- หน้าแรก
- อัจฉริยะยุคไซไฟ เกิดใหม่ไฉไลกว่าเดิม
- บทที่ 36 - โดนดัก
บทที่ 36 - โดนดัก
บทที่ 36 - โดนดัก
บทที่ 36 - โดนดัก
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
อาจารย์ไป๋กล่าวว่า "สารพลังที่หนาแน่น ไม่ได้หมายความว่าสารพลังจะมั่นคง"
"ดั่งคำว่า: ทั้งหมดล้วนคือสารพลังและจิตวิญญาณ ต้องเก็บรักษาให้มั่นอย่าได้รั่วไหล"
"อาการของเธอไม่ใช่เรื่องแปลก อัจฉริยะหลายคนก็เจอปัญหาคล้ายๆ กันนี้ วิธีแก้ก็ง่ายนิดเดียว"
"แค่ทลายด่านกายชั้นที่หนึ่ง... ด่านตรึงสาร ให้สำเร็จ ก็จะทำให้เลือดลมในกายมั่นคงไร้รอยรั่ว วานรแห่งใจตัวดีก็ยากจะขโมยสารพลังของเธอไปได้"
หลังจากนั้น ก็จะมีด่านใหม่ปรากฏขึ้นมาอีก
อาจารย์ไป๋ไม่ได้พูดประโยคนี้ออกมา เพราะยังไม่ถึงเวลา จึงไม่มีความจำเป็นต้องพูด
การบำเพ็ญเพียรคือกระบวนการพิชิตความยากลำบากและอันตรายไปทีละด่าน การก้าวไปตามลำดับขั้นคือวิถีที่ถูกต้อง
ยุคสมัยนี้ดีจริงหนอ เส้นทางที่คนรุ่นก่อนบุกเบิกไว้ได้ถูกวางรออยู่ตรงหน้าแล้ว
อาจารย์ไป๋กล่าวต่อ "นอกจากระดับพลังกายจะไม่พอแล้ว เธอยังมีความยากลำบากมากกว่าคนทั่วไปอีกอย่าง นั่นคือระดับพลังจิตของเธอสูงเกินไป น้ำเต็มย่อมล้น"
"คนเราฝึกทั้งกายและจิต วานรแห่งใจย่อมขโมยได้ทั้งกายและจิต มันขโมยสารพลังไปบำรุงกายหยาบ และขโมยพลังจิตไปบำรุงจิตวิญญาณ"
"สิ่งที่สูญเสียไปทางผัสสะทั้งหก แม้จะดูเล็กน้อยและสะเปะสะปะ แต่มันก็คือพลังจิต"
"เธอสร้างเทพวิญญาณสำเร็จแล้ว เดิมทีเป็นเรื่องดี แต่เพราะแบบนี้ การสูญเสียทางผัสสะทั้งหกจึงมากกว่าคนทั่วไป ทำให้วานรแห่งใจพัฒนาได้เร็วยิ่งกว่า"
"เรื่องเร่งด่วนตอนนี้ คือต้องเร่งฝึกกาย และชะลอการฝึกจิต"
"รอจนทลายด่านกายชั้นที่หนึ่งสำเร็จ ทำให้สารพลังถูกกักเก็บอย่างมั่นคง ปัญหานี้ก็จะคลี่คลายไปเอง"
"แต่การทลายด่านไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ในวันเดียว มีวิธีหนึ่งที่พอจะช่วยแก้ขัดไปก่อนได้"
เซี่ยหลิงซินตาเป็นประกาย "วิธีอะไรครับ"
"เธอไปขอคำชี้แนะจากหัวหน้าจินดูสิ เรียนวิชาหมัดมวยสักชุด เพื่อใช้ผลาญสารพลังส่วนเกิน ลดการรั่วไหล ไม่ให้วานรแห่งใจขโมยไปได้"
เซี่ยหลิงซินถึงบางอ้อ
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง
นี่ไม่เกี่ยวกับเคล็ดวิชา แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์การฝึกตน
ตัวเองมีอภิญญาก็เหมือนมีปืนแต่ไม่มีลูก
เซี่ยหลิงซินทำหน้าสงสัย "อาจารย์ไป๋ พี่สาว... เอ้ย หัวหน้าจินหมัดมวยเก่งมากเหรอครับ"
คำว่า "พี่สาว" ของเขาทำให้อาจารย์ไป๋นึกถึงอะไรบางอย่าง แก้มกระตุกเบาๆ ก่อนจะมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ
ไอ้เด็กนี่...
