- หน้าแรก
- อัจฉริยะยุคไซไฟ เกิดใหม่ไฉไลกว่าเดิม
- บทที่ 43 - โองการสายฟ้า สยบศูนย์กลางนิรันดร์!
บทที่ 43 - โองการสายฟ้า สยบศูนย์กลางนิรันดร์!
บทที่ 43 - โองการสายฟ้า สยบศูนย์กลางนิรันดร์!
บทที่ 43 - โองการสายฟ้า สยบศูนย์กลางนิรันดร์!
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
...
เรื่องแทรกเล็กๆ น้อยๆ ในคาบเรียนไม่ได้ทำให้เซี่ยหลิงซินเก็บมาใส่ใจ พอออกจากวิทยาลัยเจ็ดดารา เขาก็ลืมไปหมดแล้ว
สองสามวันนี้ไม่ต้องไปทำงานที่สำนักงานสิ่งแวดล้อม พอดีเลย เขาจะได้อยู่บ้านตั้งใจบำเพ็ญเพียร พยายามฝึกฝนท่าแบกขุนเขาให้สมบูรณ์ภายในไม่กี่วันนี้ เพื่ออนุมานวิชา "แบกสายฟ้า" ออกมาให้ได้
ยังไงซะการจะเข้าแดนตำนาน มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นสักส่วน ก็ปลอดภัยขึ้นอีกส่วน
เดิมทีเขาอยากเรียนวิชาหมัดมวยสักชุด ตอนนี้มีรางวัลจากการแปลคัมภีร์แล้ว การจะแลกวิชาหมัดมวยมาสักชุดไม่ใช่เรื่องยาก
แต่พอนึกถึงคำพูดของจินซู่ ว่าตอนนี้เขาน่าจะแลกวิชาดีๆ ไม่ได้ เลยข่มใจไว้ เชื่อฟังพี่สาว เก็บแต้มความดีความชอบไว้ก่อนดีกว่า
เขาจึงทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่ท่าแบกขุนเขา ความคืบหน้าจึงรวดเร็วขึ้นมาก
ในคืนวันที่สาม เขาก็ดันค่าความชำนาญท่าแบกขุนเขาไปถึง "1" จนได้
[เคล็ดวิชาเพ่งจิตขั้นพื้นฐาน: 1/1]
[ท่าแบกขุนเขา: 1/1 (+0.12↑)]
[ท่าแบกสายฟ้า: 0.01/1]
[จิต : 2.58/10 (+0.09↑)]
[กาย : 0.26/1 (+0.02↑)]
ในขณะที่ท่าแบกขุนเขาบรรลุความสมบูรณ์ ในลานจิตกลางห้วงสมุทรแห่งจิตของเซี่ยหลิงซิน เทพวิญญาณยังคงถือโซ่ตรวน ผูกมัดวานรแห่งใจไว้เช่นเคย
แต่ในวินาทีนี้ ลิงที่เกิดจากจิตสำนึกตัวนี้ ดูเหมือนจะเกิดการผลัดเปลี่ยนไปพร้อมกับตัวเขา กลายเป็นแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
พลังที่ระเบิดออกมาในชั่วพริบตา ทำให้เซี่ยหลิงซินรู้สึกว่าตัวเองกดมันไม่อยู่แล้ว จะเกิดเรื่องแน่
แต่ในวินาทีถัดมา พลังขุมนี้กลับไปกระตุ้นบางสิ่งที่ลึกลับซับซ้อนขึ้นมา
อักขระขุนเขาห้าตัวบนร่างกายของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง
ลวดลายซับซ้อนยิ่งขึ้น และมีประกายสายฟ้าแฝงอยู่จางๆ
รวมไปถึงโซ่ตรวนที่เขาถืออยู่ก็มีประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ลามไปฟาดใส่วานรแห่งใจจนมันยิงฟันร้องเจี๊ยกจ๊าก ไม่กล้าอาละวาดอีก
ในกระบวนการนี้ เซี่ยหลิงซินก็ได้เรียนรู้ "ท่าแบกสายฟ้า" ไปโดยธรรมชาติ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในขณะที่อักขระขุนเขาห้าตัวเปลี่ยนแปลง เทพวิญญาณที่แต่งกายเหมือนองค์เหลยจู่ บนแถบผ้าทิพย์สีแดงที่มีอักขระสายฟ้าสามสิบหกตัว จู่ๆ ก็มีตัวหนึ่งสว่างวาบขึ้นมา
