เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 คุณชาย

บทที่ 22 คุณชาย

บทที่ 22 คุณชาย


นี่ไม่ใช่การฆ่าเวลาอย่างไร้สาระ หากแต่เป็นการฝึกซ้อมและทดสอบอย่างแท้จริง ในชั่วขณะก่อนที่นิ้วจะดีดออก หลินฮุยจะเปิดใช้วิชาตัวเบา ในพริบตา แล้วปิดลงทันทีหลังดีดเสร็จ

นี่คือแนวคิดการฝึกของเขา หากวิชาตัวเบาสิ้นเปลืองกำลังร่างกายมาก เช่นนั้นก็แยกมันออกเป็นช่วงสั้น ๆ จำนวนมากเสียเลย ใช้เฉพาะยามจำเป็น เปิดเพียงชั่วพริบตา ขอแค่ให้ได้ผลในจังหวะสำคัญก็พอ

นี่คือความคิดของหลินฮุย และเขาก็ลงมือทำเช่นนั้นจริง ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นับว่ามีผลลัพธ์อยู่บ้าง

จากการทดสอบอย่างละเอียด หากเปิดวิชาตัวเบาต่อเนื่อง เขาสามารถใช้งานได้ราวหนึ่งชั่วยาม ก่อนที่กำลังกายจะร่อยหรอ และนี่เป็นกรณีที่ยังไม่ใช้กระบี่อย่างสุดกำลัง

หากเป็นการต่อสู้เต็มที่ การสิ้นเปลืองย่อมมากกว่า เวลาใช้งานอาจหดเหลือเพียงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ

ทว่า เมื่อปรับวิธีใช้งานแล้ว ภายใต้ขีดจำกัดการควบคุม หลินฮุยสามารถแบ่งวิชาตัวเบา ออกเป็นช่วงสั้นจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ละช่วงยาวราวครึ่งถึงหนึ่งลมหายใจ นี่คือเวลาสูงสุดของการออกกระบวนท่า

เพียงเว้นช่วงสามลมหายใจหลังใช้งานแต่ละครั้ง กำลังกายก็จะฟื้นกลับอย่างรวดเร็ว วนซ้ำเช่นนี้ไปได้เรื่อย ๆ

ในทางทฤษฎี หากจัดจังหวะได้เหมาะสม เขาย่อมสามารถใช้วิชาตัวเบาได้ไม่รู้จบ นั่นหมายความว่า เขาสามารถรักษาความเร็วของกระบี่และการเคลื่อนไหวในระดับเดียวกับศิษย์พี่ใหญ่ได้อย่างต่อเนื่องเป็นช่วง ๆ

แน่นอน ในการต่อสู้จริง ไม่มีทางให้โจมตีแล้วหยุดพักเป็นจังหวะได้ ดังนั้นการนำไปใช้จริงยังต้องทดสอบต่อไป

ท้ายที่สุด หลินฮุยเห็นว่า การต่อสู้หนึ่งครั้งย่อมไม่ยืดเยื้อเกินไป ต่อให้กำลังสูสีกัน อย่างมากก็เพียงสิบกว่านาทีเท่านั้น

ในเวลาสิบกว่านาที วิชาตัวเบาย่อมสามารถรองรับได้ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างแน่นอน

รุ่งเช้าวันถัดมา

ศิษย์พี่ใหญ่ไม่มาจริงดังคาด ทั้งสี่แบ่งกลุ่มกันที่ศาลาน้ำชาในจุดพัก แล้วต่างแยกย้ายกันไปตรวจตราถนนของตน

หลินฮุยจับกลุ่มกับเฉินฉงตามที่ตกลงกันไว้

ยามเช้าแสงยังไม่สว่าง หมอกเพิ่งจาง ชาวบ้านรอบนอกที่ทำไร่สวนยังไม่ออกมา ผู้คนจึงเบาบาง

เฉินฉงเดินนำหน้า หาวไปเดินไป ลมพัดพากลิ่นแป้งหอมจาง ๆ จากกายเขาออกมา เห็นได้ชัดว่าคืนก่อนคงออกไปเที่ยวสำมะเลเทเมาอีกแล้ว

