- หน้าแรก
- โลกที่เสื่อมสลาย
- บทที่ 8 ตัวแปร
บทที่ 8 ตัวแปร
บทที่ 8 ตัวแปร
กาลเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หลินฮุยยังคงฝึก “กระบี่สายลมเจ็ดท่อน” อย่างมีระเบียบทุกวันในวัดชิงเฟิงกวน ความชำนาญของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งพละกำลังและความเร็วในการตอบสนองก็พัฒนาไปพร้อมกันในระหว่างการฝึกอย่างต่อเนื่อง
แม้จะเคยสัญญากับพ่อแม่ว่าจะไม่ฝึกหักโหม แต่เมื่อได้เห็น “เขตหมอก” ด้วยตาตัวเอง เห็นเงาประหลาดที่พุ่งผ่านในชั่วพริบตา ความรู้สึกปลอดภัยที่เพิ่งเริ่มกลับมาก็สั่นคลอนไปอีกครั้ง
เขาลองจำลองในใจว่าถ้าเงานั่นพุ่งเข้ามาหาตัว เขาจะหลบได้ไหม ผลลัพธ์ของการจำลองทำให้เขามีแรงผลักดันในการฝึกหนักมากขึ้นไปอีก
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ นอกจากการฝึกของเขาจะค่อย ๆ ทำให้เข้าใจท่ากระบี่ได้มากขึ้นแล้ว การวิวัฒนาการของ “ตราประทับเลือด” ต่อท่าแรก เหินขึ้นมองไกล ก็ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
เช้าตรู่วันหนึ่ง ที่ลานฝึกหลังวัดชิงเฟิงกวน
เหล่าศิษย์แต่ละคนถือไม้ในมือ แยกย้ายหามุมว่าง ๆ เพื่อฝึกกระบี่ของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย
บางคนเห็นได้ชัดว่าท่าทางยังผิดอยู่เล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่ก็ดูคุ้นเคยดี ฝึกฝนวิชาดาบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเป็นการฝึกเพื่อสุขภาพ
หลินฮุยเลือกมุมหนึ่งใกล้เสาไม้ เขาถือไม้ในมือหมุนเป็นวง ฝึกท่า “เหินขึ้นมองไกล” ซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด
ตอนนั้นเอง เขารู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีลางสังหรณ์ในใจ
เวลาวิวัฒนาการของตราประทับเลือดใกล้จะมาถึงแล้ว เขาอดสงสัยไม่ได้ว่ามันจะแสดงผลอย่างไร จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบไหนกันแน่
ดูเหมือนว่ากระบวนการวิวัฒนาการนี้จะเป็นการกระตุ้นจากภายในร่างกาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยจนถึงขั้น “เปลี่ยนแปลงโดยสมบูรณ์”
ฟึ่บ
ไม้ในมือของเขาหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ความเร็วสูงจนตาแทบมองไม่ทัน แม้จะเป็นเพียงท่าแรก แต่การฝึกได้ระดับนี้อย่างแม่นยำไม่ผิดเพี้ยน มีน้อยคนในบรรดาศิษย์ทั้งหมดที่ทำได้
ท้องฟ้ายังสลัว เพิ่งเริ่มสว่าง ผู้คนส่วนใหญ่จมอยู่กับการฝึกของตัวเอง จึงไม่มีใครทันสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ตรงนี้
ผ่านไปเพียงสามนาที
ฉับ!