ตอนนี้เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า อักขระสายฟ้าตัวนี้ เหมือนกับอักขระขุนเขาห้าตัวบนร่างไม่มีผิดเพี้ยน
และเขาก็เข้าใจความหมายของอักขระสายฟ้าตัวนี้โดยสัญชาตญาณ
ถึงได้รู้ว่า ที่แท้อักขระขุนเขาห้าตัวนั้น คือ "อักษรสวรรค์จารึกเทพ" ชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ "อักขระขุนเขา" อย่างที่อาจารย์ไป๋บอกเลยสักนิด
แต่มันคือ... โองการ!
ความหมายที่แท้จริงของมันคือ: โองการสายฟ้า สยบศูนย์กลางนิรันดร์!
เซี่ยหลิงซินสงสัยมาก ว่าโองการนี้เดิมทีใช้ทำอะไร?
ไม่มีทางเป็นวิชา 'แผนภาพแบกขุนเขาหนุนสายฟ้า' แน่ๆ
ภาพนิมิตทั้งหมดของพันธรัฐ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า
แต่เกิดจากการที่จอมเวทกลั่นสร้างขึ้นมาจากแดนตำนาน
อักขระนี้ เดิมทีแฝงเจตจำนงแห่ง "สายฟ้า" เอาไว้
แต่ไม่รู้ทำไม ถึงถูกตีความเพี้ยนไปเป็น "อักขระขุนเขา"?
แล้วอักขระสายฟ้าอีกสามสิบห้าตัวที่เหลือล่ะ หมายถึงอะไร?
จะว่าไป...
แม้จะเรียนรู้เจตจำนงแห่ง "แบกสายฟ้า" แล้ว แต่เขากลับพบว่าไม่สามารถใช้งานได้
ไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้เลยซะทีเดียว
ในห้วงสมุทรแห่งจิต เพียงแค่จิตขยับ เทพวิญญาณก็สามารถขับเคลื่อนแสงสายฟ้าชนิดหนึ่งมาสะกดวานรแห่งใจได้
แต่...
เซี่ยหลิงซินก้มมองดู อักขระโองการห้าตัวบนร่างกาย ที่ตอนนี้ยังมีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนจางๆ
ท่าแบกสายฟ้า หมายถึง "กายแบกสายฟ้าหยิน"
สิ่งที่ฝึกคือ "สายฟ้าหยิน"
เขาฝึกสำเร็จแล้วจริงๆ แต่กลับพบว่าในความเป็นจริงไม่มีสายฟ้าหยินอยู่เลย แม้แต่นิดเดียวก็สัมผัสไม่ได้
แต่เทพวิญญาณในห้วงสมุทรแห่งจิตกลับนิมิตมันออกมาได้
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
เขาเก็บความสงสัยนี้ไว้ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นมาที่วิทยาลัยเจ็ดดาราอีกครั้ง
"เอาล่ะ วันนี้เป็นคาบสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้ทุกคนไม่ต้องมาแล้วนะ"
"ต่อไปฉันจะพูดถึงข้อควรระวังในการฝึกภาคสนามครั้งนี้"
ไป๋หรูฮุ่ยเหลือบมองเซี่ยหลิงซินแวบหนึ่ง เหมือนจะตั้งใจอธิบายให้เขาฟังเป็นพิเศษ
"เที่ยงคืนคืนนี้ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและวิทยาลัย จะร่วมมือกันเปิดประตูแดนตำนานตรงเวลา"
"พวกเธอแต่ละคนให้รออยู่ที่บ้าน ทำจิตให้สงบเข้าฌาน ปลุกเทพวิญญาณ จุดตะเกียงใจ แล้วมันจะนำทางพวกเธอไปยังประตูมิติเอง"
"เมื่อเห็นประตู ตะเกียงใจจะพาพวกเธอเข้าไป อย่าขัดขืน และห้ามออกจากรัศมีแสงของตะเกียงใจเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะหลงเข้าไปในกระแสความโกลาหลทางจิตวิญญาณ หาทางกลับไม่ได้อีกตลอดกาล!"
