เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26

บทที่ 26

บทที่ 26 เหตุไม่คาดฝัน (2) สวัสดีปีใหม่นะคะ


ด้วยจิตใจที่หนักอึ้ง หลินฮุยกลับบ้านไปบอกเล่าเรื่องราวให้ ท่านพ่อ และ ท่านแม่ทราบ จากนั้นในวันถัดมา เขาก็ไปยังสถานพยาบาลอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่พบผู้ใดอยู่ดี จึงจำต้องกลับไปยังวัดชิงเฟิงกวน

ก่อนออกเดินทาง เขาสอดเงินให้กับหมอยาคนหนึ่งในสถานพยาบาล ขอให้อีกฝ่าย หากมีข่าวใดเกี่ยวกับพี่สาว ให้รีบส่งสารไปแจ้งเขาที่วัดชิงเฟิงกวนทันที

จากนั้น เขาก็จัดเก็บสัมภาระ แล้วเดินทางกลับวัดชิงเฟิงกวน

ระหว่างนั้น เขาเคยไปตามหาสหายสองคนที่พี่สาวแนะนำไว้ ทว่าทั้งสองอาศัยอยู่ในเมืองชั้นใน แม้จะมีจุดติดต่อในเมืองชั้นนอก หลินฮุยก็ส่งสารไปแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบกลับมา

เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า คนทั้งสองอาจได้รับบาดเจ็บจากการถูกลอบทำร้ายในคืนนั้นเช่นกัน

เมื่อกลับถึงวัดชิงเฟิงกวน หลินฮุยพยายามอย่างเต็มที่ที่จะสงบจิตใจและดำเนินชีวิตที่ซ้ำซากจำเจด้วยการฝึกฝนกระบี่อย่างหนักต่อไป

ชั่วพริบตาเดียว หนึ่งเดือนก็ผ่านพ้นไป

อากาศเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างสมบูรณ์ เกล็ดหิมะละเอียดปลิวโปรยตามแรงลม หลังคาของวัดชิงเฟิงกวนถูกย้อมด้วยสีขาวบริสุทธิ์

ใกล้สิ้นปี เทศกาลเฉลิมฉลองประจำปี เทศกาลหยวนตง ก็กำลังจะเริ่มขึ้น

ชาวนครถูเย่ว์มีธรรมเนียมเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวในปลายปี และตั้งความหวังต่อปีถัดไป เทศกาลหยวนตงจึงถือกำเนิดขึ้นจากธรรมเนียมนี้

ภายในวัดก็เตรียมจัดการประลองภายในสำนักประจำปี เพื่อจัดลำดับศิษย์ และกำหนดรางวัลปีใหม่

อีกเพียงหนึ่งวัน ก็จะถึงวันสิ้นปีของเทศกาลหยวนตงแล้ว

หลินฮุยผลักประตูออกจากห้องพัก เห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังแขวนดอกกระดาษสีดำไว้ใต้ชายคาต่าง ๆ นั่นเป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่ใช้กันมากที่สุดในเทศกาล

ที่พักของเขาอยู่ฝั่งหนึ่งของลานหน้า เป็นห้องแถวข้างยาว ซึ่งมีศิษย์ลานหน้าอีกกว่าสิบคนอาศัยอยู่ร่วมกัน

ในเวลานี้ ศิษย์ลานหน้าคนอื่น ๆ ก็ทยอยออกจากห้องเช่นเดียวกับเขา เมื่อเห็นวัดเริ่มเตรียมการตกแต่ง สีหน้าของพวกเขาก็อ่อนโยนลง

หลินฮุยสังเกตเห็นว่า จากตรงนี้สามารถมองไปยังลานหน้าและด้านนอกของห้องโถงใหญ่ ที่ซึ่งมีศิษย์ลานหลังจำนวนไม่น้อยกำลังช่วยกันจัดเตรียมงาน

บรรดาเด็กวัดคอยชี้แนะจัดการ ส่วนนักพรตฝ่ายงานเบื้องหลังก็กำลังตั้งสิ่งที่คล้ายลานประลองขึ้นกลางลานหน้า

