- หน้าแรก
- อัจฉริยะยุคไซไฟ เกิดใหม่ไฉไลกว่าเดิม
- บทที่ 44 - ทลายขีดจำกัด
บทที่ 44 - ทลายขีดจำกัด
บทที่ 44 - ทลายขีดจำกัด
บทที่ 44 - ทลายขีดจำกัด
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"ซู้ด~ ทุ่มทุนสร้างชะมัด! เมืองเหลยโจวไม่มีงานใหญ่ขนาดนี้มาตั้งกี่ปีแล้วเนี่ย"
ผู้ชายที่นั่งข้างเซี่ยหลิงซินขยับเข้ามาพูด "เสียดายที่สามอันดับแรกของทำเนียบนี้ไม่มีอะไรให้ลุ้น ไม่อย่างนั้นนะ งานการหลังเรียนจบของฉันคงไม่ต้องกังวลแล้ว"
เซี่ยหลิงซินรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย
หมอนี่พยายามขยับเข้ามาตีสนิทกับเขาตลอดสองสามวันมานี้
แต่พอได้ยินคำพูดนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ "ทำไมสามอันดับแรกถึงไม่มีอะไรให้ลุ้นล่ะ"
"มันก็แหงอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? นายไม่สังเกตเหรอว่าคนที่ได้โควตามาครั้งนี้ ไม่มีใครอายุเกินยี่สิบเลย? ชัดเจนว่าการเข้าแดนตำนานรอบนี้ อย่างน้อยก็ไม่มีพวกผู้อาวุโสรุ่นเก่ามาแย่งกับพวกเรา"
เขาบุ้ยปากไปทางด้านหน้า "ในรุ่นเยาว์น่ะ คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉินคนนั้น มีชื่อติดอยู่ในทำเนียบ 'อันดับหนึ่งในใต้หล้า' เชียวนะ มีเธออยู่ แค่ทำเนียบชิงชัยเล็กๆ ใครจะไปแย่งที่หนึ่งจากเธอได้?"
นับตั้งแต่วันนั้นที่เซี่ยหลิงซินปฏิเสธเฉินจิ่นซินไปตรงๆ เธอก็ไม่มายุ่งวุ่นวายอีก เวลาเรียนก็นั่งห่างออกไปไกลลิบ
ซึ่งก็ตรงตามความต้องการของเขาพอดี
"แล้วก็คนนั้น"
เขาชี้ไปที่แถวหน้าสุด "เห็นผู้ชายคนนั้นไหม? เขาชื่อหลี่จิงเจ๋อ ภูมิหลังลึกลับมาก ได้ยินว่าไม่ใช่คนดาวแดนบูรพาด้วย"
"เป็นเด็กปีหนึ่งปีนี้ ช่วงนี้กำลังดังมากในวิทยาลัย ทั้งกายและจิตทลายด่านไปแล้วสองขั้น แถมร่างกายกำลังจะทลายด่านขั้นที่สาม ถ้าสู้กันจริงๆ ยังไม่รู้เลยว่าเขากับคุณหนูเฉินใครจะเก่งกว่ากัน"
เซี่ยหลิงซินมองไปที่คนคนนั้น เห็นแค่ด้านข้าง โครงหน้าดูแข็งแกร่งคมคาย หน้าตาดีใช้ได้ แถมยังมีรังสีความเฉียบคมแผ่ออกมา
"แล้วคนที่สามคือใคร"
เพื่อนชายคนนั้นตอบ "อวิ๋นกุยไง! เขาเป็นศิษย์เอกของศาสตราจารย์ไป๋ ร่างกายทลายด่านขั้นที่สามเชียวนะ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเลือกเรียนหนักไปทางเดียว เอาแต่ตะโกนปาวๆ ว่าจะบรรลุอริยะด้วยกายเนื้อตามรอยคนโบราณ ไม่ยอมฝึกจิต ป่านนี้คงไม่ด้อยไปกว่าสองคนแรกหรอก"
เซี่ยหลิงซินมองอวิ๋นกุยที่ยืนอยู่ข้างโพเดียม อ้าปากค้าง ก่อนจะถามว่า "ศิษย์พี่อวิ๋นกุยเพิ่งจะอายุยี่สิบ?"
เพื่อนชายคนนั้นหลุดขำพรืด "ดูไม่ออกล่ะสิ"
ไม่ใช่แค่ดูไม่ออก ตอนแรกเซี่ยหลิงซินนึกว่าเขาอายุสามสิบกว่าแล้วด้วยซ้ำ...
