอทงเทียนที่ไม่มีวันตายได้ตลอดไป   เหตุผลที่เราเป็นมือปราบไม่ใช่คนทรยศที่ต้องหลบซ่อนอยู่ในตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เป็นมนุษย์เงือกต้องสาปที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองไป๋เหอแห่งนี้ เพราะเราไม่เคยสับสนกับผลประโยชน์ในแดนสวรรค์  หัวใจของเรายังคงเป็นของหอทเทียนอยู่เสมอและจะไม่มีทางลืมรากเหง้าของตนเองเพราะผลประโยชน์แน่”

“ในฐานะหัวหน้างานและพ่อของเจ้า  ข้าขอเตือนเจ้านักสะกดรอยหนุ่ม  ความคิดของเจ้าอันตราย...ถ้าเจ้าไม่เปลี่ยนความคิดให้เร็วเท่าที่เป็นไปได้ ข้าจะปลดเจ้าออกจากตำแหน่งผู้สะกดรอย นักรบหอทงเทียนอาจพ่ายแพ้และตายได้ แต่จะไม่ยอมแพ้โดยไม่สู้เลยเด็ดขาด!  เจ้าสามารถกลัวศัตรูได้  นี่ไม่ใช่ความผิด เพราะเจ้ายังเป็นปุถุชน แต่ในฐานะคนทรยศที่ทิ้งหอทงเทียนไปเข้ากับพวกแดนสวรรค์  เจ้าจะเป็นคนขลาดเขลาเช่นนั้นไม่ได้เพราะเรื่องราวหลายอย่างที่คาดไม่ถึงย่อมเกิดขึ้นได้  ลูกพ่อ!ผู้ไม่มีปณิธานมักจะพังทลาย ไม่ว่าเจ้าจะมีพลังมากเพียงไหน ก็จะไม่มีคุณสมบัติเป็นนักรบหอทงเทียน ไม่, บอกได้เลยว่าเจ้าไม่มีพลังที่แข็งแกร่ง  ถ้าเจ้าไม่เข้าใจว่าปณิธานราชันย์เป็นเช่นไร  เจ้าจะไม่ได้เป็นนักรบที่แท้จริง”

เถ้าแก่กันฉวนสูดหายใจลึกและโบกมืออย่างอ่อนล้าเล็กน้อย  “ด้วยสถานะและความแข็งแกร่งในจิตใจของเจ้า  เจ้าควรรีบจากไปในวันพรุ่งนี้เจ้ายังไม่มีคุณสมบัติพอเป็นนักสะกดรอย เพราะพฤติกรรมใจร้อนของเจ้าทำให้อนาคตของเจ้าตกอยู่ในอันตราย เจ้าต้องจากไปโดยเร็ว”

ซือจิ่วเงียบ

เป็นเวลานานเขาจึงลุกขึ้นยืนและพูดเบาๆ  “ท่านพ่อท่านเห็นสภาวะปราณราชันย์ชัดเจนไหม?”

เถ้าแก่กันฉวนส่ายศีรษะ

ซือจิ่วหน้าแดงและกระซิบเบาๆ  “บางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่เบื้องบนหลอกลวงท่านท่านไม่จำเป็นต้องมีสภาวะปราณราชันย์เลย เหตุใดนักสู้ผู้ทรงพลังที่แข็งแกร่งในตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ถึงไม่มีพลังสภาวะปราณราชันย์?  เราต้องตระหนักถึงปณิธานปราณราชันย์?  เมื่อเราฝึกฝนไปทีละขั้นแต่เรากลับไม่ได้อะไรเลยหรือ? วิธีการฝึกที่ไม่แน่นอนนี้อาจล้าสมัยก็ได้ ตราบใดที่สร้างความแข็งแกร่งด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด  นั่นเป็นวิธีสะท้อนระดับความสามารถของบุคคล สภาวะปราณราชันย์เป็นตำนานที่มีข้อจำกัดจะก่อตัวโคจรได้เหมือนสายน้ำหรือ?”  เ

ถ้าแก่กันฉวนจ้องมองเขาอย่างเย็นชา  สีหน้าของเขาเหมือนกับมองคนแปลกหน้า

หลังจากผ่านไปนานซือจิ่วก้มหัวและพูดเสียงอ่อย  “ท่านพ่อ! ข้า ข้าผิดไปแล้ว”

