- หน้าแรก
- อัจฉริยะยุคไซไฟ เกิดใหม่ไฉไลกว่าเดิม
- บทที่ 15 - อักขระเทพประทับกาย แบกขุนเขาเทียมฟ้า
บทที่ 15 - อักขระเทพประทับกาย แบกขุนเขาเทียมฟ้า
บทที่ 15 - อักขระเทพประทับกาย แบกขุนเขาเทียมฟ้า
บทที่ 15 - อักขระเทพประทับกาย แบกขุนเขาเทียมฟ้า
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
แผนภาพแบกขุนเขา... ทำไมถึงเรียกว่าแผนภาพแบกขุนเขา ไม่เรียกว่าแผนภาพลิงจอมซน?
เซี่ยหลิงซินเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว
มัดวานรแห่งใจ ล็อกหกจุดรั่วไหล
ใช้อายตนะหกชำระกาย หลอมมายาเป็นจริง
อักขระเทพประทับกาย แบกขุนเขาเทียมภูผา
ช่างลึกล้ำพิสดารจริงๆ
แค่วิชาปูพื้นฐาน ยังมีความมหัศจรรย์ขนาดนี้
สำนักบู๊ตึ๊งหนานเหอ อาจจะเจ๋งจริงอย่างเขาว่า
ดูจากสีหน้าของอาจารย์ไป๋กับอวิ๋นกุยแล้ว ดูเหมือนอักขระขุนเขาห้าตัวของเขาก็คงงั้นๆ ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น
แต่ก็น่าจะดีกว่าคนทั่วไปนิดหน่อยมั้ง?
หลังจากโดนผลการทดสอบรากฐานกระแทกหน้าเข้าไป เซี่ยหลิงซินเลยชักไม่มั่นใจในตัวเองเท่าไหร่
เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง ลุกขึ้นโค้งคำนับอย่างนอบน้อม "ขอบคุณอาจารย์ไป๋มากครับที่ช่วยคุ้มครองเมื่อครู่"
เสียงที่ดังขึ้นในหัวเมื่อกี้ กับเรี่ยวแรงที่จู่ๆ ก็กลับคืนมา ชัดเจนว่าอาจารย์ไป๋ใช้วิชาบางอย่างช่วยเขาไว้
ไม่อย่างนั้น เขาคงโดนเจ้าลิงจอมซนในจิตนาการเล่นงานจนบาดเจ็บไปแล้ว
อาจารย์ไป๋โบกมือ สั่งให้อวิ๋นกุยเข้าไปพยุง
"เป็นความสะเพร่าของฉันเอง ก็ต้องแก้ไขเอง จะมาขอบคุณทำไม"
ความจริงจะเรียกว่าสะเพร่าก็ไม่ถูกนัก
เป็นเพราะเซี่ยหลิงซินทำอะไรเหนือความคาดหมายเกินไปต่างหาก ใครจะไปคิดว่าเพิ่งเรียนครั้งแรก จะทำได้ถึงขั้นนี้?
อาจารย์ไป๋อ้าปากค้าง อยากจะเอ่ยปากถามเซี่ยหลิงซินใจจะขาดว่ายินดีจะมาฝากตัวเป็นศิษย์เขาอย่างเป็นทางการไหม
แต่พอนึกถึง "ท่านผู้นั้น" ที่สำนักงานสิ่งแวดล้อม คำพูดก็จุกอยู่ที่คอ
ในความคิดของเขา พรสวรรค์ระดับเซี่ยหลิงซิน มีหรือที่ท่านผู้นั้นจะไม่รู้?
ที่ส่งมาให้เขา ก็คงแค่อยากให้ช่วยปูพื้นฐานพาเข้าวงการเท่านั้นแหละ
ในอนาคต ท่านผู้นั้นคงลงมาฟูมฟักปั้นเด็กคนนี้ด้วยตัวเองแน่ๆ
ของดีหายากระดับนี้ ใครจะยอมปล่อยหลุดมือ?