รั้วไม้หนาแข็งแรงถูกปักขึ้นเป็นแนว ๆ ผ้าใบสีเทาที่ใช้บังลม ฝน และหิมะ ก็ถูกขึงขึ้นเป็นผืน ๆ

หลินฮุยไม่เห็น หมิงเต๋อเต้าเหริน กับอีกสองคน เขาจึงเดินไปสองสามก้าว แล้วกวาดตามองรอบหนึ่ง ก่อนจะเห็นหมิงเต๋อกับหมิงเฉินนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงมุมหนึ่งของหลังคาวัด ถือถุงสุราดื่มพลางคุยโวกันอย่างออกรส

เขาส่ายหน้าอย่างจนใจ หิ้วกระบี่ในมือ เดินออกจากวัดไปยังมุมเงียบด้านนอก แล้วเริ่มฝึกกระบี่ประจำวัน

จนถึงวันนี้ การฝึกกระบี่สายลมเจ็ดท่อนของเขา ในด้านการชำระกายได้ยกระดับขึ้นถึงขั้นสี่แล้วทำให้เขาทัดเทียมกับหวงซานและคนอื่นๆ

และเมื่อเป็น กระบี่สายลมเจ็ดท่อนฉบับสมบูรณ์ ผลของการชำระกาย ย่อมแข็งแกร่งกว่าผู้อื่นอย่างไม่ต้องสงสัย หลินฮุยรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า การควบคุมกระบี่และความแม่นยำของตน กำลังเพิ่มพูนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติทีละน้อย

ในเวลาเดียวกัน การใช้วิชาตัวเบา ของเขาก็ชำนาญขึ้นเรื่อย ๆ โดยคงที่อยู่ที่ช่วงเวลาสองวินาทีระหว่างการใช้งาน ตราบใดที่รักษาระดับจังหวะนี้ไว้ได้ เขาก็สามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้อย่างไม่จำกัด

ส่วน พิษผนึก ก็ผสานเข้ากับกระบี่ได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น พิษผนึกออกฤทธิ์หนึ่งลมหายใจ เว้นสองลมหายใจ พอดีกับจังหวะของวิชาตัวเบาอย่างลงตัว ทำให้หลินฮุยสามารถหลอมรวมมันเข้ากับจังหวะการระเบิดพลังได้อย่างลื่นไหล

เขาตั้งชื่อกระบวนท่าที่เป็นการระเบิดพลังตัวเบาฉับพลันซ้อนพิษผนึก นี้ว่า “ลอบจู่โจม”

เหตุผลก็เพราะว่า เมื่อท่านี้ปะทุขึ้น ความเร็วจะสูงเสียจนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังมองไม่ทัน เงากระบี่พร่าเลือนจนไม่อาจจับทิศทางได้

ยืนอยู่ใต้ร่มไม้ ณ จุดเดิม หลินฮุยเริ่มฝึกกระบี่สายลมเจ็ดท่อนที่ใช้ในการชำระกายอย่างช้า ๆ

เขาทำซ้ำสิบครั้งอย่างสมบูรณ์แบบ การชำระกายจบลง จากนั้นจึงต่อด้วย กระบี่สายลมเก้าท่อน ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด รอบกายของเขาก็มีศิษย์หนุ่มหลายคนมายืนล้อมดูอยู่ไม่ไกล

พวกเขาถูกท่วงท่ากระบี่ที่สมบูรณ์แบบของหลินฮุยดึงดูด จนอดหยุดยืนชมไม่ได้

“ศิษย์พี่ท่านนี้ กระบี่ดูงดงามกว่าศิษย์พี่ลานหน้าคนอื่น ๆ มากเลยนะ”

“จริงด้วย รู้สึกว่าแม่นยำกว่า ทุกการเคลื่อนไหวดูสมเหตุสมผล”

“ข้าก็รู้สึกแบบนั้น ดูมั่นคง แม่นยำ ไม่มีช่องโหว่แม้แต่น้อย”

“มีใครรู้ไหมว่าศิษย์พี่ผู้นี้ชื่ออะไร?”

