- หน้าแรก
- โลกที่เสื่อมสลาย
- บทที่ 18 ความสัมพันธ์
บทที่ 18 ความสัมพันธ์
บทที่ 18 ความสัมพันธ์
หลินฮุยยังคงอยู่ในลานบ้านเพียงลำพัง มองท้องฟ้าที่มืดสลัวอยู่เงียบๆ ความรู้สึกสงบอย่างประหลาดแผ่ซ่านอยู่ในอก
ยังไม่ทันได้นั่งนาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เขาลุกขึ้นไปเปิดประตู
นอกประตูคือพี่หวงกับคนติดตามที่เพิ่งจากไปไม่นาน และยังมีหญิงร่างผอมบางใบหน้ามีแผลเป็นอีกคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย
“พี่หลิน นี่คือเงินค่าส่งส่วยก่อนหน้านี้ของบ้านพี่ คืนครบทุกเหรียญไม่มีขาด แล้วนี่ก็เป็นของขวัญเล็กๆ สำหรับขอโทษ พวกเราตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องชัดเจน ต้องขออภัยๆ” พี่หวงยื่นถุงเงินให้ ก่อนจะยื่นถุงส้มสุกสีทองมาอีกถุงหนึ่ง
ช่วงนี้ส้มสุกขาดตลาด ราคาก็แพงขึ้นไม่น้อย ถือเป็นผลไม้ราคาแพงทีเดียว
“อืม เงินข้ารับไว้ ส่วนส้มสุกนี่” หลินฮุยรับถุงเงินมา แต่ยังกล่าวไม่ทันจบ อีกฝ่ายก็ยัดถุงผลไม้ใส่มือเขาอย่างรวดเร็ว
“ต้องรับๆ เป็นพวกเราทำผิดกฎก่อน อันนี้เป็นของขอโทษ หวังว่าในสำนักพี่จะช่วยเป็นเกราะคุ้มครองด้วยนะ โปรดช่วยด้วย” พี่หวงพูดเสียงอ่อนน้อมจนเกือบเป็นกระซิบ
เขาก็เป็นเพียงสมาชิกชั้นล่างของสำนัก หากถูกพวกผู้ฝึกกายเล่นงานขึ้นมา วันไหนโดนซัดเข้าสักทีจนตายไป นั่นต่างหากถึงจะเรียกว่าโชคร้ายจริงๆ
เพราะส้มสุกถุงนี้ เขาเองก็เป็นคนควักเงินซื้อ จ่ายจากกระเป๋าตัวเอง และหลังจากนี้เกรงว่าจะต้องคอยดูแลบ้านหลินให้มากขึ้น เพื่อชดใช้ความผิดครั้งนี้
“ก็ได้ เรื่องนี้ข้าจะไม่พูดไปทั่ว ถือว่าจบกันเท่านี้” หลินฮุยรับส้มสุกมา “ยังมีอะไรอีกหรือไม่?”
“ไม่ ไม่มีแล้ว นี่คือน้องสาวข้า ต่อไปนางจะเดินตรวจตราแถวนี้ เลยพามาทำความรู้จักไว้หน่อย” พี่หวงตบบ่าอีกฝ่ายที่มีแผลเป็นเบาๆ พูดอย่างสุภาพเกรงใจ
“อืม ถ้าไม่มีอะไรก็กลับได้แล้ว ข้าไม่ไปส่งนะ” หลินฮุยไม่ได้อยากเสียเวลาคุยกับคนประเภทนี้ ถึงจะเข้าใจหนทางเอาชีวิตรอดของพวกเขา แต่พวกที่รังแกคนอ่อนแอแล้วกลับหัวหดเมื่อเจอคนแข็งแกร่งกว่า เขาเข้าใจ แต่ไม่อยากคบหาด้วย
“ได้ๆ งั้นพวกเราขอตัวก่อน” พี่หวงรีบพยักหน้า
ประตูบ้านถูกปิดลงอย่างแผ่วเบา
หลินฮุยถือถุงส้มสุกกับถุงเงิน หันกลับมา ก็เห็นมารดาเหยาซานยืนอยู่หน้าประตูห้องด้านใน มองมาทางเขา
เขายกถุงเงินและส้มสุกให้ดู
“ไม่เป็นไรแล้ว พวกมู่ฮวากงเอาเงินมาคืน แล้วก็มาขอโทษ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้ามารดาก็ผ่อนลงทันที สายตาหันไปมองถุงเงินและส้มสุกด้วยความประหลาดใจ