นั่นมันสำนักงานสิ่งแวดล้อมเชียวนะ ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหลังหรือทรัพยากร สำนักบู๊ตึ๊งหนานเหอเทียบไม่ติดฝุ่น
แย่งไม่ได้ และไม่ควรแย่งด้วย
เดิมทีตั้งใจจะถามเรื่องการสร้างเทพวิญญาณ ก็เลยล้มเลิกไป
ในเมื่อแย่งไม่ได้ พูดมากไปก็รังแต่จะทำให้จิตใจว้าวุ่น ไม่พูดถึงเลยดีกว่า
หารู้ไม่ว่าที่เซี่ยหลิงซินมาโผล่ที่นี่ได้ เป็นเพราะความหน้าด้านบวกกับความบังเอิญที่ไปเจอคนเพี้ยนๆ อย่างจินซู่เข้าพอดี
เป็นผลลัพธ์ของคนบ้าสองคนที่โคจรมาเจอกันล้วนๆ
ถ้ารู้ความจริงข้อนี้ ต่อให้ต้องจับเซี่ยหลิงซินกดหัวโขกพื้น เขาก็จะบังคับให้กราบอาจารย์ให้ได้
"เพียงแต่ว่าเป็นแบบนี้ การฝึกของเธออาจจะยุ่งยากสักหน่อย"
อาจารย์ไป๋กล่าว "ท่าแบกขุนเขาใช้อายตนะหกชำระกาย กินพลังใจมหาศาล ถ้าค่อยเป็นค่อยไป ใช้วิชาเพ่งจิตขั้นพื้นฐานช่วยฟื้นฟูจิตใจ ก็พอจะถูไถไปได้"
"แต่เธอเล่นก้าวกระโดดขนาดนี้ แถมยังแบกอักขระขุนเขาตั้งห้าตัว วิชาพื้นฐานนั่นเอาไม่อยู่หรอก"
"โชคดีที่พื้นฐานจิตใจเธอดีอยู่แล้ว พอจะยื้อไปได้สักพัก"
"ก่อนหน้านี้ฉันบอกให้เธอหยุดฝึกวิชาพื้นฐานชั่วคราว แต่ดูทรงแล้วคงต้องกลับกัน ต้องรีบฝึกให้หนักกว่าเดิม"
"ถ้ามีทุนทรัพย์ ทางที่ดีควรใช้มุกสารวิญญาณกับธูปลมหายใจครรภะควบคู่ไปด้วย ถึงจะพอไล่ทันภาระจากการแบกภูเขาห้าลูกของเธอ"
"กลับไปแล้ว ลองไปคุยกับคนที่ส่งเธอมาเรียนดูนะ"
"ตอนนี้เธอเพ่งแผนภาพแบกขุนเขาสำเร็จแล้ว ภาพประทับอยู่ในใจแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาดูภาพจริงที่นี่ทุกวัน ถ้ามีคลาสเรียนฉันจะแจ้งไป"
โชคยังดีที่เด็กนี่สร้างเทพวิญญาณได้แล้ว พอจะทนรับภาระได้ระยะหนึ่ง แต่ก็ต้องรีบวางแผนรับมือ
หลังจากกำชับอีกไม่กี่คำ อาจารย์ไป๋ก็โบกมือไล่เซี่ยหลิงซินกลับไปอย่างหมดอารมณ์
เห็นสมบัติล้ำค่าอยู่ตรงหน้าแต่แตะต้องไม่ได้ มันช่างปวดใจเหลือเกิน
สู้ไม่เห็นเลยดีกว่า
ส่วนเรื่องที่เซี่ยหลิงซินฝึกเร็วเกินไปจนร่างกายรับไม่ไหว ถ้าเป็นแค่ตัวคนเดียวคงเป็นปัญหาใหญ่ แต่มีสำนักงานสิ่งแวดล้อมที่รวยล้นฟ้าหนุนหลังอยู่ เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย
เซี่ยหลิงซินไม่รู้เลยว่าอาจารย์คิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้น เขาเดินออกมาอย่างงงๆ
เดิมทีกะว่าจะหาจังหวะถามเรื่อง 'แบกขุนเขา' กับ 'แบกสายฟ้า' สักหน่อย
แต่นั่นน่าจะเป็นความลับของสำนักบู๊ตึ๊งหนานเหอ ขืนถามสุ่มสี่สุ่มห้าอาจโดนสงสัยได้ เอาไว้ก่อนดีกว่า
ส่วนเรื่องที่ว่าท่าแบกขุนเขากินพลังจิต จนวิชาพื้นฐานเอาไม่อยู่นั้น เซี่ยหลิงซินไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่
ไม่ใช่ไม่เชื่อนะ แต่เขาถือคติเรือถึงสะพานหัวเรือก็ตรงเอง
เรื่องบางเรื่อง ทำเต็มที่ก็พอ อะไรที่เหนือการควบคุม กลุ้มไปก็เท่านั้น
ทำตามหัวใจ ไม่ถามไถ่ทิศทาง
"เรียนเป็นไงบ้างจ๊ะ?"
