เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 - เริ่มงานวันแรก

บทที่ 16 - เริ่มงานวันแรก

บทที่ 16 - เริ่มงานวันแรก


บทที่ 16 - เริ่มงานวันแรก

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

หม่าเฟยกระซิบเสียงเบา "ประชุมบ้าบออะไรกัน มันคือเรื่องรื้อถอนหมู่บ้านเหลยกงนั่นแหละ"

"ฉันจะบอกอะไรให้นะ นายกลับไปบอกตาแก่เซี่ยของนายให้ตั้งการ์ดให้มั่น อย่าให้ไอ้พวกตาเฒ่าเจ้าเล่ห์พวกนั้นหลอกเอาเปรียบได้เด็ดขาด"

เซี่ยหลิงซินสงสัย "หมายความว่าไง?"

หม่าเฟยลากเขาเข้าบ้าน ปิดประตูแน่นหนาแล้วถึงแสยะยิ้มเย็น "พวกกรรมการหมู่บ้านตัวดี ไม่รู้ไปคาบข่าวเรื่องรื้อถอนมาจากไหน"

"สองสามวันมานี้ เที่ยวเดินสายเป่าหูชาวบ้านให้ขายที่ขายบ้านทิ้ง จริงๆ แล้วก็คือขายเข้ากระเป๋าพวกมันเองนั่นแหละ"

"เมื่อคืนยังถ่อมาหาพ่อฉัน ให้ราคาตั้งสองเท่า คิดว่าพ่อฉันจะโง่เหรอ?"

"แม่งเอ๊ย ใจป้ำฉิบหาย สองเท่า? ก็แค่แสนกว่าบาท! เครือบริษัทสายฟ้าเขาจ่ายหนักกว่านี้ตั้งเยอะ พวกมันกะจะกินรวบไม่แบ่งน้ำแกงให้ใครซดเลย!"

"ไอ้การประชุมปาหี่พรุ่งนี้ ฉันกล้าพนันเลยว่า ต้องเป็นการหลอกต้อนให้คนขายบ้านแหงๆ!"

"พวกมันกะจะเขมือบทั้งหมู่บ้าน! ระวังท้องแตกตายห่าเถอะมึง!"

เซี่ยหลิงซินถามด้วยความแปลกใจ "แล้วพวกมันพูดกับพ่อนายว่าไง?"

หม่าเฟยทำหน้าดูถูก "ก็บอกว่าหมู่บ้านต้องพัฒนา ต้องสร้างใหม่ จะเวนคืนที่ดิน ให้ค่าชดเชยสองเท่าของราคาตลาด"

"ราคานี้ถ้าไปซื้อที่แถวอ่าวถงกู่ก็ได้บ้านดีๆ หลังหนึ่งเลยนะ ถ้าฉันไม่รู้ตื้นลึกหนาบางมาก่อน ก็คงเคลิ้มเหมือนกัน"

เซี่ยหลิงซินแย้ง "พวกมันจะเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ?"

กรรมการหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็แซ่เซี่ย เป็นพวกตระกูลสายหลัก พูดง่ายๆ ก็คือพวกผู้อาวุโสในตระกูลนั่นแหละ

ถือเป็นพวกมีอันจะกินที่สุดในหมู่บ้านเหลยกงแล้ว

ถ้าจะกว้านซื้อสักสิบยี่สิบหลัง ก็คงพอมีปัญญา

แต่จะให้กลืนทั้งหมู่บ้าน ต่อให้ท้องยุ้งพุงกระสอบแค่ไหน ก็ไม่มีกำลังทรัพย์ขนาดนั้นหรอก

"ใครจะไปรู้? เอาเป็นว่าอย่ามายุ่งกับบ้านฉันก็พอ"

หม่าเฟยเบ้ปาก "แล้วก็นายน่ะ อย่าให้พ่อหน้ามืดของนายโดนพวกตาเฒ่าเป่าหูเอานะเว้ย"

พูดจบก็โบกมือ "เฮ้ย ฉันก็พูดมากไป พ่อนายออกจะเป็นคน... เอิ่ม เป็นคนรักเดียวใจเดียวขนาดนั้น อย่าว่าแต่เป่าหูเลย แค่พวกตาเฒ่าอ้าปาก คงโดนด่าเปิงกลับมาหัวโนแน่ๆ"

ความจริงเขาจะพูดว่า "เป็นคนคลั่งรัก" หรือ "สายเลีย" (ภรรยา) ตัวพ่อ แต่กิตติศัพท์ฝีปากของสองพ่อลูกตระกูลเซี่ยมันเลื่องลือย่านนี้ คำพูดเลยจุกอยู่ที่คอ

เซี่ยหลิงซินไม่ได้โต้แย้ง กลับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง

ก็ใครใช้ให้ตาแก่เซี่ยได้ฉายา "จอมคลั่งรักแห่งเหลยกง" ล่ะ

"เลิกคุยเรื่องเครียด ไปเล่นเกมกัน ฉันเลี้ยงเอง!"