ไม้ในมือหลินฮุยหยุดกึก เขาค่อย ๆ ผ่อนแรง ยืนนิ่งอยู่กับที่ หายใจช้าและสม่ำเสมอ
ในจังหวะนั้นเอง ตราประทับเลือดบนหลังมือ ของเขาก็ส่องแสงขึ้นอีกครั้ง จากวงกลมกลับคืนเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดดังเดิม
ความรู้แจ้งและประสบการณ์การฟันดาบอันยากจะบรรยายหลั่งไหลเข้ามาในจิตใจของหลินฮุยอย่างรวดเร็ว
ร่างของหลินฮุยสะท้านไปทั้งตัว ก่อนจะเข้าสู่ภาวะห้วงนิมิตพิเศษ
ในหัวของเขา ปรากฏข้อมูลมากมายเกี่ยวกับท่า “เหินขึ้นมองไกล” ทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง วิธีปรับแต่ง และแนวทางปรับปรุงที่ละเอียดราวกับผ่านการทดลองมานับครั้งไม่ถ้วน
มันเหมือนกับว่า เขาใช้เวลาหลายปีลองผิดลองถูกจนทำให้ท่านี้ถึงขั้น “สมบูรณ์แบบ”
ไม่กี่อึดใจต่อมา
หลินฮุยค่อย ๆ ยกไม้ในมือขึ้นอีกครั้ง แกว่งออกไปเป็นเส้นโค้งงดงาม แล้วบิดลงต่ำก่อนจะเฉียงขึ้นสูงอีกครั้ง การก้าวเท้าและแรงหมุนล้วนสอดคล้องกันอย่างเป็นธรรมชาติ
“สำเร็จแล้ว...” เขาพึมพำในใจด้วยความมั่นใจอย่างบอกไม่ถูก
ท่าที่เขาเพิ่งใช้เมื่อครู่ แม้จะยังเป็น “เหินขึ้นมองไกล” แต่เป็นระดับที่ “สมบูรณ์แบบ” แล้ว จึงสมควรถูกเรียกว่า เหินขึ้นชมภูผา
และเมื่อเข้าใจท่านี้อย่างสมบูรณ์ เขาก็เริ่มมองเห็นเค้าลางของกระบี่สายลมท่าต่อ ๆ ไปมากขึ้นด้วย
‘“กระบี่สายลม” ที่แท้คือการเร่งพลังอย่างต่อเนื่อง ทั้งเจ็ดท่าแรกนั้นคือการเก็บแรงของกล้ามเนื้อเหมือนสปริง ถูกขึงให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งท่าสุดท้ายถึงจะเข้าสู่สภาพพร้อมปลดปล่อยพลัง แต่วิชานี้ยังไม่มีท่าปล่อยพลังจริง ๆ คงมีไว้ให้ใช้กับกระบี่อีกชุดหนึ่งต่างหาก...’
หลินฮุยคิดพลางรู้สึกถึงความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น
เมื่อมองย้อนกลับไปยังศิษย์คนอื่น ๆ ที่กำลังฝึกอยู่ เขากลับเห็นว่าทุกท่าของพวกเขาดูบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปหมด
“อาฮุย! ทำไมเจ้ามาซ่อนตัวฝึกอยู่ตรงนี้คนเดียว?” เสียงเรียกคุ้นหูดังมาจากด้านหลัง
เป็นเฉินจื้อเซิน
เขาหาวหวอด ๆ ถือไม้เดินเข้ามาช้า ๆ
“ฝึกกระบี่ทั้งที ทำไมไม่ชวนข้าล่ะ?”
เฉินจื้อเซินกับหลินฮุยมีระดับความก้าวหน้าใกล้เคียงกัน ซึ่งก็เป็นระดับเดียวกับศิษย์ส่วนใหญ่ในวัด ที่ยังอยู่ขั้นกลางของกระบี่สายลมเจ็ดท่อนนั่นเอง
วิชากระบี่ชุดนี้จัดอยู่ในประเภทวิชาฝึก ไม่ใช่วิชาต่อสู้ ภายในซ่อนวิธีใช้พลังที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญมากกว่าห้าสิบจุดบนร่างกาย
ถ้าผิดเพียงจุดเดียว พลังทั้งหมดก็จะสูญเปล่า แต่หากสามารถควบคุมจุดแรงทั้งห้าสิบจุดได้อย่างถูกต้องครบถ้วนเมื่อใด การหลอมร่างกายที่แท้จริงก็จะเริ่มขึ้นในตอนนั้นเอง