อาจารย์ไป๋กล่าวขึ้นในตอนนี้ว่า "เอาล่ะ พูดแค่นี้ก็พอ รายละเอียดอื่นๆ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน จะแจ้งให้ทราบผ่านแอปไป่ซื่อต๋าหลังจากพวกเธอเข้าไปในแดนตำนานแล้ว"
ทุกคนทำหน้าครุ่นคิด
เห็นได้ชัดว่าคำว่า "เหตุไม่คาดฝัน" ของอาจารย์ไป๋มีความนัยแฝงอยู่
บนโพเดียม อาจารย์ไป๋เก็บของเตรียมจะไปแล้ว เซี่ยหลิงซินไม่มีเวลามานั่งเม้าท์มอยกับคนข้างๆ
เขารีบวิ่งตามออกไปทันที
"อาจารย์ไป๋ครับ ผมมีเรื่องอยากขอคำชี้แนะ"
อาจารย์ไป๋ปรายตามองเขา แม้สีหน้าจะเรียบเฉย แต่ในใจกลับตกตะลึง
ก่อนหน้านี้ตอนสอนไม่ได้สังเกต
พอมาพิจารณาตอนนี้ เขาถึงกับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันหนักแน่นดุจขุนเขาที่แผ่ออกมาจากตัวเซี่ยหลิงซิน
คนอื่นอาจดูไม่ออก แต่ในฐานะผู้อาวุโสแห่งบู๊ตึ๊งหนานเหอ มีหรือเขาจะดูไม่ออก?
นี่มันอาการของคนที่ฝึกท่าแบกขุนเขาจนถึงขั้นสูงมาชัดๆ
เป็นไปได้ยังไง?
แผนภาพแบกขุนเขานี่เขาเป็นคนสอนเองกับมือ ทำไมเขาจะไม่รู้?
เซี่ยหลิงซินเพิ่งฝึกมาได้นานแค่ไหนกันเชียว?
อย่าว่าแต่ไม่ถึงเดือนเลย ต่อให้ให้เวลาสองปี การฝึกได้ถึงขั้นนี้ก็น่าตกใจจะแย่อยู่แล้ว
"เฮ้อ..."
อาจารย์ไป๋ถอนหายใจหนักหน่วง
นึกถึงท่าทีของจินซู่ ถ้าไม่ใช่เพราะติดเกรงใจนางมารร้ายคนนั้น เขาคงจับเซี่ยหลิงซินเข้าสำนักไปแล้ว
เสียงถอนหายใจทำเอาเซี่ยหลิงซินงง นึกว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมสอน แบบนั้นไม่ได้นะ จ่ายเงินไปแล้วนี่นา!
โชคดีที่อาจารย์ไป๋พยักหน้าทันควัน "ว่ามาสิ"
เซี่ยหลิงซินรีบถามข้อสงสัยของตัวเอง เพียงแต่ไม่ได้ถามเรื่องท่าแบกสายฟ้าตรงๆ
แต่ถามถึงความแตกต่างระหว่างการใช้พลังของเทพวิญญาณ กับการใช้พลังของร่างจริงในการฝึกตน
อาจารย์ไป๋ยิ้ม เขาคิดว่าเซี่ยหลิงซินคงสัมผัสถึงความแตกต่างนี้ได้ระหว่างการฝึก
นี่เป็นปัญหาที่พบบ่อยในการฝึกตน
ห้วงสมุทรแห่งจิตก็คือโลกทางจิตวิญญาณรูปแบบหนึ่ง
โลกทางจิตวิญญาณย่อมไม่เหมือนกับโลกวัตถุ
อย่างแรกคือคิดอะไรก็เป็นอย่างนั้น มีคำกล่าวว่า "ใจกว้างแค่ไหน พลังก็มากแค่นั้น" แม้จะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็ใกล้เคียง
แต่อย่างหลังไม่เหมือนกัน โลกวัตถุมีกฎเกณฑ์ของมัน ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎ
ต่อให้มีแรงสิบส่วน ต่อยออกมาเหลือเจ็ดแปดส่วนก็ถือว่าเก่งแล้ว
เขาไม่ตอบแต่ถามกลับ "เคยดูหนังกำลังภายในไหม"
"เอ่อ... เคยดูครับ แต่น้อย"
พันธรัฐจิวโจวก็มีหนังเทพเซียนสนุกๆ เยอะแยะ สนุกกว่าชาติที่แล้วอีก
แต่เวลาของเขาหมดไปกับการทำงานหาเงิน จะเอาเวลาที่ไหนไปดูเยอะแยะ?