ตอนเดินผ่านเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ พี่สาวพนักงานคนสวยก็ทักทายด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย
"ก็... พอได้ครับ"
เซี่ยหลิงซินเลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง เขาคิดว่าคำนี้แหละแม่นยำที่สุด
คนอื่นดูเหมือนจะเรียนไม่ทันเขา นั่นเป็นเพราะพวกเขาหัวช้า
ฉันฉลาดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่น่าเสียดายที่รากฐานห่วยแตก พอฝึกจริงๆ คงสู้พวกอัจฉริยะตัวจริงไม่ได้
งั้นก็ถือว่า "พอได้" ละกัน
แต่พี่สาวคนสวยดันเข้าใจว่าเขาคงเหมือนคนอื่นๆ ที่เดินคอตกออกมาด้วยความผิดหวัง เลยรีบปลอบใจ
"ตามไม่ทันก็ไม่เป็นไรจ้ะ วันแรกก็มาเปิดหูเปิดตาเฉยๆ อาจารย์ไป๋เป็นถึงปรมาจารย์ชื่อดังของเมืองเหลยโจว ขอแค่เราตั้งใจ ยังไงก็ได้วิชาติดตัวกลับไปแน่นอน"
"ขอบคุณครับพี่สาว! ผมจะพยายามครับ!"
เซี่ยหลิงซินพยักหน้าหงึกๆ
พี่สาวคนสวยยิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
น้องชายที่ทั้งหล่อทั้งว่าง่ายแบบนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ แล้วนะสมัยนี้
"พี่ชื่อเถียนเถียนเถียนนะจ๊ะ วันหลังมีอะไรให้ช่วยก็บอกได้เลย"
"ได้เลยครับ พี่เถียนเถียน"
เซี่ยหลิงซินยิ้มร่า "พี่เถียนเถียนครับ ทานข้าวยังครับ? ไปทานข้าวด้วยกันมั้ย ถือเป็นการขอบคุณที่พี่ให้กำลังใจ"
ดวงตาของเถียนเถียนเถียนโค้งเป็นสระอิ
เธอตอบตกลงคำเชิญอย่างไว
แหม ก็น้องชายน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ นั่งมองไปกินไปก็เจริญอาหารแล้ว
ถ้าเป็นคนอื่นมาขอเลี้ยงข้าว เธอไม่มีทางตกลงง่ายๆ หรอก
หนึ่งมื้ออาหารผ่านไป หลังจากแยกย้ายกับเซี่ยหลิงซิน เถียนเถียนเถียนก็กลับมาที่สโมสร นั่งเท้าคางที่เคาน์เตอร์ด้วยความอิ่มเอมใจ
จนกระทั่ง... สติเริ่มกลับมา
เอ๊ะ? เมื่อกี้เขาชวนเลี้ยงข้าวไม่ใช่เหรอ?
แล้วทำไมฉันเป็นคนจ่ายล่ะ?
ดวงตาพระจันทร์เสี้ยวเบิกโพลงด้วยความงุนงง
......
พี่เถียนเถียน ผมจะตอบแทนพี่แน่นอนครับ
ยามโพล้เพล้ เซี่ยหลิงซินขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันเก่งกลับมาที่หมู่บ้านเหลยกง พุงกางด้วยความอิ่มหนำสำราญ
วิชาเพ่งจิตขั้นพื้นฐานสูบเงินเก็บเขาไปเกลี้ยง
เงินสามล้านที่พี่สาวคนสวยให้มาก็เอาไปจ่ายค่าเทอมหมดแล้ว
ตอนนี้เขาเลยต้องเป็นนักล่าของฟรีไปโดยปริยาย
นอกจากอิ่มท้องแล้ว เซี่ยหลิงซินยังไม่วายวางแผนชั่วร้ายต่อ มื้อหน้าจะไปเกาะใครกินดีนะ?