“เจ้าไม่ได้รู้สำนึกผิดอย่างแท้จริง  ข้าเสียใจจริงๆ ข้าคิดว่าเจ้าฉลาดที่สุดเป็นคนที่มีแรงบันดาลใจมากที่สุดใครจะรู้ว่าเจ้าแย่ยิ่งกว่าพี่ชายผู้โง่เขลากว่าเจ้า จงไสหัวไปเดี๋ยวนี้   ด้วยระดับพลังของเจ้า เจ้ากล้าวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของบรรพบุรุษที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นว่าไร้ความสามารถเจ้าก็เหมือนกับมดที่ไม่มีทางเข้าใจจิตวิญญาณของมังกรยักษ์ที่บินอยู่เหนือสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไสหัวกลับไปสำนึกผิดเดี๋ยวนี้ ร้อยปีนี้อย่าโผล่มาให้ข้าเห็นหน้าอีก ไปซะ!”  เถ้าแก่กันฉวนอดโมโหไม่ได้และเตะซือจิ่วออกไปทันที

“รับทราบ” ซือจิ่วลุกขึ้นอย่างหมดแรงเขาทำความเคารพเถ้าแก่กันฉวนและออกไปอย่างคับแค้นใจ

เขารีบบรรจุสัมภาระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว

เก็บของที่จำเป็นไว้ในแหวนเก็บสมบัติและกล่าวคำอำลาไปทางห้องที่เถ้าแก่กันฉวนอยู่

อย่างไรก็ตามหลังจากเคาะประตูหลายครั้งเถ้าแก่กันฉวนยังคงโกรธอยู่ไม่ให้ความสนใจเขา เขาได้แต่ยืนคำนับสามครั้งและลอบออกไปจากโรงเตี๊ยมปลาวาฬออกอ้อมไปทางกำแพง ความเคลื่อนไหวของเขาถูกมนุษย์เงือกครึ่งแมงกะพรุนใสจับตา และจากนั้นดำน้ำไปหามุมไกลๆแห่งหนึ่ง เอาเรือพายที่เก็บไว้ในแหวนออกมาขณะที่คอยสังเกตรอบข้างอย่างระมัดระวังและพายเรือห่างออกไป...หลังจากพายออกไปได้ร้อยเมตร ที่นี่เป็นจุดปลอดสายตาจากทหารประจำกำแพงเมือง  ซือจิ่วเอาขวดยาสีดำออกมาจากแหวนเก็บสมบัติและปล่อยหมอกพรางตัว

อย่างไรก็ตามเขาไม่รู้ว่ามนุษย์เงือกร่างใสเหมือนแมงกะพรุนมายืนอยู่เหนือหัวตั้งแต่เมื่อใด

“น้องซือจิ่ว!  เจ้าเพิ่งมาถึงที่นี่เพียงไม่กี่วันทำไมถึงรีบร้อนจากไปนักเล่า? หรือเจ้าตำหนิว่าทหารเมืองอย่างเราฝีมือไม่พอสู้นักสะกดรอยอย่างเจ้า?เฮ้..ทุกคนก็เป็นชาวหอทงเทียนด้วยกันทั้งนั้น เราผู้พี่จะปล่อยให้เจ้ากลับไปมือเปล่าได้อย่างไร? ข้าจะไม่ให้เจ้าได้รู้ความลับเล็กน้อยบ้างได้ยังไง?  น้องซือจิ่ว มาเถอะ  ข้าจะพาเจ้าไปยังเมืองใต้ดินของเรา  สถานที่ซึ่งเจ้าคิดหามาเป็นเวลานาน  ทั้งหมดสามารถมองเห็นได้  รับรองเห็นได้ชัด!  ไม่ อย่าทำเรื่องโง่ๆ  ด้วยพลังอย่างเจ้าถ้าเจ้าต้องการทำอย่างอื่น มีแต่จะหาเรื่องอัปยศอดสู แล้วเจ้าจะเสียใจในภายหลัง....”