"ถ้าเจออันตรายที่รับมือไม่ไหว ให้ใช้จิตส่งข้อความขอความช่วยเหลือในแอปไป่ซื่อต๋า ตราบใดที่ตะเกียงใจไม่ดับ พิกัดของพวกเธอจะไม่หายไป"
"พิกัดการเข้าสู่แดนตำนาน ถูกกำหนดไว้ที่นอกเมืองที่ชื่อว่า 'หว่าน' เมื่อเข้าไปแล้ว อาจเกิดความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ไม่ต้องตกใจ ให้เดินทางไปรวมพลที่พิกัดกำหนดด้วยตัวเอง"
"ตะเกียงใจหนึ่งดวงจุดได้สามวัน ก่อนที่ตะเกียงจะดับ เราจะดึงพวกเธอกลับมายังโลกวิญญาณ"
"การฝึกภาคสนามครั้งนี้ใช้ระบบคัดออกคนท้ายตาราง หอเสวนาธรรมจะเข้าร่วมด้วย โดยมีการประกาศ 'ทำเนียบชิงชัย' ยึดตามทำเนียบนี้เป็นหลัก ผู้ที่มีคะแนนรั้งท้ายสุด จะเสียสิทธิ์การฝึกภาคสนาม และจะเข้าแดนตำนานไม่ได้อีกจนกว่าจะเปิดให้สาธารณชนเข้าชมอย่างเป็นทางการ"
"จำไว้ให้ดี!"
ไป๋หรูฮุ่ยกำชับอย่างเคร่งขรึม แล้วหยิบมือถือออกมาฉายภาพหน้าจอสามมิติ:
"มา สแกนเข้ากลุ่มไป่ซื่อต๋ากลุ่มนี้ซะ เข้าไปในแดนตำนานแล้ว ทุกคนสามารถสื่อสารกันได้ในนี้"
"ถ้ามีภารกิจอะไร ก็จะประกาศลงในนี้โดยตรง"
"ฉันขอบอกพวกเธอก่อนนะว่า การเดินทางสู่แดนตำนานครั้งนี้ วงการผู้ฝึกตนทั่วเมืองเหลยโจวให้ความสำคัญมาก"
"ผู้ที่ติดอันดับต้นๆ ของทำเนียบชิงชัย จะได้รับรางวัลที่แต่ละตระกูลร่วมกันจัดเตรียมไว้"
"เพื่อเป็นการกระตุ้นพวกเธอ การฝึกภาคสนามในแดนตำนานครั้งนี้ ผลประโยชน์ที่ได้ทั้งหมด จะตกเป็นของพวกเธอเอง ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและภาษีแดนตำนาน"
"สามอันดับแรกจะได้รับรางวัลพิเศษ และโควตาพิเศษ ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี จะได้รับสิทธิ์เข้าเรียนกรณีพิเศษจากวิทยาลัยเจ็ดดารา ผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป จะได้รับสิทธิ์เข้าทำงานกรณีพิเศษจากบริษัทในเครือของตระกูลใหญ่ที่เข้าร่วมครั้งนี้ที่ไหนก็ได้ รวมถึงสำนักงานสิ่งแวดล้อมด้วย!"