เขาไม่คิดจะสนทนากับหลินฮุย เพียงกวาดตามองร้านค้าสองข้างทาง

“ศิษย์พี่เฉิน หากแยกกันตรวจตราจะดีกว่าหรือไม่ จะได้ไม่ต้องฝืนใจกัน ท่านไม่สบายใจเมื่อเห็นข้า ข้าก็ไม่สบายใจเมื่อเห็นท่าน ต่างฝ่ายต่างลำบาก” หลินฮุยเอ่ยด้วยสีหน้าอ่อนโยน

“หึ ๆ ได้ ข้าก็อยากเดินคนเดียวมานานแล้ว มีเจ้าอยู่ข้างกายก็เกะกะอยู่บ้าง” เฉินฉงเหลือบมอง พลางเอ่ยถ้อยคำประชดประชัน

“เช่นนั้น แยกกันตรงทางแยกข้างหน้าเถิด” หลินฮุยชี้ไปข้างหน้า

“ดี”

ทั้งสองไม่พูดจากันอีก เดินไปได้ระยะหนึ่งก็แยกจากกันตามทางแยกอย่างเป็นธรรมชาติฃ

หลังแยกกันแล้ว หลินฮุยยังคงครุ่นคิดถึงกลไกของวิชาตัวเบา

เขาแวะซื้อแผ่นแป้งยัดใส้เนื้อจากร้านอาหารเช้าริมทาง กินไปเดินไปคิดไป

‘ก่อนเปิด ตัวเบา การรับรู้ของร่างกายข้าไม่มีความผิดปกติใด ๆ การทดสอบน้ำหนักก็ไม่เปลี่ยน แต่เมื่อเปิดใช้ น้ำหนักกลับลดลงไปไม่น้อย นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา หากเป็นการลดลงของน้ำหนักจริง ๆ’

‘พร้อมกันนั้น ความเร็วของการเคลื่อนไหว ความเร็วในการออกมือ แม้แต่การจับภาพการเคลื่อนไหวด้วยสายตา ก็ล้วนถูกเร่งขึ้น จากการทดสอบ ผลการเร่งโดยรวมอยู่ราวหกส่วนจากเดิม แต่เพราะปัจจัยต่าง ๆ ซ้อนทับกัน เมื่อระเบิดออกเต็มที่ ผลลัพธ์กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า’

ความเร็วการเคลื่อนไหว เมื่อรวมกับความเร็วในการชักกระบี่ ต่างถูกเสริมพลัง เมื่อซ้อนทับกันแล้วระเบิดออกมา นี่ไม่ใช่ผลของการบวกอย่างเรียบง่าย

‘เช่นนั้น ความเบาลงฉับพลันนี้ แท้จริงแล้วมันทำงานอย่างไร?’

หลินฮุยครุ่นคิด

ครานี้เขาเปิดใช้ ตัวเบา อีกครั้ง ตั้งใจรับรู้ให้ละเอียด

ความรู้สึกนั้นช่างประหลาดนัก ราวกับเนื้อหนังและกระดูกที่ประกอบเป็นร่าง ถูกทำให้กลวงเปล่าในพริบตา ประหนึ่งถูกแทนที่ชั่วคราวด้วยวัสดุที่เบากว่ามาก

‘มิใช่การดึงสสารออกไป หากคล้ายกับการเสริมแรงของสนามพลังมากกว่า ราวกับมีพลังเพิ่มเติมคอยช่วยยกน้ำหนักของร่างข้าขึ้นเล็กน้อย’

เขารับรู้ความแตกต่างอันละเอียดถี่ถ้วน

ขณะกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น พลันมีเสียงกรีดร้องดังมาจากย่านถนนไม่ไกลนัก

เขาขมวดคิ้ว หมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปตามทิศทางของเสียง ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็มาถึงจุดที่เสียงดังขึ้น