“ตายก็ไม่ดีหรือ”หน้าของซือจิ่วเป็นสีน้ำเงิน และเขาชักมีดสั้นสีน้ำเงินขึ้นมาขู่

“ไม่!”  มนุษย์เงือกแมงกะพรุนหัวเราะ

และกวาดแขนยาวใส่ทันที

ซือจิ่วพบว่าร่างของเขาเป็นอัมพาตทันที

ตลอดทั้งร่างแข็งเหมือนกับหินไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แม้แต่หายใจยังยากลำบาก ขณะนั้นเองเงาแห่งความตายทาบทับหัวใจของเขาและในตอนนี้เองเขาถึงได้ตระหนักถึงความกลัวและคำตำหนิของบิดาตนเองนั้นถูกต้องเขารู้สึกสำนึกเสียใจ

เขาต้องการกลับไปขอโทษบิดาบอกว่าเขาสำนึกผิดจริงๆ

อย่างไรก็ตามไม่มีโอกาสเสียแล้ว  “ข้าฆ่าปลาตัวน้อยอย่างเจ้าอย่างน้อยปีละห้าคนขึ้นไป  หนุ่มน้อย เจ้าอย่านึกว่าจิตใจของเจ้าร้อนแรงจะต้องทำอะไรสักอย่างเช่นฆ่าเพื่อผดุงความยุติธรรม  หอทงเทียนไม่ได้เป็นของเจ้า  แม้ว่าเราจะทรยศต่อหอทงเทียนแล้วเจ้าเล่าสนิทกับหอทงเทียนหรือ  เจ้าอยู่ในแดนสวรรค์มานานแล้วแต่งงานมีลูกมีเมียแล้ว เคยกลับไปหอทงเทียนสักวันบ้างหรือยัง?  เจ้าเคยเห็นหอทงเทียนบ้างไหม? ไม่เลยหอทงเทียนเป็นเพียงตำนานในความฝันของเจ้า!  เจ้าคิดว่านักสู้ที่นั่นจะมีอะไร?  ความคิดของเจ้ามันไร้สาระตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ถล่มที่นั่นจนเหลือแต่ซากหักพังไปหมดแล้ว  ถึงแม้ว่าจะมีคนอาศัยอยู่ที่นั่นแต่พวกมันก็เหมือนกับมดแมลง  บุรุษหนุ่ม!  เจ้าเชื่อตำนานจริงๆหรือว่าจักรพรรดิอวี้ที่พวกเจ้าเชิดชูกันนักว่ามีพลังมากมาย ทำไมถึงปล่อยให้ตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ฆ่าตายเล่า? อย่าบอกนะว่าเป็นแผน เจ้ากับข้าก็รู้อยู่เต็มอกว่าในโลกนี้มีคนสองประเภท หนึ่งคือคนเป็น  อีกหนึ่งคือคนตาย ไม่ว่าจักรพรรดิอวี้จะแข็งแกร่งเพียงไหนเขาก็เป็นคนตาย ในทางกลับกันตระกูลผู้หลบหนีนั้นอ่อนแอแต่ก็ยังรอดชีวิตอยู่ได้ใครแข็งแกร่ง ใครอ่อนแอ เจ้าบอกความแตกต่างได้หรือไม่?  บางทีจักรพรรดิอวี้เป็นพวกหน้าโง่ที่สวะอย่างพวกเจ้ายกย่อง  แต่อย่างพวกเจ้าก็แค่มีชีวิตฝันกลางวันคิดเอาเองว่าจะผดุงความเป็นธรรม  ขอโทษที่ต้องบอกว่าเจ้าไม่มีคุณสมบัติ!”

“.....”ซือจิ่วฝีมือด้อยกว่าย่อมไม่มีอะไรจะพูดและหลับตารอความตาย  เขาเป็นบุรุษหนุ่มค่อนข้างเลือดร้อน  แต่เขามีความภูมิใจพื้นฐานว่า อย่างน้อยเขามีแนวคิดอย่างนักรบ  ถ้าฝ่ายตรงข้ามต้องการเกลี้ยกล่อมหรือบังคับเขาให้บอกความลับเขาเสียใจที่ต้องบอกว่า อีกฝ่ายคิดผิด

“ว่าแต่ตอนนี้ต่อให้เป็นจักรพรรดิอวี้ผู้โง่เขลาก็ช่วยเจ้าไม่ได้  แต่เจ้ายังช่วยบอกความจริงกับข้าได้  มิฉะนั้น ข้าไม่รังเกียจที่สั่งสอนวิธีการทรมานให้กับเจ้า  เด็กฉลาดอย่างเจ้าคงรู้ว่าข้าต้องการอะไร”