พวกมู่ฮวากงคืนเงินมาจริงๆ เมื่อนางได้เห็นของจริง จึงเข้าใจอย่างแท้จริงว่า การที่ลูกชายเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการนั้น มีผลต่อครอบครัวมากเพียงใด
มันไม่ใช่อะไรที่เลื่อนลอย แต่คือผลประโยชน์จริงๆ ที่เปลี่ยนเป็นเงิน เป็นทรัพย์ เป็นสิทธิ์ที่จับต้องได้
มองดูลูกชายหลินฮุยที่ยืนอยู่กลางลานบ้าน เหยาซานก็เพิ่งตระหนักขึ้นมาว่า ครอบครัวที่ก่อนหน้านี้ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยความช่วยเหลือจากสามีเพียงผู้เดียว ตอนนี้มีเสาค้ำยันแล้ว
เสาหลักเสานี้ แม้จะไม่ใหญ่โตนัก แต่กลับช่วยพยุงหลังคาบ้านที่เคยสั่นคลอนรอวันพังทลาย ให้ตั้งมั่นขึ้นมาได้อีกครั้ง ทำให้บ้านหลังนี้ยังคงเป็นที่กำบังลมฝนให้กับนางต่อไปได้
หลังจากอยู่บ้านครบสามวัน หลินฮุยก็ได้เจอคนของฟูอันด้วย ทางนั้นเองก็รู้จักกาลเทศะ ยอมคืนค่าส่งส่วยกลับมาครึ่งหนึ่ง เพราะไม่มีคนของวัดชิงเฟิงอยู่ การจะได้คืนครึ่งหนึ่งก็นับว่าดีมากแล้ว
เพียงเท่านี้ก็ทำให้บ้านมีเงินหมุนกลับมาไม่น้อย
เมื่อพ่อแม่มาส่งจนถึงหน้าประตูบ้าน หลินฮุยก็กลับเข้าสู่วัดชิงเฟิงอีกครั้ง ก่อนจะไปพบหมิงเต๋อเต้าเหริน
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อครั้งเขาเข้าวัดวันแรก ก็เป็นหมิงเต๋อเต้าเหรินที่จัดการทุกเรื่องให้เขา การชำระกายสำเร็จครั้งนี้ เขาย่อมต้องไปกราบพบตามธรรมเนียม
เรือนของหมิงเต๋อเต้าเหรินอยู่ส่วนด้านนอกของวัดชิงเฟิง เป็นเรือนเดี่ยวของเขาเอง เขาไม่พักภายในเขตวัด แต่เลือกปลูกเรือนติดกับกำแพงวัด เป็นลานเล็กๆ แยกออกมา
เมื่อหลินฮุยมาถึง เขาก็เห็นอีกฝ่ายกำลังกำข้าวสารแห้งโปรยให้ฝูงไก่ เหล่าไก่สีเหลืองอวบอ้วนจนเดินยังแทบจะโยกไปมา คล้ายก้อนกลมสีเหลืองหม่นกลิ้งอยู่ทั่วลาน
“ศิษย์หลินฮุย ขอคารวะท่านหมิงเต๋อเต้าเหริน” หลินฮุยยืนอยู่นอกรั้ว คำนับอย่างสุภาพ
“อ๋อ เป็นเจ้านี่เอง พ่อเจ้ายังสบายดีหรือไม่?” หมิงเต๋อเต้าเหรินโปรยข้าวเสร็จก็หันมามองเขา
“โอ้ ในที่สุดก็ผ่านการชำระกายแล้วหรือ? ดี ดีมาก” เขายิ้มกว้างอย่างพึงใจ
“เป็นเพราะบารมีของท่านอาจารย์ ข้าถึงได้มีโชคเล็กน้อยจนชำระกายได้สำเร็จ” หลินฮุยตอบเสียงหนักแน่น
“ด้วยอายุเท่านี้ ก็นับว่าไม่เลว แต่ช่องว่างที่แท้จริงจะกว้างขึ้นจากนี้ไป เจ้าคิดหรือยังว่าจะหาเงินด้วยวิธีไหน? อยู่ในวัดชิงเฟิงอย่างเดียว หาเงินไม่ได้มากหรอกนะ” หมิงเต๋อเต้าเหรินพูดพลางเดินเข้าบ้าน