“คือศิษย์พี่หลินฮุย ที่เพิ่งเลื่อนขั้นมาไม่กี่เดือนก่อน ข้าเคยรู้จักกับเฉินจื้อเซิน เขาสนิทกับหลินฮุย เขาเคยเล่าให้ฟัง”

“ศิษย์พี่หลินฮุยเพิ่งเลื่อนขั้นไม่ใช่หรือ แล้วหตุใด...”

“ชู่ เขาเก็บกระบี่แล้ว อย่าพูดถึงคนอื่นต่อหน้าเขา”

หลินฮุยเก็บกระบี่อย่างช้า ๆ ไม่ใช่เพราะถูกรบกวน ิพราะด้วยสมาธิในตอนนี้ เสียงแค่นี้ไม่อาจสั่นคลอนเขาได้เลย เหตุผลที่แท้จริงคือ เขามองเห็น คนสองคน ที่กำลังเดินเข้ามาทางนี้จากระยะไกล

หนึ่งคนสูง หนึ่งคนเตี้ย คนที่สูงกว่าไม่ใช่ใครอื่น เขาคือ เฉินจื้อเซิน ที่ไม่ได้พบกันมานาน

เขาจูงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายตนอยู่หลายส่วน เดินมาทางหลินฮุยอย่างรวดเร็ว

ยังห่างกันกว่าสิบเมตร เฉินจื้อเซินก็โบกมือทักเสียงดัง พร้อมรอยยิ้มเต็มหน้า

“อาฮุย! ดูท่าจะสบายดีนะ คิดถึงข้าบ้างหรือเปล่า?”

สีหน้าหลินฮุยแปลกไปเล็กน้อย เขารู้สึกได้ชัดว่าอีกฝ่ายใช้ชีวิตดีขึ้นมาก เฉินจื้อเซินในอดีตที่หม่นหมองทั้งวัน ไม่มีทางพูดจาเช่นนี้แน่

“คิดถึงเจ้าบ้าอะไร เจ้าไปกินอาหารแล้วพองลมหรือไง เหตุใดถึงอ้วนขึ้นเร็วขนาดนี้?”

เขาเห็นชัดว่าคางของอีกฝ่ายแทบจะมีชั้นสองแล้ว เนื้อทั้งตัวเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสามสิบชั่งจากตอนออกจากวัดชิงเฟิงกวน

“พูดจาแบบนี้ได้อย่างไร” เฉินจื้อเซินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะ “ก็เพราะสวัสดิการที่ศิษย์พี่จ้าวให้มันดี วัน ๆ ก็ไม่ค่อยมีงาน ดื่มสุรานิดหน่อย ไปเล่นลูกเต๋าบ้าง ออกภารกิจเป็นครั้งคราว ชีวิตสบายจะตาย”

“แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่?” หลินฮุยจนใจ แค่ดูรูปร่างก็รู้แล้วว่า อีกฝ่ายต้องละเลยการฝึกกระบี่ไปมากเพียงใด

“ก็หลานชายข้าเอง จ่ายเงินเข้ามาเรียนที่วัด ข้าเลยพามาให้เจ้าช่วยดูหน่อย ถือว่าช่วยข้า หากมีเรื่องจำเป็นจริง ๆ เจ้าช่วยดูแลให้หน่อยได้หรือไม่?”

พูดจบ เฉินจื้อเซินก็สะบัดมือ โยนธนบัตรเงินออกมาอย่างชำนาญ

หลินฮุยเอื้อมมือรับอย่างแม่นยำ เหลือบมองแล้วเห็นว่าเป็นเงินหนึ่งพันเหรียญ

“ก็ได้ ถือว่าราคามิตรภาพ แต่ถ้าไม่มีเรื่องสำคัญ ก็อย่ามารบกวนข้า”

เวลาเขาเองยังแทบไม่พอใช้ หากอีกฝ่ายมาด้วยเรื่องเล็กน้อย เขาย่อมไม่รับแน่

“แน่นอน แน่นอน” เฉินจื้อเซินยิ้มพลางพยักหน้า จากนั้นก็จูงเด็กหนุ่มเข้ามาใกล้อีกนิด ก่อนจะตบไปที่ท้ายทอยเด็กอย่างแรงหนึ่งที