คำว่า "เล่นเกม" ในที่นี้หมายถึงตู้เกมอาร์เคด ซึ่งเป็นความบันเทิงสุดคลาสสิกที่วัยรุ่นในหมู่บ้านเหลยกงคลั่งไคล้

เมื่อก่อนเซี่ยหลิงซินก็ชอบไป เพราะมันเป็นความบันเทิงราคาถูกไม่กี่อย่างที่มี

แต่ครั้งนี้เขาปฏิเสธ

สำหรับเขาตอนนี้ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการฝึกตน

พอกลับถึงบ้าน เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่าน ตั้งจิตให้มั่น จิตสำนึกดำดิ่งสู่ห้วงทะเลแห่งจิต เริ่มเพ่งแผนภาพแบกขุนเขา

ไม่นานเขาก็พบว่า พอไม่มีพลังจิตของอาจารย์ไป๋คอยนำทาง การเพ่งภาพมันยากเย็นแสนเข็ญกว่าเดิมเยอะ

ตอนอยู่ที่สโมสร แค่ตั้งใจนิดหน่อย ภาพก็ปรากฏขึ้นมาอย่างง่ายดายราวกับน้ำไหล แต่พอต้องทำเอง เขาต้องพยายามเป็นสิบๆ ครั้ง กว่าจะเริ่มเห็นเค้าโครงรางๆ

พยายามอยู่อีกหลายสิบครั้ง ถึงจะเห็นเทพในภาพ... เจ้าลิงจอมซนตัวนั้น

ในลานจิตอันจำกัด เทพวิญญาณถือโซ่ตรวน ปลายอีกด้านทอดยาวออกไปในป่าเลือนราง มัดเจ้าลิงตัวนั้นไว้แน่น

เจ้าลิงทำหน้าถมึงทึง แยกเขี้ยวขู่คำรามใส่เทพวิญญาณ

อ้าวเฮ้ย? ยังกล้าขู่อีกเหรอ?

มัดซะ!

เทพวิญญาณกระตุกมือ โซ่ตรวนม้วนพัน

อักขระขุนเขาห้าตัวบนโซ่สว่างวาบ กดเจ้าลิงจอมซนจนแนบติดพื้น แต่มันก็ยังดิ้นรนไม่หยุด

ทุกครั้งที่กระตุกดึง อักขระขุนเขาห้าตัวบนร่างเซี่ยหลิงซินก็สว่างวาบขึ้นเช่นกัน

ส่งผลให้เขารู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล

ยิ่งกดดัน ความคิดก็ยิ่งวอกแวก เจ้าลิงก็ยิ่งดิ้นแรง

การต่อต้านของลิง คือความปั่นป่วนของอายตนะทั้งหกในตัวเขา

กระบวนการฝึกท่าแบกขุนเขา คือการสยบลิง สยบอายตนะหก และต้านทานแรงกดดันนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มันคือการชักเย่อที่ยาวนานและทรมาน

แม้ภายนอกจะดูเหมือนนั่งนิ่งๆ แต่ไม่นานเซี่ยหลิงซินก็เหงื่อท่วมตัว

[0.01... 0.01... 0.01... 0.02...]

"เฮือก! แฮ่ก... แฮ่ก..."

เซี่ยหลิงซินพ่นลมหายใจออกอย่างแรง ตัดบทการเข้าฌาน

เขาทิ้งตัวนอนแผ่หราบนพื้น หอบหายใจถี่รัว

ความหิวโหยและความอ่อนล้าถาโถมจนขยับตัวไม่ไหว

มหัศจรรย์จริงๆ ทั้งที่แค่นั่งอยู่เฉยๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนแบกภูเขาเดินขึ้นดอยมาหลายลูก

กระดูกแทบจะหลุดเป็นชิ้นๆ

คงเป็นเพราะอักขระขุนเขาห้าตัวนั่นแน่ๆ

[ท่าแบกขุนเขา: 0.02/1]