"จะเรียกว่าเก่งคงน้อยไป"
อาจารย์ไป๋ส่ายหน้าถอนหายใจรัวๆ แต่ก็ไม่บอกว่าเก่งขนาดไหน
เซี่ยหลิงซินขยับเข้าไปใกล้ "งั้นอาจารย์ไป๋ อาจารย์เป็นไหมครับ สอนผมหน่อยได้ไหม"
สำหรับจินซู่ ความตั้งใจของเขาคือแอบซุ่มฝึกให้เก่ง แล้วค่อยไปทำเซอร์ไพรส์ให้เธอตกใจเล่น
ดังนั้นเขาเลยไม่อยากไปรบกวนเธอเรื่องนี้เท่าไหร่
แต่กับอาจารย์ไป๋นี่สิ ตักตวงได้เท่าไหร่ก็ต้องเอาเท่านั้น ไม่งั้นเงินสามล้านขาดทุนยับเยินแน่
"..."
อาจารย์ไป๋มองท่าทางหน้าไม่อายของเขา ถ้าเป็นคนอื่นคงโดนเขาถีบออกไปแล้ว
เพียงแต่ "พี่สาว" ของหมอนั่น เขาแตะต้องไม่ได้จริงๆ
จึงส่ายหน้าปฏิเสธ "เธอไม่ใช่ศิษย์สำนักบู๊ตึ๊งหนานเหอของฉัน แม้ฉันจะรู้วิชาต่อสู้ แต่ก็สอนเธอไม่ได้ เธอกลับไปขอคำชี้แนะจากหัวหน้าจินเถอะ"
"อีกอย่างวิชาสายของฉัน หากไม่มีพลังแห่งตำนาน ฝึกไปก็เป็นแค่ท่าร่างธรรมดา แค่พอให้ร่างกายแข็งแรง อยากจะฝึกให้มีชื่อเสียงคงเป็นไปไม่ได้"
"ไม่เหมือนหัวหน้าจิน วิชาหมัดของเธอเป็นวิถีบรรลุอริยะด้วยกายเนื้อแบบโบราณกาล ความต้องการพลังแห่งตำนานจึงไม่ได้เร่งด่วนหรือจำเป็นขนาดนั้น"
จริงๆ ฉันก็อยากสอนเธอนะ แต่เธอต้องมาเป็นศิษย์บู๊ตึ๊งของฉันก่อน
เสียดายที่ "พี่สาว" ของเธอน่ากลัวเกินไป ฉันไม่กล้าสอนจริงๆ
"งั้นก็ได้ครับ"
เซี่ยหลิงซินไม่รู้ความคิดของอีกฝ่าย
สำหรับการไม่ได้เรียนวิชาหมัด ก็แค่ผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่ได้กำไรเพิ่ม
พอรู้ต้นตอปัญหาการฝึกของตัวเอง เขาก็โล่งใจแล้ว
ทลายด่านกายชั้นที่หนึ่ง คนอื่นใช้เวลาเท่าไหร่ไม่รู้ แต่สำหรับเขา อย่างมากก็แค่เดือนสองเดือน
งั้นก็ไม่มีอะไรต้องห่วง
ตาแก่ไป๋นะตาแก่ไป๋ ตอนนี้ไม่สอนฉัน เดี๋ยวรอฉันฝึกท่าแบกขุนเขาจนสมบูรณ์ ฉันจะแอบเรียนวิชาสายฟ้าหยินก้นหีบของสำนักลุงให้เกลี้ยงเลยคอยดู
อาจารย์ไป๋กล่าวว่า "เอาล่ะ ไหนๆ ก็มาแล้ว ฉันจะอธิบายเคล็ดลับต่างๆ ของแผนภาพแบกขุนเขาให้ฟังก็แล้วกัน"
เซี่ยหลิงซินย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง
แม้เขาจะมีสกิลสรรพวิชาไร้อุปสรรค แต่อาจารย์ไป๋สอนโดยสอดแทรกประสบการณ์ส่วนตัวมาด้วย ซึ่งสำหรับเขามันมีค่ามาก
แถมจ่ายไปตั้งสามล้าน...