“ยังไม่ได้คิดเลยครับ” หลินฮุยอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้า
หมิงเต๋อเต้าเหรินเปิดประตูให้เขาเข้ามา พลางพูดต่อ
“เจ้าผ่านการชำระกายได้ อย่างน้อยพ่อเจ้าก็โล่งใจไปหนึ่งเปลาะ เขาน่ะดื้อด้าน จะช่วยอะไรเขาก็ไม่ยอม ตอนนี้ก็ดี เจ้าก็พอมีประโยชน์กับที่บ้านบ้างแล้ว”
“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ช่วยดูแล” หลินฮุยค้อมศีรษะอย่างจริงใจ
คำพูดเพียงประโยคเดียว เขาก็รู้แล้วว่า หมิงเต๋อเต้าเหรินใส่ใจสถานการณ์ของครอบครัวเขาตลอดมา เพียงแต่บิดาของเขาไม่อยากสร้างภาระบุญคุณให้ใครเพิ่มเท่านั้น
“เกรงใจอะไรกัน พ่อเจ้าเองก็เคยช่วยข้าว้ไม่น้อย มานั่งก่อนสิ” หมิงเต๋อเต้าเหรินหยิบม้านั่งออกมาสองตัว แล้วนั่งลงตรงโต๊ะไม้ด้านใน
“ไหนๆ เจ้าก็ยังไม่ได้คิด งั้นให้ข้าจัดการให้ไหม?” เห็นได้ชัดว่าเขาคิดไว้ล่วงหน้าแล้ว
“เชิญท่านิาจารย์ โปรดชี้แนะ” หลินฮุยรีบตอบ
“เพราะเจ้ามีสัญญากับวัด จึงไม่สามารถไปทำงานอยู่ตามบ้านเรือนใหญ่ แต่ระหว่างวัดกับศาลเมืองในตัวหมู่บ้านนั้นมีความร่วมมือกัน ต้องการเรียกกำลังคนจากพวกเรา รวมกับสำนักอื่นๆ จัดตั้งหน่วยลาดตระเวนช่วยงานศาลเมือง ทำหน้าที่ออกตรวจ ปราบโจรผู้ร้าย รวมถึงต้อนรับสัตว์ร้ายจากหมอกลวงตาที่หลุดเข้ามาบ้าง แต่เรื่องหลังนี้พวกเจ้าทำแค่เป็นหูเป็นตาก็พอ ไม่ต้องกังวล”
หมิงเต๋อเต้าเหรินเว้นช่วงเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ
“งานนี้ถือว่าอยู่ภายใต้สัญญาของวัดเหมือนเดิม แต่ค่าตอบแทนนอกจากส่วนของวัดแล้ว ยังมีเงินเพิ่มให้อีกเดือนละหนึ่งหมื่นเต็มๆ ทั้งกินทั้งอยู่ฟรี สำคัญที่สุดคือ ผู้ฝึกยุทธ์อย่างพวกเรา จะขาดประสบการณ์จริงไม่ได้ ฝึกอยู่ในวัดอย่างเดียว ไม่มีวันกลายเป็นยอดฝีมือได้หรอก”
“ศิษย์ยินดีรับ!” หลินฮุยตอบโดยไม่ลังเล
ล้อเล่นสิ เงินของวัดยังได้เพิ่มอีกหนึ่งหมื่นต่อเดือน นี่มันงานทองชัดๆ ถึงจะมีความเสี่ยง แต่ตามที่หมิงเต๋อเต้าเหรินว่า หากคิดจะฝึกยุทธ์ สุดท้ายก็ต้องเจอการต่อสู้จริงอยู่ดี
“ดี งั้นเดี๋ยวข้าจะส่งชื่อเจ้าขึ้นไปให้ จากนี้เจ้าต้องฝึกกระบี่สายลมเก้าท่อนให้มากๆ นะ ออกไปข้างนอกต้องเจอการต่อสู้จริง อีกอย่าง…”
เขาลุกขึ้น เดินไปยังตู้ไม้ที่ตั้งอยู่มุมห้อง เปิดตู้ หยิบกระบี่สีเงินดำที่พันด้ามด้วยผ้ากันลื่น ความยาวเกินหนึ่งเมตรออกมา
“นี่ ข้าเตรียมไว้ให้เจ้า” เขาวางกระบี่ลงตรงหน้าหลินฮุย
“ของชั้นดีจากหอกว่างอวิ๋น ใช้อย่างระวังล่ะ เจ้าจะใช้มันได้อีกนาน จำไว้ว่าต้องดูแลและลับกระบี่เป็นประจำ”