โดยทั่วไป ศิษย์ธรรมดาที่เริ่มจากศูนย์ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย สามปีขึ้นไป ถึงจะเข้าใจและควบคุมจุดแรงได้ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์
และนั่นยังเป็นแค่ความเข้าใจอย่างหยาบ ๆ เท่านั้น เวลาฝึกจริง หากฝึกได้สิบครั้ง แม้มีแค่ครั้งเดียวที่จุดแรงทั้งห้าสิบจุดถูกต้องหมด ก็ถือว่าโชคดีเหลือเกินแล้ว
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมศิษย์จำนวนมากสุดท้ายถึงถอดใจเลิกฝึกเงียบ ๆ เพราะถึงจะจำได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้อย่างเสถียรทุกครั้ง
หลินฮุยลองคำนวณเวลาฝึกของตัวเอง เมื่อรวมการฝึกหนักและพลังของ “ตราประทับเลือด” เขาคาดว่าใช้เวลาเพียง หนึ่งปี ก็จะสามารถฝึกได้จนสมบูรณ์แบบ
และตอนที่เขาฝึกเมื่อครู่ เขายังพบจุดที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่ง
หลังจากวิวัฒนาการท่า “เหินขึ้นชมภูผา” สำเร็จ ทุกครั้งที่เขาฝึกท่านี้ จะไม่มีความผิดพลาดแม้แต่น้อย ทุกการเคลื่อนไหวลื่นไหลราวสายน้ำ ไม่มีลังเล ไม่ต้องคิด ทุกอย่างเกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ
เขาเข้าใจได้ทันทีว่านั่นหมายถึงอะไร
“เมื่อคืนเจ้าหายไปไหนมา ทำไมดูไม่มีแรงเลย?” หลินฮุยเอ่ยถามเมื่อหันไปมองเฉินจื้อเซิน
“อย่าพูดเลย ข้าฝันทั้งคืน ฝันว่า...” หน้าของเฉินจื้อเซินขึ้นสีแดงจัด แต่ยังพูดไม่ทันจบ
“วิชากระบี่ของเจ้าเป็นยังไงบ้าง?” หลินฮุยกลอกตา เปลี่ยนเรื่องทันที
เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายช่วงนี้สนิทกับศิษย์หญิงคนใหม่ที่เพิ่งมา ทั้งสองช่วยกันทำโน่นนี่อยู่บ่อย ๆ จนเริ่มสนิทกันมากขึ้น
“ก็ดี ข้าว่าอีกไม่นานก็คงฝึกครบทุกท่า ส่วนเรื่องจุดลงแรง ข้าเริ่มจับแนวได้แล้ว เมื่อสองสามวันก่อนลองฝึกได้ตรงสี่จุดเลยนะ” พอเฉินจื้อเซินได้พูดถึงเรื่องฝึกกระบี่ สีหน้าก็จริงจังขึ้นมาทันที
“ก็นับว่าดีมากแล้ว” หลินฮุยพยักหน้า
“ดีอะไรกันล่ะ คนเก่งจริงต้องอย่างหวงซานกับชิวอีเหรินสิ คนหนึ่งใช้แค่สัปดาห์เดียว อีกคนใช้แค่สี่วันก็ฝึกครบทั้งชุดกระบี่เจ็ดท่อนแล้ว ไม่รู้สมองพวกนั้นสร้างมายังไงกัน” เฉินจื้อเซินถอนหายใจ
หลินฮุยเงียบไป
เขาเองก็เคยเห็นสองผู้มีพรสวรรค์ ที่เพิ่งเข้ามาฝึกใหม่พวกนั้น พวกเขาเพิ่งเข้าวัดเมื่อครึ่งเดือนก่อนเท่านั้น แต่กลับใช้เวลาไม่นานก็สามารถฝึกกระบี่เจ็ดท่อนจนสมบูรณ์ทุกท่า และจุดแรงถูกต้องมากกว่าร้อยละแปดสิบ น่ากลัวถึงขีดสุด
เมื่อเทียบกันแล้ว “ตราประทับเลือด” ของเขาดูช้าราวกับหอยทาก…
แต่เมื่อคิดอีกที เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ อย่างน้อยที่สุดข้อดีของตราประทับเลือดคือ เมื่อใดที่ทำได้ถูก มันจะถูกตลอดไป ความแม่นยำที่เขาเพิ่งทดลองเมื่อครู่ช่างสมบูรณ์แบบราวกับเครื่องจักร
แม้ช่วงแรกจะช้า แต่พอถึงจุดหนึ่ง เขาจะสามารถแซงพวกพวกนั้นได้แน่!