"เคยดูก็พอแล้ว"
อาจารย์ไป๋ถาม "เธอคิดว่า คนเราจะฟาดฝ่ามือออกมาเป็นมังกรได้ไหม"
เซี่ยหลิงซินเริ่มงง "ก็ได้... มั้งครับ?"
ในเมื่อชาวบ้านร้านตลาดก็รู้กันทั่วว่าการบำเพ็ญเพียรมีจริง
เรื่องแบบนี้ก็ไม่น่าจะใช่เรื่องเพ้อเจ้อนี่นา?
แต่อาจารย์ไป๋มองหน้าเขา แม้ปากไม่พูด แต่สายตาบอกชัดเจนว่า "เพ้อเจ้อ"
"อย่าว่าแต่ตีออกมาเป็นมังกรเลย ต่อให้แค่ต่อยลมทำร้ายคนระยะไกล ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย"
"เพราะกฎของโลกวัตถุเป็นแบบนี้ ต่อให้เธอเก่งแค่ไหน ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎ"
"แต่ถ้ามีพลังแห่งตำนาน มันก็อีกเรื่องหนึ่ง"
"อย่าว่าแต่ฟาดฝ่ามือเป็นมังกรเลย ต่อให้จะเหาะเหินเดินอากาศ พลิกสมุทรคว่ำนที ก็ไม่มีปัญหา"
"พลังแห่งตำนาน คือสิ่งที่มีไว้เพื่อทำลายขีดจำกัดของโลกวัตถุ"
เซี่ยหลิงซินนึกถึงคำพูดของจินซู่ที่เคยบอกว่า พลังแห่งตำนานคือรากฐานของการทลายขีดจำกัด ที่แท้ก็หมายความว่าอย่างนี้นี่เอง
การฝึกวิชาบางอย่างที่เหนือกว่ากฎของโลกวัตถุ จำเป็นต้องใช้พลังแห่งตำนาน
เซี่ยหลิงซินถามต่อ "หมายความว่า วิชาบางอย่างโดยตัวมันเองก็อยู่เหนือขีดจำกัดของโลกวัตถุ ต่อให้ในห้วงจิตจะฝึกสำเร็จ แต่ก็ต้องใช้พลังแห่งตำนานมาทลายขีดจำกัด ถึงจะใช้ในโลกความจริงได้ใช่ไหมครับ"
อาจารย์ไป๋พยักหน้า "ถูกต้อง"
"พูดง่ายๆ การเป็นเซียนเดิมทีเป็นเรื่องลวง แต่ก็สามารถเป็นเรื่องจริงได้ พลังแห่งตำนาน คือสิ่งที่ทำให้เรื่องลวงกลายเป็นเรื่องจริง"
เขาคาดไม่ถึงเลยว่า เซี่ยหลิงซินจะแอบฝึก "ท่าแบกสายฟ้า" ที่เป็นไม้ตายก้นหีบของบู๊ตึ๊งหนานเหอจนสำเร็จแล้วโดยไม่รู้ตัว
ไม่อย่างนั้น ต่อให้ต้องล่วงเกินจินซู่ เขาก็จะชิงตัวเซี่ยหลิงซินเข้าสำนักให้ได้
"ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณครับอาจารย์ไป๋"
ถ้าอย่างนั้น การเข้าแดนตำนานครั้งนี้ ก็มาได้จังหวะพอดีเลย
เซี่ยหลิงซินคิดในใจ
อาจารย์ไป๋โบกมือ แล้วก็อุ้มถ้วยชาใบใหญ่เดินจากไป
เซี่ยหลิงซินเพิ่งเดินออกจากห้องเรียน ผู้หญิงคนหนึ่งก็มายืนขวางหน้า
ผมเกล้าสูง ต่างหูสีแดงระย้ายาวถึงไหล่ แต่งหน้าทาปากสีแดงสด ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัยสุดๆ
หลี่เมี่ยวอินยิ้มให้เขา ยื่นมือถือมาตรงหน้า "รู้จักกันหน่อยไหม แอดไป่ซื่อต๋ากัน?"
เซี่ยหลิงซินรู้สึกงงๆ
เขาเกาหัว แล้วเดินเลี่ยงผ่านเธอไปโดยไม่พูดสักคำ
แม่สอนไว้ อย่าคุยกับคนแปลกหน้า...