“อันนี้…มันราคาแพงเกินไป!” หลินฮุยตกใจ อาวุธจริงนั้นราคาไม่ใช่น้อย แม้แต่ของโลหะชั้นล่างสุดก็ต้องหมื่นเงินขึ้นไป แล้วยิ่งนี่เป็นของจากหอกว่างอวิ๋น…
หอกว่างอวิ๋นเป็นร้านอาวุธชื่อดังของเมืองชั้นใน ของในร้านล้วนดีเยี่ยม ราคาก็พุ่งขึ้นตามกัน กระบี่เล่มนี้นับคร่าวๆ แล้ว เกรงว่าราคาจะทะลุหนึ่งแสนเงินแน่ๆ
เขารีบลุกขึ้น พยายามปฏิเสธ
“ใจร้อนทำไม ถือว่าให้เจ้ายืมไปก่อน หาเงินได้มากเมื่อไรค่อยคืน ข้าไม่คิดมากหรอก” หมิงเต๋อเต้าเหรินพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“พอแล้วอย่าพูดมาก กระบี่เล่มนี้อยู่กับข้าก็ไม่มีประโยชน์ สนิมกินเปล่าๆ เจ้ารับไปเสียเถอะ ถือว่าช่วยข้าดูแลด้วย บ้านหลังนี้นานๆ ไม่มีคนอยู่ก็ผุพังได้เหมือนกัน อย่าว่าแต่กระบี่เลย”
เขายื่นกระบี่คืนจนหลินฮุยต้องรับไป จากนั้นยังชี้แนะเคล็ดลับการฝึกกระบี่สายลมเก้าท่อนเพิ่มเติมให้เขาอีกหลายข้อ
ทั้งสองพูดคุยกันอยู่กว่าสิบกว่านาที หลินฮุยจึงลุกขึ้นขอตัวกลับ
จนกระทั่งหลินฮุยเดินลับไปไกลแล้ว ห้องนอนด้านในจึงมีร่างหญิงสาวผมยาวคนหนึ่งเดินออกมา
“ท่านพ่อ เรื่องเพียงบุญคุณเก่าเมื่อหลายปีก่อน ถึงกับต้องลงทุนขนาดนี้เลยหรือ? ไอ้หนุ่มนั่นก็ไม่ได้เป็นอัจฉริยะอะไร อนาคตไม่มีทางก้าวหน้าเท่าไร จะคุ้มเหรอคะ?”
เด็กสาวมีเค้าหน้าคล้ายหมิงเต๋อเต้าเหรินอยู่ห้าส่วน อีกห้าส่วนดูเหมือนจะมาจากมารดา หน้าตาสวยเด่น รูปร่างมีส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน ขายาวได้รูป แม้ชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนก็ปิดบังความงามของเรือนร่างไว้ไม่ได้
“เวยเวย เมื่อครั้งนั้นหลินชุ่นเหอช่วยข้าผ่านช่วงลำบากมาได้ ตอนนี้ข้าตอบแทนเขา เขาไม่ยอมรับ เช่นนั้นก็ต้องตอบแทนผ่านทางลูกชายเขา นี่คือสิ่งที่เขาอยากให้เป็นด้วย” หมิงเต๋อเต้าเหรินพูดอย่างสงบ
“แต่มันเกินไปจริงๆ นะคะ?” เวยเวยถอนใจ “นี่แทบจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย เหมือนโยนลงน้ำไปเฉยๆ”
“นี่คือหลักที่ข้ายึดถือ!” น้ำเสียงหมิงเต๋อเต้าเหรินสูงขึ้นเล็กน้อย “เวยเวย เจ้าต้องจำไว้ บนโลกนี้มีบางเรื่อง…ที่ไม่อาจตีค่าเป็นเงินได้”
“ค่ะๆ รู้แล้วค่ะ…” เวยเวยม้วนตาอย่างระอา แต่ก็ไม่พูดแย้งอีก
เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หมิงเต๋อเต้าเหรินช่วยเหลือคนอื่นจนกระทบครอบครัว แม้พวกนางจะพยายามห้ามหลายครั้ง ก็ไม่เคยได้ผลเลยสักครั้ง
….