“มา เรียกท่านลุงสิ ต่อไปเขาก็คือ ท่านลุงหลิน ของเจ้า หากอยู่ในวัดชิงเฟิงกวนแล้วเจอปัญหาจริง ๆ ติดต่อข้าไม่ได้ ก็ไปหาท่านลุงหลิน เข้าใจหรือไม่?” เฉินจื้อเซินกำชับ

“ท่านลุงหลิน สวัสดีขอรับ” เด็กหนุ่มยืนเก้ ๆ กัง ๆ สีหน้าซื่อ ๆ มีความซื่อตรงและความจริงใจแบบชาวบ้านชนบทอย่างชัดเจน

“อืม เจ้าชื่ออะไร เดี๋ยวข้าจะไปบอกกล่าวคนรู้จักให้” หลินฮุยพยักหน้า สีหน้าผ่อนคลายลง

“ชื่อ เฉินเจียหู่ ชื่อเล่น เสี่ยวหู่ เจ้าจะเรียกเขาว่า อาหู่ ก็ได้ ปกติให้เขาทำงานจิปาถะได้ตามสบาย เด็กคนนี้แรงดี ตั้งแต่บ้านมาก็เป็นคนขยัน งานหนักงานเบาล้วนทำได้ดี” เฉินจื้อเซินยิ้มพูด

“เช่นนั้นก็ดี ข้ากำลังขาดคนช่วยวิ่งธุระอยู่พอดี” หลินฮุยยิ้ม พลางพยักหน้า

เมื่อมองอาหู่ หลินฮุยก็อดนึกถึง หลินหงเจิน พี่สาวไม่ได้ ก่อนหน้านี้ นางก็พาเขาไปพบสหายเช่นเดียวกัน ทว่าจนถึงบัดนี้ พี่สาวกลับยังไม่ฟื้นคืนสติ

ไม่กี่วันก่อน เขาเขียนจดหมายสอบถามไปยังท่านลุงใหญ่ คำตอบที่ได้คือ นางยังคงหมดสติอยู่ ทางนิกายได้ยุติการรักษาแล้ว และส่งตัวกลับบ้าน กล่าวกันว่า บาดแผลบนร่างกายของหลินหงเจินหายดีแล้ว แต่สมองได้รับแรงกระแทก ไม่รู้ว่าจะฟื้นขึ้นมาได้เมื่อใด

ฝั่ง นิกายซาเยว่ใช้ทรัพยากรและเงินทองไปไม่น้อย รักษาจนถึงขั้นนี้ ก็ถือว่าเต็มที่แล้ว

ต่อจากนี้จะฟื้นหรือไม่ ล้วนต้องพึ่งพาชะตาฟ้า

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ รอยยิ้มของหลินฮุยก็จางหายไปโดยไม่รู้ตัว ภาพความทรงจำในอดีตที่พี่สาวเคยดูแลเขาผุดขึ้นมา ทำให้ในใจรู้สึกอึดอัด

เฉินจื้อเซินเห็นสีหน้าของหลินฮุยเปลี่ยนไป รอยยิ้มจึงหายตาม เขาถามเสียงต่ำ

“เป็นเรื่องชิงโม่โหลวเมื่อเดือนก่อนใช่หรือไม่? ข้าก็ได้ยินข่าวมาแล้ว” หมู่บ้านซินอวี๋มีขนาดไม่ใหญ่ เรื่องของตระกูลหลินจึงแพร่กระจายไปทั่ว เฉินจื้อเซินที่คอยสนใจความเคลื่อนไหวของตระกูลหลิน แม้อยู่หมู่บ้านข้างเคียงก็ยังได้ยิน

“เรื่องนี้ ศิษย์พี่จ้าวก็พูดเหมือนกัน ว่าเป็นด่านเคราะห์ของตระกูลหลิน แต่พวกเจ้ากับตระกูลหลินสายหลัก ไม่ได้แยกขาดกันไปนานแล้วหรือ?”

“ผู้ที่บาดเจ็บ มีความสัมพันธ์ดีกับข้า” หลินฮุยตอบเพียงสั้น ๆ “เรื่องราวในโลกยากคาดเดา อย่าพูดถึงมันเลย อีกเดี๋ยวจะอยู่ดูการประลองหรือไม่?”

