เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 ความผิดหวัง

บทที่ 9 ความผิดหวัง

บทที่ 9 ความผิดหวัง


เรื่องของหวงซาน เป็นเพียงเหตุการณ์เล็กน้อยที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่นานก็ถูกลืมเลือนไป

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ล่วงเลยไปกว่าหนึ่งเดือน

ครั้งนี้ มีหลายคนสามารถฝึกกระบี่สายลมเจ็ดท่อนได้ครบทั้งชุด และบางคนถึงขั้นฝึกจุดลงแรงแปดตำแหน่งของท่าแรกได้สมบูรณ์แล้ว

ส่วนคนที่ทำไม่ได้ หลินฮุยมองเห็นกับตาว่า ศิษย์รุ่นเยาว์ของวัดบอกพวกเขาทีละคนให้กลับบ้านและไม่ต้องกลับมาอีก ซึ่งรวมถึงศิษย์ผอมแห้งผู้ซึ่งเคยโอ้อวดความรู้มากมายของเขา

หลังได้รับแจ้ง สีหน้าเขาซึ่งเดิมก็ไม่สู้ดี ยิ่งทรุดฮวบลงไปอีก เขาคงกลับไปใช้ชีวิตที่ยากลำบากที่สุด บางทีอาจต้องไปเป็นคนสำรวจเขตหมอกในระดับต่ำสุด หรือไม่ก็ทำงานสกปรกสุด ๆ บางทีอาจถึงขั้นต้องไปปลูกพืชอยู่ตามแนวเขตหมอก

หลังอยู่ร่วมกันมากว่าสามเดือน คนในห้องนอนรวมก็เริ่มมีความผูกพันกันอยู่บ้าง

เฉินจื้อเซินกับเพื่อนอีกสองสามคนช่วยกันไปส่งเขา ขากลับพวกเขายังคุยกันว่าถ้ามีโอกาสจะไปเยี่ยม แต่ทุกคนก็รู้ดีในใจว่า วันนั้นอาจไม่มีวันมาถึงเลย

หลินฮุยไม่ได้ไป เพราะนอกจากเฉินจื้อเซินแล้ว เขาก็แทบไม่สนิทกับใคร จึงเลือกไปซ้อมกระบี่ตามปกติที่ลานฝึกเก่าของตน

ตอนนี้หลินฮุยเข้าใจหน้าที่ของ ตราประทับเลือด อย่างถ่องแท้แล้ว ตรานี้จะช่วยให้เกิดการวิวัฒนาการขึ้นโดยอัตโนมัติ ขอเพียงเขาตัดสินใจเริ่มกระบวนการและยอมเสีย “พลังสะสม” กับ “เวลา” ไปตามที่กำหนด ก็จะได้ทักษะหรือพลังใหม่นั้นมาอย่างสมบูรณ์

สิ่งที่เขาต้องจ่าย ก็มีแค่แรงกายเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน และรอเวลาให้ผ่านไปเท่านั้น

เหมือนกับว่า ต่อให้เขาไม่ต้องฝึก ไม่ต้องเหนื่อย เพียงนอนนิ่ง ๆ ปล่อยให้เวลาผ่าน ก็สามารถค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้นได้เอง

แต่…

หลินฮุยคิดว่า ถึงจะนอนเฉย ๆ แล้วแข็งแกร่งขึ้นได้ก็เถอะ แต่เป้าหมายของการฝึกกระบี่ ไม่ได้มีแค่เรียนรู้กระบี่เท่านั้น ยังต้องสร้างความเคยชินของกล้ามเนื้อด้วย

เพียงแค่มีท่ากระบี่ที่วิวัฒนาการแล้วไม่เพียงพอ ต้องฝึกให้การจับกระบี่กลายเป็นสัญชาตญาณ และให้การเปลี่ยนท่าระหว่างกระบี่แต่ละจังหวะเป็นไปอย่างลื่นไหล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ตราประทับเลือดอาจไม่สามารถมอบให้เขาได้

ยิ่งไปกว่านั้น การออกแรงฝึกในแต่ละวันก็ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น

เขาเดาว่า เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ปริมาณพลังสะสมที่ต้องใช้ในการวิวัฒนาการครั้งต่อ ๆ ไปก็อาจลดลงด้วย

แล้วเวลาก็ผ่านไปอีกสองเดือน การวิวัฒนาการของท่าที่สอง “ร้อยหันพันใจ” ก็เสร็จอย่างสมบูรณ์แบบ

ขณะที่หลินฮุยอยู่ใต้ร่มไม้หน้าวัด ค่อย ๆ ปรับความคุ้นชินกับจุดลงแรงของท่านี้อยู่นั้น

จู่ ๆ ก็มีศิษย์ร่วมเรือนพักวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาเขา

“อาฮุย! อาเซินมีเรื่องแล้ว! รีบไปช่วยเร็ว!”