คนหนึ่งสอนด้วยความตั้งใจ อีกคนก็เรียนด้วยความเห็นคุณค่า นับว่าเป็นศิษย์อาจารย์ที่เข้าขากันดี
จนกระทั่งพลบค่ำ เซี่ยหลิงซินจึงลาอาจารย์ไป๋กลับ
ลงไปข้างล่างก็แวะแหย่เถียนเถียนเถียนเล่น แอบเนียนกินข้าวฟรีไปหนึ่งมื้อ แล้วค่อยกลับบ้านอย่างสบายใจ
หลังจากนั้น เซี่ยหลิงซินก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม
ทุกวันเดินทางไปกลับระหว่างสำนักงานสิ่งแวดล้อมกับตึกหมายเลข 86 แบบสองจุดเส้นตรง
ฝึกตน อ่านหนังสือ ศึกษาวิชาปรมาจารย์คัมภีร์ ชีวิตผ่านไปอย่างคุ้มค่า
จินซู่ยังคงผลุบๆ โผลๆ หาตัวยากยิ่งกว่าเดิม
เรื่องถอดรหัสคัมภีร์โบราณของเขาดูเหมือนจะเงียบหายไป
สำหรับเขา สิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนคือ คนในหมู่บ้านเหลยกงย้ายออกกันทุกวัน
ตึกหมายเลข 86 ก็เหมือนกัน เพื่อนบ้านที่คุ้นหน้าคุ้นตาค่อยๆ ลดจำนวนลง
กลับกัน มีคนหน้าแปลกๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน
คนพวกนี้มาอยู่ที่หมู่บ้านเหลยกงก็ไม่ได้ทำอะไร เอาแต่เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วเหมือนพวกว่างงาน
แต่แต่ละคนแต่งตัวดูดีมีฐานะ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่จะมาอาศัยในสลัมแบบนี้
เซี่ยหลิงซินรู้ว่าคนพวกนี้ต้องเป็นผู้ฝึกตนแน่ๆ
เขาเรียนรู้วิธีล็อกอินเข้าแอป 'ไป่ซื่อต๋า' เวอร์ชันผู้ฝึกตนมาจากลุงเจียงแล้ว
พอใช้อินเทอร์เน็ตผ่านช่องทางนี้ แม้จะเป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน แต่สิ่งที่เห็นกลับต่างกัน มีข้อมูลวงในที่คนทั่วไปมองไม่เห็นโผล่มาเพียบ
ในนั้น เขาเห็นผู้ฝึกตนจำนวนมากกำลังถกเถียงกันเรื่องอ่าวถงกู่
เรื่องที่แดนตำนานในอ่าวถงกู่กำลังยุบตัว ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโซเชียลมีเดียของแอปไป่ซื่อต๋าเวอร์ชันผู้ฝึกตน
หลายคนถามหาพิกัดของแดนตำนาน ถึงขั้นตั้งค่าหัวรางวัลนำจับ
ในบอร์ดภารกิจมีประกาศตามหาข้อมูลเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมากมาย
ราคาที่เสนอให้แต่ละเจ้าสูงลิบลิ่ว เห็นแล้วเซี่ยหลิงซินน้ำลายไหล
กว่าจะข่มใจไม่ให้เอาข้อมูลไปขายได้เล่นเอาแทบแย่