“การประลองใหญ่ประจำปีหรือ? แน่นอน ข้ามาเพราะเรื่องนี้โดยเฉพาะ” เฉินจื้อเซินหัวเราะ

“เมื่อครู่เจ้ายังบอกว่ามาเยี่ยมข้า พาหลานมาฝากตัวไม่ใช่หรือ?”

“คำพูดในการเข้าสังคม เจ้าแยกไม่ออกหรืออย่างไร?”

ทั้งสองหัวเราะขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเดินเคียงกันเข้าไปในห้องโถงใหญ่

ห้องโถงใหญ่ของวัดชิงเฟิงกวนกว้างขวางยิ่ง ขณะนี้มีศิษย์กำลังรับลงทะเบียนผู้มาชมการประลองจากภายนอก

ท่ามกลางฝูงชนที่ขวักไขว่ นอกจากศิษย์เก่าที่กลับมาแล้ว ยังมีญาติพี่น้อง และผู้ได้รับเชิญจากสำนักฝึกอื่น ๆ เพียงมองคร่าว ๆ จำนวนผู้คนก็ไม่น้อยกว่าร้อยคนแล้ว

หลังจากอยู่เป็นเพื่อนเฉินจื้อเซิน ลงทะเบียนเสร็จ อีกฝ่ายก็พาหลานชายไปไหว้ทักทายคนรู้จักคนอื่นต่อ ส่วนหลินฮุยกก็ลับห้องพัก ปรับสภาพร่างกายและจิตใจ รอเตรียมตัวเข้าสู่การประลองใหญ่

การประลองครั้งนี้ เขาบรรลุถึงชำระกายขั้นสี่แล้ว และตั้งใจจะเผยความสามารถออกมาเล็กน้อย เพื่อยกระดับสถานะของตนในวัดชิงเฟิงกวน

สำหรับเขา การซ่อนพลัง แค่ซ่อนไพ่ตายก็เพียงพอ พลังที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องปกปิด การแสดงออกให้เห็นชัด จะช่วยให้ได้รับทรัพยากรและการดูแลที่มากขึ้น แล้วจึงนำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้เติบโตต่อ เมื่อเติบโต ก็ยิ่งได้ทรัพยากรเพิ่ม วนซ้ำเช่นนี้ จนเกิดผลเหมือนก้อนหิมะกลิ้งพอกพูน นี่คือหนทางเติบโตที่รวดเร็วที่สุด

ขอเพียงไม่เด่นเกินไปก็พอ

ยามเช้า หลังการจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้น ศิษย์ทั้งหมดก็ถูกเรียกรวมตัว ทำพิธีคารวะบรรพาจารย์แห่งหอชิงเฟิงอย่างเป็นทางการ จุดธูปใหญ่ในกระถางยักษ์กลางลานฝึก เคาะฆ้องทองแดงที่ตั้งไว้โดยรอบ ท้ายที่สุด ก็จุดกองฟืนที่กองสุมอยู่นอกวัด เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า พร้อมกลุ่มควันหนาทึบ

บนลานที่เพิ่งสร้างเสร็จ เด็กวัดหญิงวัยรุ่นคนหนึ่ง สวมอาภรณ์นักพรตสีขาวสะอาด มัดผมเป็นจุกคู่สองข้าง มือถือดอกกระดาษสีดำ ขับร้องบทเพลงเฉลิมฉลองเทศกาลหยวนตงด้วยเสียงดังชัดเจน

เสียงร้องใสสะอาด บริสุทธิ์ราวกับชำระจิตใจผู้ฟัง เมื่อบทเพลงจบลง คณะการแสดงที่วัดเชิญมาก็ขึ้นลาน แสดงกายกรรมและการละเล่นต่าง ๆ เสียงฆ้องกลองดังสนั่น บรรยากาศคึกคักยิ่งนัก