“หา?” หลินฮุยขมวดคิ้วทันที เมื่อจำได้ว่าเป็นคนห้องเดียวกัน เขาก็รีบวางกระบี่ไม้แล้วออกวิ่งตามไปทันที

“เกิดอะไรขึ้น!?” เขาถามระหว่างวิ่ง

“เฉินฉงมัน... มันขืนใจไป๋ฮวาแล้ว!” ศิษย์คนนั้นพูดพลางหอบหายใจ หน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ

หัวใจหลินฮุยกระตุกวูบ เขารู้ทันทีว่าเรื่องร้ายต้องเกิดขึ้นแน่

ทั้งสองวิ่งตรงไปยังลานหน้าวัด ยังไม่ทันถึง ก็ได้ยินเสียงตะโกนคำรามอย่างเดือดดาลของเฉินจื้อเซินดังลั่นมาแต่ไกล

“ข้าจะฆ่าเจ้า!!”

“ใจเย็นไว้!! อาเซิน!!”

“อย่าพุ่งไปนะ!!”

ศิษย์อีกหลายคนช่วยกันจับเฉินจื้อเซินไว้ เขาหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดปูดทั่วตัว ดิ้นพล่านราวกับวัวกระทิงพยายามจะพุ่งเข้าหาเฉินฉงที่ยืนอยู่ไม่ไกล

เฉินฉงยืนยิ้มเยาะเย้ยด้วยสีหน้าเย็นชา มองเฉินจื้อเซินดิ้นด้วยความสะใจ

ด้านหลังของลาน ลู่ไป๋ฮวายืนนิ่งอยู่ใต้ชายคา เงามืดบดบังครึ่งบนของใบหน้า เหลือให้เห็นเพียงคางขาวซีดกับริมฝีปากสั่นเทา

หลินฮุยชะงักฝีเท้า เขามองเห็นเฉินฉงหันมามองทางนี้ ยกมุมปากยิ้มเหยียด ก่อนจะเดินไปโอบเอวลู่ไป๋ฮวา แล้วพานางกับลูกน้องอีกสองสามคนเดินจากไปอย่างไม่สนใจใคร

“น่าเบื่อชะมัด คิดว่าจะกล้าพุ่งมาหา ข้าก็อุตส่าห์รอดู...” เฉินฉงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจากไปด้วยท่าทีอวดดี

คำพูดสุดท้ายก่อนจากไปนั้น ทำให้เฉินจื้อเซินราวกับถูกสายฟ้าฟาดทั่วร่าง

เขาชะงักนิ่งไปทั้งตัว ไม่ต้องให้ใครมาฉุดรั้งอีกต่อไป เพียงก้มหน้าแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น กัดริมฝีปากแน่นจนเลือดซึม มือกำหมัดจนเกิดเสียงดัง “กึก กึก

เวลาผ่านไปทีละวินาที บรรยากาศเงียบงัน

“เฮ้อ...”

ศิษย์คนหนึ่งที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ถอนหายใจ มองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันหลังเดินจากไป

สัญญาณนั้นเหมือนจุดให้คนอื่นเริ่มขยับ ศิษย์คนอื่น ๆ ก็ทยอยแยกย้ายกลับกันทีละคน

ไม่นาน ลานกว้างก็เหลือเพียงหลินฮุยกับเฉินจื้อเซินสองคน

ฝนเริ่มโปรยลงมาเม็ดเล็ก ๆ ก่อนจะหนาขึ้นเรื่อย ๆ

“กลับกันเถอะ” หลินฮุยเดินเข้าไป เอ่ยเสียงเรียบ “กลับไปพักก่อน”

ถ้าเฉินจื้อเซินพุ่งเข้าใส่จริง ๆ เขาอาจยังมีทางช่วยอะไรได้บ้าง แต่ตอนนี้…

ตุบ!

เฉินจื้อเซินทรุดลงคุกเข่ากับพื้น เสียงสะอื้นเบา ๆ ดังลอดจมูก “อาฮุย... ข้านี่มัน... ไร้ค่าใช่ไหม...”