มนุษย์เงือกร่างแมงกะพรุนกล่าวพลางหัวเราะ

ซิวจิ่วยังคงเงียบ

หัวใจของเขาเต้นช้าลง  เขาได้รับการฝึกฝนเพื่อการตอบโต้พิเศษ  ตราบเท่าที่ฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีทรมาน  ร่างของเขาจะตายลงอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าเขาอาจไม่รอดชีวิตจากการทรมานทั้งที่มีรอยยิ้ม แต่อีกฝ่ายจะไม่สามารถหยุดความตายของผู้สะกดรอยหนุ่มที่ทำงานผิดพลาดได้..“พวกเจ้ามือปราบวิเศษมาก ข้าจะช่วยส่งเจ้าสู่เส้นทางปรภพเป็นการประหยัดเวลาของข้า”  มนุษย์เงือกร่างแมงกะพรุนเข้ามาชิดร่างซิวจิ่วและพูดเบาๆ  “เจ้าต้องการรู้ความลับของเราไม่ใช่หรือ?  ข้าจะบอกเจ้าทั้งหมดก็ได้  แต่ความลับนี้มีแต่คนตายเท่านั้นที่รู้! ถูกแล้ว..เรากำลังบูชายัญด้วยเลือดตอนนี้เรากำลังจะฟื้นคืนชีพให้บรรพบุรุษยุคก่อนของเรา  ตราบใดที่บรรพบุรุษยุคก่อนของเราได้รับการชุบชีวิต  เขาจะเปิดซากโบราณสถานใต้เมืองไป๋เหอ ในเวลานั้นเราจะโดดเด่นขึ้นมาและตามหาพวกมือปราบอย่างพวกเจ้าตามจับพวกเจ้าคนโง่ที่อวดรู้ส่งไปให้ตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์...พวกเขาบางคนสนใจเจ้ามากนะ ความลับนี้ยอดไหมเล่า? แต่น่าเสียดายเจ้าไม่อาจรอดชีวิตกลับไปบอกพวกพ้องเจ้าได้อีกแล้ว  ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าควรจะขอบใจข้าไม่ใช่หรือ?  มือปราบน้อย อย่าลืมก่อนที่เจ้าจะตายชื่อของข้าคือ.....

“ความจริง..ข้าไม่สนใจชื่อของเจ้าสักเท่าไหร่  แต่เจ้าช่วยบอกเรื่องความลับที่เพิ่งพูดไปนี้ให้ชัดเจนมากกว่านี้ได้ไหม?” ทันใดนั้นเองมีบุรุษหนุ่มรูปงามสวมหน้ากากเงินปิดหน้ายืนอยู่ด้านหลังมนุษย์เงือกแมงกะพรุนและตบไหล่อีกฝ่ายหนึ่งพูดอย่างยิ้มแย้ม  “ข้าวิ่งรอกทั้งคืน โดนความชื้นทำให้เสื้อผ้าของข้าเปียกเรี่ยวแรงแทบไม่เหลือ สุดท้ายมาได้ยินความลับเล็กๆ น้อยๆที่เจ้าบอกว่ามีแต่คนตายเท่านั้นที่รู้ เจ้าพูดให้ข้าฟังง่ายๆ หน่อยเถอะ!”

การปรากฏตัวของเขาทำให้มนุษย์เงือกแมงกะพรุนและซือจิ่วตกใจทั้งคู่

ผู้นี้เป็นใครกัน?

ปรากฏตัวตั้งแต่เมื่อใด?

มนุษย์เงือกแมงกะพรุนต้องการโจมตีบุรุษหน้ากากเงินผู้นี้ แต่เขาต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเขาไม่สามารถขยับได้  แต่เป็นเหมือนลูกไก่ในกำมือของอีกฝ่ายเหมือนกุ้งที่ถูกลอกเปลือกตากแดดน่าสมเวทนา “เจ้า..เจ้าคือ....”  มนุษย์เงือกแมงกะพรุนตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ

“ข้าน่ะหรือ? ดูเหมือนข้าจะเป็นจักรพรรดิอวี้หน้าโง่ที่เจ้าเพิ่งกล่าวไงเล่า!” บุรุษหนุ่มหน้ากากเงินยิ้มเฉิดฉันท์เหมือนดวงอาทิตย์และเขาไม่ลืมเสริมต่อ “แน่นอนว่าข้าคือจักรพรรดิอวี้รุ่นใหม่!”

จบบทที่ ตอนที่ 1002 คนตายเท่านั้นที่รู้ความลับ

คัดลอกลิงก์แล้ว