ที่นั่นเป็นบ้านหลังเล็กค่อนข้างเปลี่ยว ตัวบ้านสีหม่นเทา ผนังด้านนอกเต็มไปด้วยคราบเขม่าควัน รอบนอกล้อมด้วยลานเล็ก ๆ ที่กั้นด้วยไม้ไผ่อย่างง่าย

บัดนี้ ประตูไม้ไผ่เปิดอยู่ ประตูบ้านแง้มค้างไว้ ภายในนั้นมีแผ่นหลังที่หลินฮุยรู้สึกคุ้นตา กำลังกดร่างสตรีผิวขาวอกอวบผู้หนึ่งอยู่ใต้ร่าง มือฉีกกระชากอาภรณ์ของนาง

สตรีดิ้นรนอย่างรุนแรง ทว่าพละกำลังย่อมเทียบมิได้กับผู้ที่กดทับอยู่เหนือร่าง ทำได้เพียงร้องไห้กรีดร้องไม่หยุด

“ศิษย์พี่เฉิน” หลินฮุยมิได้คิดว่าตนเป็นคนดี หากเรื่องนี้ไม่เข้าตาเขา เขาคงปล่อยผ่านไป แต่เมื่อเห็นกับตา เขากลับทนดูต่อไปไม่ไหว “ท่านทำเช่นนี้ มันเกินไปแล้วกระมัง?”

เฉินฉงได้ยินเสียง ก็หันกลับมามองเขา

“ศิษย์น้องหลิน มิใช่ว่าเจ้าบอกให้แยกกันตรวจตราหรือ? ไฉนเล่า หรือเจ้าก็หมายตาสตรีผู้นี้? เอาเถิด รอข้าเสร็จก่อน แล้วให้เจ้าได้สุขบ้างเป็นไร”

ใบหน้าเขาแย้มยิ้มประหลาด ทว่าดวงตากลับฉายแววคุกคามอย่างชัดเจน

หลินฮุยเงียบงัน

เขาเกิดมาในตระกูลใหญ่ ตั้งแต่ลืมตาดูโลกก็อยู่ในตระกูลมั่งคั่ง บิดามีกำลังทรัพย์ คบหาผู้มีอำนาจ ยามเยาว์วัยผู้คนล้วนเรียกเขาว่า “คุณชาย

ที่ผ่านมา เขาเพียงได้ยินว่าผู้คนชั้นล่างใช้ชีวิตลำบากเพียงใด มิได้สัมผัสด้วยตนเอง แต่ครานี้ ไม่น่าแปลกใจแล้วว่าทำไมหลายครอบครัวจึงอยู่ต่อไม่ไหว ถึงกับสมัครขอเนื้อหมื่นพร เพื่อประทังชีวิต เมื่อเห็นสีหน้าที่ไร้ความเกรงกลัวใด ๆ ของเฉินฉง เขากลับเข้าใจขึ้นมาเล็กน้อย

“ศิษย์พี่เฉิน” หลินฮุยก้าวเข้าไปช้า ๆ “ขอให้เกียรติกันสักหน่อยได้หรือไม่ อย่าก่อเรื่องในยามที่ข้ากับท่านออกตรวจตราด้วยกัน”

“ให้เกียรติ?” เฉินฉงชะงักมือ ก่อนลุกขึ้นยืน หันหน้าเข้าหาหลินฮุย

“หลินฮุย ข้ารำคาญมาเจ้านานแล้วโว้ย!!”

มือเขาเผลอไปกำด้ามกระบี่โดยไม่รู้ตัว

“ก่อนหน้านี้ เรื่องของเฉินจื้อเซิน ข้าให้หน้าเจ้าแล้วหรือไม่? ข้าเห็นเจ้าเข้ามา ก็ถอยทันที! แล้วเจ้าเล่า? เจ้าให้หน้าข้าหรือไม่? เจ้านึกว่าตนเป็นใครกัน!? บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งซาเยว่หรือไร!? ใคร ๆ ต้องให้หน้าเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า!”