ผลประโยชน์ตรงหน้ามันยั่วน้ำลายก็จริง แต่เขารู้ดีว่ามูลค่าของแดนตำนานต่างหากที่สำคัญที่สุด ไม่งั้นคนพวกนี้คงไม่บ้าคลั่งขนาดนี้
ยอมจ่ายหนักขนาดนี้ แสดงว่าพวกเขามั่นใจว่าจะกอบโกยคืนได้เป็นสิบเป็นร้อยเท่า
ถ้าไม่มีสำนักงานสิ่งแวดล้อม ต่อให้เขาเข้าไปในแดนตำนานได้ ก็ไม่มีปัญญาขุดสมบัติออกมาได้อยู่ดี
เกาะขาสำนักงานสิ่งแวดล้อมไว้แน่นๆ คือทางรอดที่ถูกต้องที่สุด
ภายใต้บรรยากาศที่ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เซี่ยหลิงซินเลือกที่จะเชื่อใจจินซู่ แม้เธอจะไม่ติดต่อมาเลย แถมยังแทบไม่เห็นเงา
เขาตั้งใจทำงานและฝึกฝนต่อไปอย่างสงบ
ระดับพลังพัฒนาขึ้นอย่างมั่นคง
[เคล็ดวิชาเพ่งจิตขั้นพื้นฐาน: 1/1]
[ท่าแบกขุนเขา: 0.88/1 (+0.70↑)]
[จิต : 2.49/10 (+0.30↑)]
[กาย : 0.24/1 (+0.18↑)]
สิบวันผ่านไป ท่าแบกขุนเขาใกล้จะถึงระดับ "1" แล้ว อย่างมากอีกสองวันก็น่าจะสมบูรณ์ และได้รับเคล็ดวิชา "แบกสายฟ้า" ซึ่งเป็นอีกครึ่งหนึ่งของแผนภาพแบกขุนเขาหนุนสายฟ้า
แต่วันนี้ เรื่องไม่คาดฝันก็มาถึงก่อน
หลังเลิกงานพอกลับมาถึงหมู่บ้านเหลยกง ตรงหัวมุมตรอกทางเข้าตึก 86 เขาก็โดนดัก
"เซี่ยหลิงซิน?"
ชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบกว่า ท่าทางนักเลง ยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่
เซี่ยหลิงซินเหลือบมองรอยสักเต็มแขนคู่นั้น ในใจก็พอเดาได้
"มีธุระ?"
"เซ็นไอ้นี่ซะ"
เจ้าหนีชิวโยนเอกสารปึกหนึ่งมาให้
เซี่ยหลิงซินรับไว้ กวาดตามองผ่านๆ "ตาแก่เซี่ยเหล่ากวาให้มาเหรอ"
หนีชิวด่าสวนทันที "ไอ้เด็กเวร ไม่มีการอบรมสั่งสอน! อย่าลืมว่าแกแซ่เซี่ย นั่นญาติผู้ใหญ่แกนะเว้ย!"
"เอาคืนไป ฉันไม่เซ็น"
เซี่ยหลิงซินขี้เกียจคุยด้วย โยนสัญญากลับไป
หนีชิวแสยะยิ้ม "อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าแกคิดอะไรอยู่ แกคงเหมือนบ้านตาแก่หม่า ไปรู้ข่าวมาจากไหนสักที่สินะ"
"คิดจะข้ามหัวพวกเราไปเซ็นกับเครือบริษัทสายฟ้าเองเหรอ ไม่ดูสารรูปตัวเองเลยนะว่ามีสิทธิ์ไหม"
"บอกให้เอาบุญ งานนี้เป็นคำสั่งลงมาจากเครือบริษัทสายฟ้าโดยตรง"
"เงื่อนไขพวกนั้นเขาทำไว้ให้พวกคนใหญ่คนโตในเมืองดู แกคิดจริงๆ เหรอว่าเขาเตรียมไว้ให้พวกคนจนอย่างแก"
[จบแล้ว]