เขาลูบท้อง ตัวเองเพิ่งกินมาจนพุงกางแท้ๆ ตอนนี้กลับแฟบลงซะแล้ว
คิ้วเข้มขมวดมุ่น
เคยได้ยินว่าผู้ฝึกตนกินจุ แต่ไม่คิดว่าแค่เพิ่งเริ่มฝึกท่าแบกขุนเขา ร่างกายจะเผาผลาญโหดขนาดนี้
ผีซ้ำด้ำพลอยจริงๆ
พรุ่งนี้ต้องเริ่มงานชั่วคราวที่สำนักงานสิ่งแวดล้อม รายได้น่าจะดีกว่าวิ่งส่งของเยอะ
แต่สำหรับการฝึกตน เงินแค่นี้คงเหมือนเอาเกลือไปถมทะเล แถมยังต้องประคองตัวให้รอดไปอีกทั้งเดือน
อย่าว่าแต่ทรัพยากรฝึกตนเลย ข้าวจะกรอกหม้อให้พอยังยาก
เขาเข็นรถไปจอดหน้าบ้านตาแก่หม่า ลากสายไฟที่ซ่อนไว้มุมกำแพงออกมา เรื่องกินเอาไว้ก่อน เรื่องชาร์จไฟสำคัญสุด
"เฮ้ย! ไอ้เด็กเวร!"
เสียงตวาดดังลั่น ทำเอาเซี่ยหลิงซินสะดุ้งโหยง
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
เสียงหัวเราะร่าดังตามมา ใบหน้ากลมๆ ใหญ่ๆ ของหม่าเฟยก็โผล่เข้ามาในครรลองสายตา
เซี่ยหลิงซินผลักหัวเพื่อนซี้อย่างหมั่นไส้ "ไอ้ลูกทรพี! คิดจะฆ่าพ่อชิงทรัพย์รึไง?"
หม่าเฟยทำท่า "โกรธจัด" สวนกลับ "อ้าวเฮ้ย? ไอ้ลูกเนรคุณ รู้มั้ยนี่ถิ่นใคร? ป๋าตัดไฟเอ็งได้ทุกเมื่อนะเว้ย!"
เซี่ยหลิงซินตอบเสียงเรียบ "เอาสิ เดี๋ยวฉันไปฟ้องตาแก่เซี่ย ว่าแกอยากเป็นพ่อฉัน"
หม่าเฟยหน้าถอดสี "พ่อจ๋า! ลูกผิดไปแล้ว!"
หม่าเฟยกับเซี่ยหลิงซินเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ประถม บังเอิญว่าพ่อของเซี่ยหลิงซินเป็นครูประจำชั้น ถึงจะผ่านมานานแล้ว แต่อิทธิพลมืดของครูเซี่ยยังคงตราตรึงใจ
"พี่น้องชาวบ้านโปรดทราบ! พี่น้องชาวบ้านโปรดทราบ!"
ขณะที่ทั้งสองกำลังหยอกล้อกัน รถตู้สภาพบุบๆ บู้บี้คันหนึ่งก็วิ่งผ่านตรอกมา พร้อมเสียงลำโพงแตกๆ ที่แหกปากยัดเยียดข้อมูลเข้าหูชาวบ้าน
"พรุ่งนี้หนึ่งทุ่มตรง! หมู่บ้านเหลยกงจะจัดการประชุมประชาคม!"
"สถานที่คือศาลบรรพชนตระกูลเซี่ย ย้ำ! ทุกคนต้องมา ทุกคนต้องมา!"
"พี่น้องชาวบ้านโปรดทราบ!..."
รถตู้แล่นห่างออกไป ชาวบ้านเริ่มจับกลุ่มคุยกันเสียงขรม ต่างพยายามสืบข่าวว่าเกิดเรื่องใหญ่โตอะไรขึ้น
[จบแล้ว]