กระกระทำของเขาถูกขัดจังหวะ โลหิตพลันสูบฉีดจากท่อนล่างขึ้นสู่ศีรษะ เขาระเบิดอารมณ์ออกมาทันที

“ศิษย์พี่เฉิน” หลินฮุยกำด้ามกระบี่แน่น “ท่านเคยคิดหรือไม่ ก่อนหน้านี้ท่านตรวจตรากับผู้อื่นก็ไม่เกิดเรื่อง เหตุใดพอมาตรวจตรากับข้า กลับมีเรื่องขึ้นมาเช่นนี้ หากภายหลังข้าถูกสอบสวน ข้าจะวางตนอย่างไรเล่า?”

“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะวางตนอย่างไร! เจ้าแซ่หลิน ข้าจะนับถึงสาม หากเจ้ายังไม่ไสหัวไป อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี!” เฉินฉงชักกระบี่ออกมาเพียงรอยแยกหนึ่ง เสียงคำรามอัดแน่นด้วยความแค้น

“ศิษย์พี่ พวกเราออกมาทำงานด้วยกัน ทำไมเราถึงไม่เป็นมิตรและเข้ากันได้ดีเล่า?” หลินฮุยถอนหายใจ “เหตุใดต้องบีบให้เรื่องยุ่งยากเช่นนี้”

“เจ้าจะไปหรือไม่!?” เฉินฉงชักกระบี่ออกเต็มที่ พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“แค่กระบี่สายลมเก้าท่อนที่ยังฝึกไม่ครบ ก็กล้าแส่ยุ่งเรื่องคนอื่น! วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้รู้ว่าอะไรเรียกว่าแส่หาเรื่องตาย!”

“ศิษย์พี่ ท่านใจร้อนเกินไปแล้ว” หลินฮุยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เจ้ามาว่าข้าอย่างนั้นหรือ!” เฉินฉงระเบิดอารมณ์จนสิ้น

ฉับ! 

คมกระบี่แปรเป็นเส้นสีหม่น พุ่งตัดเข้าหาเอวของหลินฮุยอย่างฉับไว

การระเบิดความเร็วในครั้งนี้รุนแรงยิ่ง เป็นกระบี่สายลมเก้าท่อน ที่เน้นการปะทุพลังอย่างแท้จริง

เคร้ง!

หลินฮุยชักกระบี่ขึ้นรับ ปะทะได้อย่างแม่นยำ ขวางคมกระบี่ของอีกฝ่ายไว้พอดี

ทั้งสองต่างอาศัยความเร็วเข้าปะทะ แม้การเคลื่อนไหวของหลินฮุยจะช้ากว่าเล็กน้อย แต่กลับตามจังหวะของเฉินฉงได้อย่างหวุดหวิด

ทั้งที่ความเร็วร่างกายยังเป็นเพียงขั้นชำระกายระดับสอง ทว่า เวลาออกกระบี่ การถ่ายแรง และการแปรกระบวนท่าของหลินฮุย กลับแตกต่างจากยามประลองก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง ราวกับเป็นคนละคน

ยิ่งในยามนี้ ความเร็วของการเคลื่อนไหวและกระบี่ของเขาเพิ่มขึ้นไม่น้อย ชั่วขณะหนึ่งกลับสามารถยันเฉินฉงไว้ได้ ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจยึดความได้เปรียบ

หัวใจเฉินฉงสะเทือน เขาไม่เคยคาดคิดว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้

เขารู้สึกว่า กระบวนกระบี่เดียวกัน เมื่อเขาใช้กับเมื่อหลินฮุยใช้ กลับให้ผลลัพธ์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

“ศิษย์พี่ หยุดเถิด ตอนนี้ท่านผิดพลาด ไม่อาจเอาชนะข้าได้แล้ว สุราและกามได้กัดกร่อนร่างกายของท่าน จนพลังทั้งกายไม่อาจสำแดงได้ถึงครึ่งหนึ่ง” หลินฮุยต่อสู้ไป พลางถอนหายใจเกลี้ยกล่อม

จริงหรือ? หรือว่าข้าถูกสุราและกามกัดกร่อนจนกลวงเปล่าแล้วจริง ๆ?