ความครึกครื้นดำเนินไปกว่าหนึ่งชั่วยาม เมื่อถึงเที่ยงวัน จึงเริ่มเลี้ยงอาหาร ภายในลานฝึก โต๊ะเก้าอี้ถูกจัดล้อมรอบลาน สำรับอาหารถูกยกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

ศิษย์พี่ใหญ่เฉินซุ่ย ศิษย์พี่รองจ้าวเจียงอัน และ ศิษย์พี่หญิงใหญ่มู่เฉียวจือ ซึ่งไม่ได้พบกันมานาน ต่างก็ปรากฏตัวในงาน

เป่าฮ๋อเต้าเหรินถือสุรา เดินอวยพรปีใหม่แก่ทุกคน ผู้คนต่างคารวะกลับอย่างพร้อมเพรียง

หลังการกินดื่มผ่านไปจึงเข้าสู่การแสดงหลักของงาน การประลองใหญ่

ศิษย์วัดนามว่าฮุ่ยเซิน ขึ้นลาน อ่านกติกาการประลองอย่างละเอียด พร้อมประกาศว่า หลังการประลอง ยังจะมีการประลองแลกเปลี่ยนกับแขกจากสำนักฝึกอื่นด้วย

โต๊ะเก้าอี้รอบลานถูกยกออกอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยแท่นชมการประลองไม้ทรงขั้นบันได ถูกยกมาตั้งล้อมลานอย่างเป็นระเบียบ

ฝ่ายงานเบื้องหลังเตรียมชุดนักพรตสีขาวแบบเดียวกัน เป็นเครื่องแต่งกายมาตรฐานสำหรับการลงสนาม ศิษย์ลานหน้าทุกคนรับชุด แล้วแยกย้ายกันกลับไปเปลี่ยน  ผ่านไปกว่าสิบนาที การเตรียมงานทั้งหมดก็เสร็จสิ้น

เสียงฆ้องดังขึ้นหนึ่งครั้ง การประลองใหญ่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ หลินฮุยยืนอยู่ใต้ลาน กุมกระบี่ไว้ในมือ ในใจคำนวณอันดับที่ตนเองอาจทำได้ หากสามารถเบียดเข้าสิบอันดับแรก เขาก็จะได้รับงานและสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก

วัดชิงเฟิงกวนจะมอบทรัพยากรพิเศษให้ศิษย์ระดับสิบอันดับแรก เงินสนับสนุนรายเดือนก็ไม่น้อยเลย ตามหลักแล้ว สิบอันดับแรก คือภาพลักษณ์ของวัดชิงเฟิงกวน เป็นผู้ที่ต้องออกไปแลกเปลี่ยนประลองกับสำนักฝึกอื่นอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องทุ่มทรัพยากรบ่มเพาะอย่างเต็มที่

และการเป็นหนึ่งในสิบอันดับแรก ยังหมายถึงการก้าวพ้นจากขอบเขตของศิษย์ทั่วไป มีศักยภาพจะฝึก กระบี่ชิงเฟิง และก้าวสู่ ชำระกายขั้นเก้า ในอนาคต

ชำระกายขั้นเก้า หากก้าวต่อไปอีกเพียงขั้นเดียว ก็จะเป็นระดับเดียวกับนักพรตสาย “หมิง” ผู้มีชื่อเสียง

ระดับนี้ แม้แต่ยอดฝีมือของสามเมืองชั้นใน ก็ยังต้องปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง เพราะถือว่าเป็นพลังในระดับเดียวกันแล้ว

แท้จริงแล้วหลินฮุยเคยถามหมิงเต๋อเต้าเหริน เกี่ยวกับระดับที่สูงกว่าชำระกายขั้นเก้า

คำตอบของหมิงเต๋อนั้นเรียบง่ายยิ่ง “จากภายนอกสู่ภายใน ก่อกำเนิดพลังเร้นภายใน”

เป้าหมายระยะใกล้ของหลินฮุย จึงถูกกำหนดไว้ที่ ขอบเขตพลังภายใน เขาเชื่อว่า เมื่อถึงระดับนั้น อย่างน้อยก็จะมีพลังพอสำหรับปกป้องตนเองได้บ้างแล้ว

จบบทที่ บทที่ 26

คัดลอกลิงก์แล้ว