“เจ้าก็มีพ่อแม่เหมือนกัน” หลินฮุยตอบเสียงเรียบ

เฉินจื้อเซินกลั้นเสียงสะอื้นไว้ ไม่พูดต่อ เขาอยากพุ่งเข้าไป อยากทำอะไรสักอย่าง... แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้

“ไปเถอะ” หลินฮุยพูดเบา ๆ “ก่อนจะมีพลังมากพอ การแก้แค้นมีแต่จะทำลายตัวเอง”

เขาเข้าไปพยุงเฉินจื้อเซินขึ้น ทั้งคู่เดินท่ามกลางสายฝนกลับไปยังห้องนอนรวม โดยไม่พูดอะไรอีก

เมื่อกลับถึงที่พัก หลินฮุยนอนมองเพดาน ครุ่นคิดเงียบ ๆ

‘เฉินจื้อเซินไม่ได้เป็นกรณีเดียว โลกนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ ผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่รอด ผู้อ่อนแอย่อมถูกเหยียบ เมื่อเจ้ายังไม่มีค่าพอให้ใครสนใจ เจ้าก็อาจอยู่ได้อย่างสงบ แต่ถ้าวันหนึ่งเจ้ามีของที่คนอื่นต้องการ...’

เสียงเฉินจื้อเซินดังขึ้นข้างกาย “อาฮุย... เจ้าคิดว่าอาฮวา... ทำไมถึงไม่ขัดขืน”

“บางที... นางอาจเข้าใจแล้ว” หลินฮุยตอบ “หรือบางที... นางอาจไม่สามารถทำอะไรได้เลย”

เฉินจื้อเซินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามเสียงสั่น “แล้ว... ต้องทำยังไง ถึงจะปกป้องคนที่เราอยากปกป้องได้?”

เขาหันหน้ามองหลินฮุย น้ำตาไหลเงียบ ๆ ไม่ขาดสาย

“เฉินฉงไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก” หลินฮุยพูดช้า ๆ “เจ้ารู้หรือยัง ว่าระดับของนักยุทธ์ในโลกนี้แบ่งกันอย่างไร?”

ไม่รอคำตอบ เขาพูดต่อ “อาจารย์หมิงซิ่วเคยบอกไว้ว่า ที่วัดชิงเฟิงแห่งนี้ เราฝึก ‘กระบี่สายลมชิงเฟิง’ เป็นหลัก กระบี่นี้เริ่มจากพื้นฐานคือ ‘กระบี่สายลมเจ็ดท่อน’ ใช้ต่อสู้จริงด้วย ‘กระบี่สายลมเก้าท่อน’ และเมื่อบรรลุขั้นสุดท้ายคือ ‘กระบี่ชิงเฟิง’ ก็จะถือว่าเป็นยอดฝีมือแห่งนครถูเย่ว์ นอกจากสามสำนักใหญ่ในเมืองชั้นกลางขึ้นไปแล้ว ก็มีเพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นที่เทียบได้”

นี่คือโลกจริง ไม่มีระบบระดับพลังอย่างในนิยาย การแบ่งชั้นของพลังถูกกำหนดโดยสำนักตนเอง

อย่างเช่นวัดชิงเฟิงแห่งนี้ กำหนดความแข็งแกร่งตามขั้นของวิชากระบี่ที่ฝึกสำเร็จ และจะวัดความสามารถภายนอกจากผลงานของครูอาจารย์ในอดีต

หัวหน้าวัด “เป่าฮ๋อเต้าเหริน” เคยใช้กระบี่พิฆาต “กระบี่สายลมสามจุด” เอาชนะเจ้าสำนักกระบี่หลายแห่งในเมืองชั้นใน แม้สุดท้ายจะแพ้ต่อเจ้าสำนักของสำนักเฟยอวิ๋น แต่ด้วยวิชาเบากายไร้เทียมทาน เขาก็สามารถถอยร่นออกมาได้โดยไม่บาดเจ็บ นั่นคือชื่อเสียงที่ภายนอกยังยกย่องอยู่จนทุกวันนี้

“ถ้าข้าฝึกกระบี่ชิงเฟิงจนสำเร็จ... จะเอาชนะเฉินฉงได้ไหม?” เฉินจื้อเซินถามเสียงแผ่ว