คำพูดนั้นทำให้เฉินฉงเผลอเชื่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ไม่เช่นนั้นจะอธิบายได้อย่างไร ว่าเขา ศิษย์เก่าผู้ฝึกฝนมาหลายปี กลับกดศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเลื่อนขั้นไม่ได้

ในจังหวะนั้นเอง แววเงินวาบหนึ่งแล่นผ่านดวงตาเฉินฉง เขาเห็นชัดว่าแสงกระบี่ซึ่งเดิมอยู่ตรงหน้า พลันปรากฏขึ้นด้านขวาหลังมือของตน

การเปลี่ยนแปลงนี้รวดเร็วเกินไป จนเขาไม่อาจตั้งรับได้

ฉึก! 

เสียงเบา ๆ ดังขึ้น คมกระบี่แทงเข้าที่เอวของเฉินฉงอย่างมั่นคง กรีดเป็นแผลเลือดลึกพอสมควร

“ศิษย์พี่ เห็นหรือไม่ ท่านตาฝ้าขึ้นอีกแล้ว บัดนี้ท่านอ่อนแรงจนมองเงากระบี่ของข้าไม่ชัด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าแม้แต่ศิษย์ลานหลังก็อาจมิใช่คู่ต่อสู้ของท่าน” หลินฮุยถอนหายใจกล่าว

เฉินฉงหงายหลังทรุดนั่งลงกับพื้น เหงื่อเย็นชุ่มทั้งตัว กระบี่เมื่อครู่ทำให้เขาตกตะลึงจนพูดไม่ออก

‘หรือว่าข้า…สายตาฝ้าฟางถึงเพียงนี้แล้ว?’

‘เมื่อครู่แสงกระบี่ยังอยู่ด้านหน้า แค่พริบตาก็ไปโผล่ด้านข้าง…’

ความหนาวเย็นค่อย ๆ แผ่ซ่านขึ้นในใจเฉินฉง เขารู้ดีว่า หลินฮุยเป็นเพียงศิษย์น้องที่เพิ่งเลื่อนขั้น เป็นศิษย์ธรรมดาที่ฝึกกระบี่สายลมเจ็ดท่อน มานานกว่าปีเท่านั้น

เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมีความเร็วในการเปลี่ยนตำแหน่งเช่นนั้น ความเร็วระดับนั้น ต่อให้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ก็ต้องทุ่มสุดกำลัง จึงพอจะทำได้

หลินฮุย ศิษย์ธรรมดา ไม่มีทางทำได้เด็ดขาด

เมื่อตัดความเป็นไปได้อื่น ๆ ออกไป ก็เหลือเพียงข้อสรุปเดียว นั่นก็คือ…เขาตาฝ้าจริง ๆ

สุราและกาม ส่งผลเลวร้ายถึงขั้นนี้แล้วหรือ?

อาการบาดเจ็บของเฉินฉงนับเป็นเรื่องเล็ก เขารู้ดีว่าหลินฮุยเป็นคนยึดกฎระเบียบ ไม่มีทางลงมือกับเขาจริงจัง เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่หลินฮุยไม่กล้าทำอันใดกับเฉินจื้อเซิน

สิ่งที่ทำให้หัวใจเขาเย็นเฉียบอย่างแท้จริง คืออาการตาฝ้า และความเสื่อมถอยของความเร็วกระบี่

‘ข้า…อ่อนแอถึงเพียงนี้แล้วหรือ?’ แรงกำหนัดที่เดือดพล่านอยู่ก่อนหน้า ราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด ดับวูบลงในพริบตา

“ขะ…ข้า…” ริมฝีปากเฉินฉงสั่นระริก ทว่าไม่อาจเปล่งคำใดออกมาได้

“ศิษย์พี่ ข้าเพียงไม่อาจทนเห็นท่านอ่อนแอเช่นนี้ต่อไป อย่าได้ผิดซ้ำผิดซากอีกเลย สุราและกาม เปรียบดังพิษที่กัดกร่อนอวัยวะภายใน” หลินฮุยเอ่ยเตือนด้วยความจริงใจ

บัดนี้เฉินฉงแทบมั่นใจแล้วว่าตนเองอ่อนแอหนักหนา เขาไม่กล้าต่อปากต่อคำ เหงื่อแตกชุ่มทั้งกาย ลุกขึ้นแล้วก็วิ่งโซซัดโซเซ มือกุมเอวหนีออกไป

เขาต้องไปหาหมอเดี๋ยวนี้!