สิ้นคำพูดนี้ ทุกคนต่างฮือฮา
โดยทั่วไป ตาม "กฎหมายบริหารจัดการแดนตำนานแห่งพันธรัฐ" ไม่ใช่ว่าหาอะไรได้ในแดนตำนานแล้วจะได้ทั้งหมด
แต่ต้องแบ่งกันสามฝ่าย คือ พันธรัฐ เจ้าของแดนตำนาน และผู้ค้นพบ
นั่นคือของที่ได้ในแดนตำนาน ต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้เจ้าของแดนตำนานและพันธรัฐ ส่วนแรกคือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ส่วนหลังคือภาษี
นี่คือกฎเหล็ก เปลี่ยนแปลงไม่ได้
เป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้พันธรัฐอนุญาตให้มีแดนตำนานส่วนบุคคล
ครั้งนี้ผลประโยชน์ทั้งหมดกลับตกเป็นของตัวเอง เท่ากับว่ารายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างน้อยสองเท่าตัวแบบฟรีๆ
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มยังพอว่า แดนตำนานนี้เป็นของสำนักงานสิ่งแวดล้อม อยากยกเว้นก็ยกเว้นได้
แต่ภาษีแดนตำนานไม่มีทางยกเว้นได้ แสดงว่าแต่ละตระกูลต้องร่วมกันควักเนื้อจ่ายแทนแน่ๆ
และยังมีหอเสวนาธรรม
พวกเขารู้อยู่แล้วว่าวงการผู้ฝึกตนเมืองเหลยโจวมีเอี่ยวในแดนตำนานนี้ แต่ไม่นึกว่าแม้แต่หอเสวนาธรรมก็เข้ามาร่วมด้วย
'หอเสวนาธรรมอันดับหนึ่งในใต้หล้า' คือองค์กรยักษ์ใหญ่ของจริง สถานะเหนือชั้นสุดๆ
ทำเนียบจัดอันดับของหอเสวนาธรรม คือเป้าหมายที่ผู้ฝึกตนแทบทุกคนไล่ล่า
เช่น "ทำเนียบอันดับหนึ่งในใต้หล้า"
โดยปกติ แค่มีใบรับรองจากหอเสวนาธรรม ก็ถือว่ามีหน้ามีตาในวงการฝึกตนแล้ว
ถ้าสามารถติดอันดับในทำเนียบของหอเสวนาธรรมได้ ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็จะได้รับเกียรติเหนือกว่าคนอื่น
แม้แต่วิทยาลัยเจ็ดดาราที่สอบเข้ายากแสนยาก ยังยอมรับนักเรียนกรณีพิเศษเพียงเพราะติดอันดับในทำเนียบ
คนที่ได้โควตาเข้าแดนตำนานครั้งนี้ แม้ล้วนเป็นหัวกะทิจากแต่ละตระกูล และมีอัจฉริยะอย่างเฉินจิ่นซิน
แต่นักเรียนของวิทยาลัยเจ็ดดารามีไม่ถึงครึ่ง ส่วนที่เหลือก็ไม่ใช่ทุกคนจะมีคุณสมบัติสอบเข้าวิทยาลัยเจ็ดดาราได้
บ้างก็อายุน้อยยังไม่ได้สอบ บ้างก็อายุถึงแล้วแต่สอบไม่ติด
แต่ไม่มีข้อยกเว้น ทุกคนย่อมอยากเข้าเรียนที่วิทยาลัยเจ็ดดาราแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากวิทยาลัยเจ็ดดาราแล้ว ยังสามารถเลือกเข้าทำงานในบริษัทใหญ่ๆ ของเมืองเหลยโจวได้ตามใจชอบ แถมยังรวมถึงสำนักงานสิ่งแวดล้อม สำหรับคนส่วนใหญ่ นี่มันบันไดสู่สวรรค์ชัดๆ
[จบแล้ว]