“อาจจะ” หลินฮุยตอบ “เฉินฉงก็เป็นแค่ลูกหลานห่าง ๆ ของตระกูลเฉินในเมือง มีคนอย่างเขาอยู่ไม่น้อยกว่าพันคน ถ้าเจ้าสามารถขึ้นถึงขั้นอาจารย์ในระดับชื่อ ‘หมิง’ ได้ ก็น่าจะกดเขาไว้ได้ เพราะขนาดเฉินฉงเองยังต้องทำท่าทางเคารพต่อพวกอาจารย์ในระดับนั้นอยู่เลย”

เฉินจื้อเซินเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยเสียงขาดห้วง “ตอนท้าย... เฉินฉงมองเจ้าครั้งหนึ่ง ข้ารู้ว่า... เขาไว้ชีวิตข้าเพราะเจ้า บุญคุณครั้งนี้... ข้าจะจำไว้”

หลินฮุยขมวดคิ้ว “เพราะข้า? เขาไม่น่ามีเหตุให้กลัวข้าเลยนี่?”

“เจ้าลืมไปเหรอ” เฉินจื้อเซินตอบเสียงแผ่ว “เจ้ามาจากตระกูลหลิน ตระกูลที่มีคนสามคนได้เข้าเมืองชั้นใน หนึ่งในนั้นเข้าสังกัดตระกูลเฉินสายหลัก อีกคนคือพี่สาวเจ้าที่เพิ่งได้รับ ‘การประทานพลัง’ จากนิกาย และกลายเป็นสาวกของนิกายซาเยว่ นั่นคือชนชั้นสูงของนิกายนั้นเลยนะ... พวกข้าอาจจะไม่ได้พูด แต่เราจำมันได้ขึ้นใจ ใครจะกล้าแตะต้องเจ้า...”

เขาพูดจบ เสียงก็เบาลงจนแทบกลืนหายไปในห้อง

“นี่แหละ... พลังของตระกูล”

หลินฮุยเงียบไป

ในหัวเขาผุดภาพของ “เฒ่าหลินเชาอี้” ผู้เป็นหัวหน้าตระกูล ปู่ของเขาเอง

เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงนอนหงายอยู่บนเตียงด้วยหัวใจที่สับสน ความทรงจำทั้งหมดในช่วงหลายเดือนนี้ไหลย้อนกลับมาทีละภาพ จนในที่สุดสติค่อย ๆ ดับวูบไปพร้อมกับการหลับใหล

….

รุ่งเช้าวันต่อมา

หมอกที่ปกคลุมทั่วภูเขาค่อย ๆ จางลง เสียงหัวเราะและพูดคุยดังขึ้นทั่ววัดชิงเฟิง

ในห้องนอนรวม ศิษย์หนุ่มทั้งหลายต่างตื่นกันพร้อมหน้า อารมณ์ดี ขณะกำลังจัดข้าวของเตรียมตัวกลับบ้าน

“วันนี้ได้กลับบ้านกันแล้ว เจ้าจะให้คนในบ้านมารับไหม?”

เฉินจื้อเซินถามขณะพับผ้าห่ม สีหน้าสงบนิ่งราวกับไม่เหลือร่องรอยของความโกรธหรือเจ็บปวดในวันก่อน

แต่หลินฮุยรู้ดี ความรู้สึกเหล่านั้น เขาเพียงซ่อนไว้ลึก ๆ เท่านั้น

“ไม่แน่ใจ ออกไปดูก่อนก็รู้เอง” หลินฮุยตอบเรียบ ๆ

“อาฮุย ถ้าเจ้ากลับทางเดียวกับข้า ไปด้วยกันไหม?”

ชายหนุ่มจากอีกฟากของห้องพูดเสียงดังด้วยความเป็นมิตร

“ขอบใจนะ แต่ไม่เป็นไร เจ้าไปก่อนเถอะ” หลินฮุยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงสุภาพ

เขาจัดข้าวของง่าย ๆ เสื้อผ้าที่ยังไม่ได้ซัก รองเท้าเก่าที่สึกจนขาด ถุงเท้าที่ขาด ถ้วยกระเบื้องบิ่นข้างหนึ่ง และไม้กระบี่ฝึกที่เขาถือไว้แทบไม่เคยวางจนขึ้นเงามัน

เมื่อเปิดประตูออกไป เขาเห็นนักพรตสองรูปกำลังคุมแถวตรวจรายชื่อศิษย์ก่อนออกจากประตู ต้องมีคนจากบ้านมารับถึงจะออกได้