[เคล็ดวิชาเพ่งจิตขั้นพื้นฐาน: 1/1]

[จิต : 2.11/10]

[กาย : 0.02/1]

ดูเวลา ผ่านไปเกือบสามชั่วโมงแล้ว

ความคืบหน้าของท่าแบกขุนเขาเพิ่มขึ้นมาแค่ 0.01

ค่า "กาย" ยังไม่ขยับ แต่เขารู้สึกได้ว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้น

เขาประเมินว่า ถ้าท่าแบกขุนเขาเพิ่มสัก 4-5 แต้ม ค่ากายก็น่าจะเพิ่มขึ้น 1 แต้ม

ยากกว่าวิชาพื้นฐานเยอะเลย

ไอ้ลิงเวรนั่น ฤทธิ์เยอะชะมัด

ดูทรงแล้ว ฝึกวันหนึ่งค่ากายเพิ่ม 0.01 ก็น่าจะเต็มกลืนแล้ว

คนละเรื่องกับตอนกลางวันที่สโมสรเลย ตอนนั้นมีมุกสารวิญญาณกับธูปลมหายใจครรภะช่วย มันช่างง่ายดายและฟินเวอร์

ขณะนอนหอบ เซี่ยหลิงซินก็ยิ่งกระหายเงินมากขึ้นไปอีก

พรุ่งนี้ไปสำนักงานสิ่งแวดล้อม ลองไปขอเศษเงินจากพี่สาวคนสวยดูดีกว่า...

นอน!

การฝึกท่าแบกขุนเขาเหนื่อยกว่าวิ่งส่งของทั้งวันซะอีก หัวถึงหมอนปุ๊บก็หลับเป็นตายปั๊บ

ไม่รู้หลับไปนานแค่ไหน จู่ๆ เซี่ยหลิงซินก็สะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้นมา

ไม่ใช่เพราะอะไร หิว!

ความหิวโหยระดับวิกฤตแผ่ซ่านจากกระเพาะไปทั่วร่างในพริบตา

เขาต้องตะเกียกตะกายลุกขึ้น รื้อค้นทั่วบ้าน เจอแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองห่อ

ฉีกซองกินดิบๆ แต่อาการหิวแสบท้องก็ยังไม่ทุเลา

เซี่ยหลิงซินกัดฟัน อาศัยความมืดคลำทางไปที่ครัวส่วนกลาง

ยังไม่ทันก้าวเข้าไป ก็เห็นโต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆ ตั้งอยู่หน้าครัว บนโต๊ะมีน้ำแปดแก้ว แบ่งเป็นสองแถว

แถวหนึ่งสามแก้ว กลิ่นชาหอมกรุ่น

แถวหนึ่งห้าแก้ว กลิ่นเหล้าโชยมา

ยังมีข้าวสวยห้าถ้วย ถาดหนึ่งใบ บนนั้นมีหมูสามชั้นต้มชิ้นเบ้อเริ่มวางอยู่

กลิ่นหอมของข้าวและไขมันหมูพุ่งกระแทกสมอง เซี่ยหลิงซินลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง คว้าหมูมาแทะทันที

โชคดีที่ตอนนี้ตีสามกว่าแล้ว ไม่มีใครมาเห็นสภาพเขานั่งยองๆ หน้าครัว ยัดทะนานอย่างบ้าคลั่ง

พอกินเสร็จ สติถึงเริ่มกลับมา

เอ๊ะ?

ดึกดื่นป่านนี้ ใครมาตั้งสำรับข้าวไว้ตรงนี้? แถมมีหมูชิ้นใหญ่ขนาดนี้ด้วย?

ในตึก 86 อย่าว่าแต่หมูสามชั้นชิ้นโตเลย ปกติแค่ข้าวสวยยังหากินยาก ส่วนใหญ่กินแต่ข้าวต้ม

ยิ่งเป็นตอนดึกดื่นแบบนี้?

หมูและข้าวยังอุ่นๆ อยู่ แสดงว่าเพิ่งทำเสร็จไม่นาน

เดี๋ยวนะ...

เซี่ยหลิงซินนึกถึงการจัดวางบนโต๊ะ

ชาสาม เหล้าห้า ข้าวเนื้อครบครัน ธูปสามดอก...

นี่มันของเซ่นไหว้คนตายนี่หว่า...

กำลังคิดเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว

"ตาแก่ วันนี้วันเกิดแกแล้วนะ ฉันต้มหมูของโปรดแกมาให้"

เสียงที่คุ้นเคย แม้จะเบา แต่ด้วยสัมผัสเทพวิญญาณที่เฉียบคม บวกกับความเงียบสงัดยามวิกาล เขาได้ยินชัดเจนแม้จะอยู่ไกล

เซี่ยหลิงซินชะโงกหน้าไปดู

นั่นไง ป้าเซี่ยข้างห้องจริงๆ ด้วย แกอุ้มกระถางต้นเทียนดอกซ้อนลูกรักมาด้วย

เดินบ่นพึมพำมาตลอดทาง

"มีชา มีเหล้า ข้าวปลาอาหารครบ แกค่อยๆ กิน ค่อยๆ ดื่มนะ"

"นี่ฉันเก็บเงินตั้งนานกว่าจะหามาให้แกได้"

"ถ้าแกยังมีจิตสำนึก กินเสร็จก็กลับมาหาฉันบ้าง"

"ไม่มีแก ชีวิตฉันมันก็น่าเบื่อพิลึก"

"ต้นไม้กระถางนั้น ฉันดูแลให้อย่างดีเลยนะ"

"ไอ้แก่เอ๊ย ตอนมีชีวิตอยู่ หวงต้นไม้มากกว่าเมียตัวเองซะอีก น่าจะทุบทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด!"

"แกจะไปหาเมียดีๆ แบบฉันได้ที่ไหน?"

"เอ๊ะ?"

ป้าเซี่ยที่บ่นกระปอดกระแปด เดินมาถึงหน้าครัว เห็นของบนโต๊ะหายเกลี้ยง

"ตาแก่ เป็นแกจริงๆ เหรอ?"

แกตกใจวูบหนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนเป็นดีใจ มองซ้ายมองขวาเหมือนหาอะไรบางอย่าง ทั้งยิ้มทั้งด่า "ไอ้แก่บ้า กลับมาทั้งทีไม่คิดจะโผล่หน้ามาให้เห็นหน่อยรึไง เห็นที่นี่เป็นโรงทานรึไงยะ?"

บ่นด่าเบาๆ อีกพักใหญ่ ก่อนจะเก็บโต๊ะกลับไปด้วยความรู้สึกทั้งอิ่มเอมใจและเจ็บใจ

พอป้าเซี่ยเดินลับไป เซี่ยหลิงซินถึงค่อยๆ มุดออกมาจากมุมมืด

ที่แท้ก็เซ่นไหว้สามีที่ตายนี่เอง

มองเงาหลังอุ้ยอ้ายของป้าเซี่ยที่เดินกลับไป เซี่ยหลิงซินปาดเหงื่อด้วยความรู้สึกผิด แล้วย่องเบากลับเข้าห้องตัวเอง

นอนต่อด้วยความอิ่ม (และรู้สึกผิด)

เช้าวันรุ่งขึ้น เขารีบตื่นแต่เช้า อาศัยจังหวะที่ป้าเซี่ยยังไม่ออกมารดน้ำต้นไม้ ชิ่งหนีออกจากบ้านทันที

มาถึงสำนักงานสิ่งแวดล้อม...

"ไป เดี๋ยวพาไปทำเรื่องเข้าทำงาน"

ซูหลีมารอเขาอยู่แล้ว พาไปเดินเรื่องเอกสาร มอบบัตรพนักงานและคู่มือการทำงานให้ เซี่ยหลิงซินก็ถือเป็นพนักงานของสำนักงานสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ

แน่นอน เป็นพนักงานชั่วคราวแบบทางการ

"นี่คือเซี่ยหลิงซิน เด็กใหม่เพิ่งมาวันนี้ น้องยังเด็ก ฝากทุกคนช่วยดูแลด้วยนะครับ"

ซูหลีพาเขาเดินแนะนำตัวในห้องทำงานที่แปะป้ายว่า "แผนกบรรยากาศ"

นี่เป็นแผนกที่ซูหลีและจินซู่สังกัดอยู่ แต่ตอนนี้จินซู่ไม่อยู่

คนในแผนกดูยุ่งวุ่นวาย เดินเข้าเดินออกกันขวักไขว่

แค่พยักหน้าหรือยิ้มให้เขานิดหน่อยพอเป็นพิธี

"แผนกบรรยากาศงานยุ่งที่สุดในสำนักงานแล้ว เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีใครไม่ชอบหน้าคุณหรอก อย่าคิดมาก"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 16 - เริ่มงานวันแรก

คัดลอกลิงก์แล้ว