หลี่เมี่ยวอินยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองแผ่นหลังของเขาที่เดินห่างออกไป แล้วยิ้มกว้าง "น่าสนใจ"
เซี่ยหลิงซินเดินไปไม่กี่ก้าว ผู้ชายคนที่นั่งด้วยกันตลอดก็วิ่งตามมาทัน
"เพื่อน เรียนด้วยกันมาตั้งหลายวัน ยังไม่ได้แนะนำตัวเลย มาเป็นเพื่อนกันไหม? ฉันชื่อ จู้เหวินเจี๋ย"
"เซี่ยหลิงซิน"
"แอดไป่ซื่อต๋ากันเถอะ!"
จู้เหวินเจี๋ยหยิบมือถือออกมาแล้ว
คราวนี้เซี่ยหลิงซินไม่ปฏิเสธ
นั่งข้างกันมาหลายวัน ก็ถือว่าคุ้นเคยกันระดับหนึ่ง
แม้จะรู้สึกว่าอีกฝ่ายกระตือรือร้นเกินเหตุ แต่คิดว่ารู้จักผู้ฝึกตนไว้เยอะๆ ก็เป็นผลดีกับตัวเอง เลยยอมแอดไป
"ไว้คุยกันนะ!"
จู้เหวินเจี๋ยได้ไอดีไป่ซื่อต๋าไปแล้ว ก็วิ่งจู๊ดออกไปอย่างดีใจ
เซี่ยหลิงซินเกาหัวแกรกๆ
ต้องดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ?
...
จู้เหวินเจี๋ยมาถึงมุมหนึ่งของวิทยาลัย เห็นเฉินจิ่นซินยืนรออยู่ แม้จะรู้ว่าเป้าหมายของเธอไม่ใช่ตัวเอง แต่เขาก็อดตื่นเต้นไม่ได้
เฉินจิ่นซินถามอย่างร้อนใจ "เป็นไงบ้างคะเพื่อน?"
จู้เหวินเจี๋ยรีบยื่นมือถือให้ "คุณหนูเฉินวางใจได้ ได้มาแล้วครับ!"
เฉินจิ่นซินยิ้มแก้มปริ รีบหยิบมือถือออกมา
ทั้งสองคนถือมือถือแนบกัน ทำท่าลับๆ ล่อๆ เหมือนสายลับส่งข่าว
...
เซี่ยหลิงซินไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเพิ่งโดนขาย
เขานั่งรถไฟใต้ดินกลับมาถึงบ้าน
แล้วก็พบว่าตาแก่เซี่ยดันอยู่ที่บ้าน
"ทำไมพ่อมาอยู่นี่"
เซี่ยตงซานโกรธจัด "แกหมายความว่าไง นี่มันบ้านฉัน ทำไมฉันจะอยู่ไม่ได้"
เซี่ยหลิงซินเบ้ปาก ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง
เซี่ยตงซานโกรธจนหน้าแดง แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ สีหน้าก็หม่นลงกะทันหัน
สายตาหลุกหลิกไม่กล้าสบตา "เอ่อ... เขาอยากเจอแก"
"เขา? ใคร?"
เซี่ยหลิงซินถามออกไปปุ๊บ ก็นึกคำตอบได้ปั๊บ
ตาแก่เซี่ยปลงตกทางโลกมาหลายปี ไม่ค่อยสนใจใคร
พูดให้ดูดีคือปิดประตู้หัวใจ พูดให้แย่หน่อยก็คือพวกขี้แพ้หลงตัวเองที่ยังตัดใจไม่ได้
คนที่ทำให้เขาร้อนรนได้ขนาดนี้ นอกจากผู้หญิงคนนั้น คงไม่มีใครอื่น
"อ้อ แล้วไง?"
เซี่ยตงซานอ้าปากค้าง "แกไม่อยากเจอเขาเหรอ? ยังไงซะ เขาก็เป็น... แม่แกนะ"
"เหอะ แม่?"
เซี่ยหลิงซินแค่นหัวเราะ "สรุปแล้วยังไงต่อ?"
เขาไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม สายเลือดผูกพันที่มีแค่ในนาม ไม่สามารถมาบีบบังคับจิตใจเขาได้
ท่าทีของเขาที่มีต่อสองแม่ลูกนั่น ชัดเจนมาตลอดว่า: ฉันไม่ไปคิดบัญชีพวกแกก็บุญโขแล้ว ยังกล้ามาหาฉันอีกเหรอ?
รอให้ฉันตั้งตัวได้เมื่อไหร่ คอยดูเถอะ พี่เซี่ยคนนี้จะตบให้หน้าหัน!
ปฏิกิริยาที่เฉยเมย หรือเรียกได้ว่าเย็นชาของเขา ทำให้เซี่ยตงซานยิ่งทำตัวไม่ถูก
[จบแล้ว]