เมื่อหลินฮุยเดินเข้าไป หลายคนก็รีบเข้ามาทักทายด้วยท่าทีเป็นมิตร

ในกลุ่มนั้นมีแม้แต่ลูกศิษย์จากกลุ่มของหวงซาน พวกที่ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยชายตามองเขา แต่หลังเหตุการณ์เฉินฉง ทุกคนเริ่มได้ยินข่าว “ความเปลี่ยนแปลงของตระกูลหลิน”

ตระกูลที่มีคนสามคนได้เข้าสู่เมืองชั้นใน แถมหนึ่งในนั้นยังเข้าร่วมสามสำนักใหญ่ อีกคนได้รับการประทานพลังของนิยายซาเยว่ กลายเป็นสาวกขั้นสูงสุดของนิกาย ชื่อเสียงเช่นนี้นับว่าไม่ธรรมดาเลย

ในเวลาไม่นาน “หลินฮุย” จากคนธรรมดาที่ไม่มีใครสนใจ ก็กลายเป็นคนที่มีแต่คนอยากผูกสัมพันธ์ด้วย พอ ๆ กับพวกศิษย์ที่มีพนสวรรค์อย่างหวงซาน

ไม่ไกลจากตรงนั้น “ชิวอีเหริน” อีกหนึ่งอัจฉริยะที่ขึ้นชื่อพอ ๆ กับหวงซาน ยืนอยู่ข้าง “อาจารย์พี่หญิงมู่เฉียวจือ” พลางมองภาพนั้นด้วยความสงสัย

“อาจารย์พี่ นิกายซาเยว่นี่มันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นเลยหรือ? แม้แต่พวกตระกูลเฉินก็ต้องเกรงใจ?”

มู่เฉียวจือตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “นิกายซาเยว่จะมอบการประทานพลังให้เฉพาะผู้ที่มีพรสวรรค์สูงสุด ทั้งอาณาจักรนี้มีเพียงไม่กี่พันคนเท่านั้นที่เคยได้รับ เมื่อได้รับแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาจะได้ออกไปเป็นผู้จัดการในแต่ละแคว้น อำนาจและฐานะไม่ต่างจากหัวหน้าวัดของเราเลย เจ้าคิดว่าแบบนั้นไม่ยิ่งใหญ่หรือ?”

นางพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย “การได้รับการประทานพลัง ก็เหมือน ‘ปลากระโดดข้ามประตูมังกร’ เปลี่ยนชะตาในพริบตา ร่างกายกลายเป็นทองแดงเหล็กกล้า อายุยืนยาวขึ้นมาก แถมข้าก็ได้ยินมาว่า หลินฮุยสนิทกับหลินหงเจินไม่น้อย ถ้าเป็นแบบนั้น ต่อให้เฉินฉงอยากเอาเรื่อง เขาก็ต้องโดนสั่งลงโทษแน่ เฉินฉงน่ะ ต่อให้ภายนอกจะดูดี แต่ในตระกูลเฉิน เขาก็เป็นแค่คนชายขอบที่มีนิสัยแย่ก็เลยระบายใส่คนอื่นเท่านั้น”

มู่เฉียวจือยืนสงบอยู่ท้ายแถวของศิษย์ มือทั้งสองไขว้หลัง มองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาสีฟ้าอ่อนที่ไร้ความรู้สึก

นางไม่ได้สวยจัดแบบชิวอีเหริน แต่ร่างกายที่ผ่านการฝึกกระบี่มายาวนานทำให้รูปร่างแข็งแรง ทรวงอกเต็มแน่น ขายาวเรียวได้สัดส่วน เสื้อคลุมสีฟ้าอ่อนรัดรูปขับให้นางดูราวกับเป็น “เสือสาว” ที่คล่องแคล่ว แข็งแกร่ง และเปี่ยมไปด้วยความงามที่สดใส

ชิวอีเหรินมองนางด้วยแววตาสนใจ “ถ้าอย่างนั้น... ในวัดของเรา ยังมีใครบ้างที่มีภูมิหลังระดับนั้นอีกหรือเปล่า? ข้าขออาจารย์พี่หญิงไขข้อสงสัยหน่อยได้ไหม?”

จบบทที่ บทที่ 9 ความผิดหวัง

คัดลอกลิงก์แล้ว