หลินฮุยอยู่กับสตรีที่อาภรณ์เปิดเผยครึ่งหนึ่ง เขามิได้มองนาง เพียงโบกมือเป็นสัญญาณให้นางปิดประตู จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปอย่างช้า ๆ

ส่วนว่าเฉินฉงจะยืนยันได้หรือไม่ว่าตนเองอ่อนแอ เขาเห็นว่า มีโอกาสสูง เพราะกระบี่เมื่อครู่ของเขาฟันลึกอยู่พอควร ปริมาณโลหิตที่ไหลออกมา เพียงพอจะทำให้เฉินฉงรู้สึกอ่อนแรงอย่างชัดเจน

ส่วนอาการตาฝ้าก่อนหน้านั้น แน่นอนว่าเป็นผลจากการที่เขาใช้วิชาตัวเบา ในชั่วพริบตา บวกกับภาพลักษณ์ปกติที่เขามักวางตนซื่อสัตย์สุจริต จึงหลอกสมองที่ผุพังเรียบง่ายของเฉินฉงได้สำเร็จในคราวเดียว

เมื่อออกจากลานบ้าน หลินฮุยก็ไม่ตรวจตราต่อ หากกลับไปยังจุดพัก รอคอยให้ผู้อื่นกลับมาอย่างสงบ เรื่องนี้ เขาจำเป็นต้องแจ้งให้ผู้อื่นทราบเสียก่อน

ระหว่างรอ เขาก็ทบทวนการปะทะสั้น ๆ เมื่อครู่อย่างละเอียด

ตั้งแต่ต้นจนจบ จังหวะของเฉินฉงล้วนอยู่ในการควบคุมของเขา

ยามอยู่ขั้นหนึ่ง เพียงเสริมวิชาตัวเบา เขาก็สามารถเร่งความเร็วได้ทัดเทียมศิษย์พี่ใหญ่ บัดนี้ก้าวสู่ขั้นสองแล้ว เมื่อเสริมพลังเข้าไป ความเร็วที่ปะทุออกมา ในความเห็นของเขาเอง น่าจะเหนือกว่าขีดจำกัดของศิษย์พี่ใหญ่เสียด้วยซ้ำ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ขณะนี้จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของเขา คือวิชากระบี่

กระบี่สายลมเก้าท่อน ยังไม่ชำนาญพอ ส่วน กระบี่ชิงเฟิง ก็ยังไม่ได้รับการถ่ายทอด

วิชากระบี่ทั้งสองชุดนี้ เป็นกระบวนกระบี่ที่ยิ่งความเร็วสูง พลังยิ่งรุนแรง สามารถดึงศักยภาพของความเร็วออกมาได้อย่างเต็มที่

หลินฮุยครุ่นคิดอยู่เสมอว่า การเสริมพลังจาก ตัวเบา เป็นความสามารถพิเศษที่เขาสังเกตแล้วพบว่า ไม่เหมือนผู้ใด เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และที่สำคัญ ไม่อาจอธิบายที่มาได้ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเปิดเผยมันได้ในตอนนี้

ยามใช้งาน จำต้องระมัดระวัง มิให้ผู้อื่นจับพิรุธได้ง่ายนัก รอจนวิชากระบี่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเสียก่อน ต่อไปภายหน้า เขาสามารถอ้างว่าเป็นเคล็ดวิชาที่ตนสร้างขึ้นเอง แล้วจึงใช้งานได้อย่างเปิดเผย

จบบทที่ บทที่ 22 คุณชาย

คัดลอกลิงก์แล้ว