หลินฮุยกลับถึงที่พัก เห็นว่ายังไม่มืดและหมอกยังไม่ขึ้น จึงหยิบกระบี่ไม้ตรงไปยังลานฝึกด้านหน้า วันนี้เขาตั้งใจจะเริ่มเรียนกระบี่สายลมเก้าท่อนอย่างจริงจัง ส่วนเลือดตราประทับนั้น ก็ได้เริ่มทำการวิวัฒนาการไข่แมลงที่ตายแล้วเรียบร้อยแล้ว
ทิศทางวิวัฒนาการคือ “พิษลายผนึก” ที่ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือน
แค่หนึ่งเดือน เขารอได้
เมื่อไปถึงลานฝึกด้านหน้า พื้นที่ทั้งหมดถูกแบ่งเป็นสิบส่วน ส่วนใหญ่มีคนใช้เต็มหมด มีเพียงพื้นที่ที่อยู่ใกล้ประตูหน้าเท่านั้นที่ยังว่างอยู่ อาจเพราะตรงนั้นมีคนเดินผ่านเข้าออกตลอดเวลา ทำให้ถูกรบกวนมากกว่าจุดอื่น
หลินฮุยถือกระบี่เดินไปยึดพื้นที่ว่างนั้น ตั้งหลักอยู่ตรงกลาง ก่อนจะค่อยๆ เริ่มฝึกกระบี่สายลมเจ็ดท่อน
ไม่ไกลด้านหลังเขา คือศิษย์พี่ใหญ่ เฉินซุ่ย ทางด้านข้าง อีกพื้นที่หนึ่ง คือหวงซานผู้เป็นอัจฉริยะ ทั้งสองดูเหมือนจะเริ่มฝึกมาได้พักใหญ่แล้ว
เมื่อเห็นหลินฮุยมาถึง เฉินซุ่ยก็ไม่ได้สนใจ ยังคงฝึกกระบี่ชิงเฟิงอย่างเคร่งครัด ทุกจังหวะล้วนแม่นยำ
แต่หวงซานกลับจำหลินฮุยได้ขึ้นมาเล็กน้อย ก็เพราะเมื่อครั้งนั้นนางถูกเฉินฉงลวนลามจับก้น และหลินฮุยเองก็มีเรื่องขัดแย้งกับเฉินฉงเพราะเพื่อนสนิทของตน
ตอนนั้นเหตุการณ์ของเฉินจื้อเซิน นางเห็นอยู่ไกลๆ ทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันเนื่องจากความขัดแย้งกับเฉินฉง
เวลานี้ เมื่อเห็นหลินฮุยเริ่มฝึกกระบี่สายลมเจ็ดท่อน มือเขาเปิดออกอย่างลื่นไหลราวสายน้ำพัดผ่าน มีความพลิ้วไหวที่บอกไม่ถูก
ดวงตาหวงซานสว่างขึ้นทันที ไม่รู้เพราะเหตุใด แต่นางกลับรู้สึกว่า หลินฮุยน่าจะฝึกได้ดีกว่านางเสียอีก
หลังดูต่ออีกครู่หนึ่ง นางก็เห็นหลินฮุยเดินไปหาหมิงซิ่วเต้าเหริน ผู้รับหน้าที่สอนประจำวัน เพื่อเรียนกระบี่สายลมเก้าท่อน
หลินฮุยเรียนท่อนแรกๆ ของกระบี่สายลมเก้าท่อนได้รวดเร็วมาก แต่เมื่อกลับมาฝึกซ้ำ ท่าทางกลับหมดความน่าประทับใจที่เคยมีกับเจ็ดท่อนก่อนหน้า กลายเป็นงุ่มง่ามราวเด็กหัดเต้นรำ
ไม่นานหวงซานก็หมดความสนใจ
วันเวลาผ่านไปทีละวัน
ไม่นาน หลินฮุยก็ได้รับตำแหน่ง “หน่วยลาดตระเวนของเมือง” ตามที่หมิงเต๋อเต้าเหรินบอกไว้ และผู้ที่ได้ไปลาดตระเวนในรอบนี้ นอกจากเขาแล้ว ยังมีอีกสี่คน
หนึ่งในนั้นคือหวงซาน อีกคนคือชิวอีเหริน รวมถึงเฉินฉง และคนสุดท้าย ผู้นำกลุ่มครั้งนี้ คือศิษย์พี่ใหญ่ เฉินซุ่ย
เห็นได้ชัดว่า กลุ่มนี้
ศิษย์พี่ใหญ่คือ “กำลังหลัก”
หวงซานกับชิวอีเหรินคือ “พรสวรรค์”
ส่วนเขากับเฉินฉง…ได้เข้ามาเพราะ “ความสัมพันธ์”
หลินฮุยเข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน
เพราะไร้พลังจากตราประทับเลือด กระบี่สายลมเก้าท่อนของเขาจึงคืบหน้าได้เชื่องช้ามาก
แต่เขาก็ไม่กระวนกระวายเลยแม้แต่น้อย
เพราะความเร็วในการชำระกายของเขา ทุกวัน เขาก็ผลักมันไปจนถึงขีดสุดเต็มที่ เขารู้สึกได้ว่าร่างกายของตนยิ่งยืดหยุ่นและกระฉับกระเฉงขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งก่อนออกเดินทางไปงาดตระเวนเพียงสองวัน หลินฮุยก็รอคอยผลพิเศษของตราประทับเลือดที่สอดรับกับกระบี่สายลมเจ็ดท่อน ถูกเปิดใช้งานสำเร็จ