เขาปลอบใจตัวเองเช่นนั้น
หลังพูดคุยกันเล็กน้อย ทั้งสองก็เริ่มจับคู่ฝึกกระบี่ต่อ
นอกจากช่วงพักดื่มน้ำและเข้าห้องน้ำแล้ว ทั้งคู่แทบไม่ได้หยุดเลย
เวลาไม่นานก็ถึงเที่ยงวัน คนงานฝ่ายเสบียงยกถังไม้ใบใหญ่ขึ้นมา แจกอาหารให้ทุกคนตามลำดับ
ข้าวธัญพืชสีแดงเข้มหนาแน่น ซี่โครงหมูแดงชิ้นโต ผักป่าหลากสีเขียวเข้ม และเห็ดสีน้ำตาลหั่นบาง ๆ ต้มรวมกันเป็นซุป
ห้องอาหารอยู่ด้านข้าง มีเก้าอี้ไม้เรียงเป็นแถว ดูคล้ายโรงอาหารมหาวิทยาลัยในชาติก่อนของหลินฮุย
ชายหญิงในวัดทยอยเดินเข้ามานั่ง
ศิษย์หลายคนที่มีฐานะดีจะรวมกลุ่มกันรอบ ๆ พี่ใหญ่เฉินซุ่ยและพี่รองจ้าวเจียงอัน
ส่วนพี่หญิงใหญ่ มู่เฉี่ยวจือ ไม่ค่อยโผล่มามากนัก จะเห็นแค่บางครั้งเท่านั้น
นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มเล็ก ๆ ที่รวมตัวกันรอบสองผู้มีพรสวรรค์น้าใหม่ หวงซานและชิวอีเหริน
ศิษย์ที่เหลือก็นั่งกระจายกันไปเป็นกลุ่มเล็ก ๆ
คนตักอาหารจะถือทัพพีใหญ่เดินไปตามแถว เติมอาหารให้คนละหนึ่งชาม
หลินฮุยเคยนั่งกินกับเฉินจื้อเซินเป็นประจำ แต่วันนี้พอเขานั่งลงได้ไม่นาน ยังไม่ทันเรียกอีกฝ่าย ก็เห็นหมอนั่นเดินยิ้มหน้าบานไปนั่งกับสาวผมยาวประบ่าคนหนึ่ง ทั้งคู่หน้าแดงระเรื่อ ก้มคุยกันเสียงเบา ไม่รู้พูดเรื่องอะไรกันอยู่
“แค่ไม่กี่วันเอง...วิชากระบี่ยังไม่ทันฝึกดี ก็ยังมีอารมณ์ไปหวานใส่กันอีกหรือไง?” หลินฮุยได้แต่พูดไม่ออก
แม้จะพูดแบบนั้น แต่เฉินจื้อเซินก็ไม่ได้ปล่อยให้เรื่องพวกนี้มารบกวนมากนัก ช่วงที่ผ่านมาเขายังฝึกกระบี่ตรงตามเวลาและปริมาณที่กำหนด ไม่ได้ขาดตกบกพร่องเลยสักวัน
เมื่อไม่มีเพื่อนคุย หลินฮุยก็กินข้าวเร็วขึ้นกว่าปกติหลายเท่า อีกทั้งหลังจากที่เขาฝึกท่าแรก “เหินขึ้นชมภูผา” จนสมบูรณ์แบบแล้ว จุดลงแรงทั้งแปดตำแหน่งในท่านี้ก็สามารถฝึกได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติทุกครั้ง
สิ่งนี้ทำให้อารมณ์เขาดีขึ้นมาก กินข้าวชามใหญ่หมดรวดเดียว ซี่โครงหมูก็แทะไปเจ็ดแปดชิ้น ก่อนจะยอมควักเงินซื้อเพิ่มอีกชุดเพื่อกินต่อ
เขากำลังกินจานที่สองได้ราวเจ็ดแปดส่วน จู่ ๆ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่งของโรงอาหาร
ตามมาด้วยเสียงร้องเจ็บปวดของศิษย์คนหนึ่ง
หลินฮุยขมวดคิ้ว รีบเงยหน้ามองไปทางต้นเสียง เห็นมุมหนึ่งใกล้ถังอาหารมีคนสองกลุ่มเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด
หญิงสาวคนหนึ่งกำลังเอามือปิดสะโพก หน้าแดงจัด มองอีกฝ่ายอย่างโกรธจัด ส่วนชายร่างสูงที่ยืนตรงข้ามกลับหัวเราะพลางทำท่าบีบเค้นด้วยมือข้างหนึ่ง
ทั้งสองฝ่ายต่างด่าทอกันไปมา มีการผลักและปัดป้องจนวุ่นวายไปหมด
เพื่อไม่ให้โดนลูกหลง หลินฮุยรีบลุกขึ้นจากโต๊ะ ทิ้งอาหารแล้วถอยไปอยู่ไกล ๆ
เฉินจื้อเซินก็รีบพาสาวคนใหม่ของเขาหลบมาด้วยเช่นกัน
“หวงซานโดนไอ้บ้านั่นลวนลามน่ะ!” เฉินจื้อเซินพูดเสียงหนัก
“ใครกล้าทำแบบนั้นกับหวงซานได้? นางเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์นะ ครูฝึกยังจับตาดูอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?” สาวร่างบางถามเสียงเบา
“ชื่อเฉินฉง หมอนี่แหละ ตัวปัญหา มีผู้หญิงหน้าตาดีหลายคนในวัดนี้ที่โดนเขาลวนลามมาแล้ว พรสวรรค์จะสูงแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไรหรอก เมื่อเทียบกับตระกูลเฉินของเขา ถึงจะเป็นเพียงสาขาย่อย แต่ก็ยังนับว่าเป็นคนของตระกูลนั้นอยู่ดี” เฉินจื้อเซินขมวดคิ้วอธิบาย
พูดจบ เขาก็แนะนำให้หลินฮุยรู้จักหญิงสาวที่มาด้วย นางชื่อ ลู่ไป๋ฮวา เป็นบุตรสาวชาวสวนที่ปลูกสมุนไพร หน้าตาเรียบร้อยน่ามอง แม้รูปร่างจะผอมบางไปหน่อย แต่ดูท่าทางก็เข้ากับนิสัยของเฉินจื้อเซินได้ดี
“หวงซานอาจจะเสียเปรียบ แต่คนที่อยู่ข้างนางก็ไม่ใช่พวกธรรมดา ถ้ากล้าเผชิญหน้ากับเฉินฉงตรง ๆ ได้แบบนั้น ย่อมต้องมีอะไรให้พอพึ่งพาอยู่บ้าง เราอย่าเข้าไปยุ่งจะดีกว่า” เฉินจื้อเซินเตือนเสียงเบา
“แล้วไม่มีใครจัดการเขาเหรอ? วัดชิงเฟิงกวนไม่คิดจะลงโทษเฉินฉงบ้างหรือไง?” ลู่ไป๋ฮวาถามด้วยความไม่เข้าใจ
“จะทำได้ยังไง วัดชิงเฟิงกวนเองก็ไม่กล้าหาเรื่องตระกูลเฉินหรอก ทำอะไรไม่ได้จริง ๆ” เฉินจื้อเซินส่ายหน้า
“แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่มีพรสวรรค์หรือไม่มีพื้นเพล่ะ... จะเกิดอะไรขึ้น?” ลู่ไป๋ฮวาเสียงสั่น
เฉินจื้อเซินนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบเบา ๆ
“ก็ทำได้แค่หลบหนีเท่านั้น ข้าเคยได้ยินพี่ศิษย์คนหนึ่งเล่าว่า เมื่อสองปีก่อน มีศิษย์หญิงสองคนโดนเฉินฉงคุกคาม หลังกลับบ้านไป หนึ่งในนั้นรอดไปได้ ส่วนอีกคน... มีคนเห็นนางในละแวกบ้านเฉินฉง กลายเป็นคนเสียสติ เดินเพ้อคลั่งไปมา จนไม่เหลือเค้าเดิม...”
บรรยากาศรอบตัวพลันตึงเครียดขึ้นทันที
หลินฮุยเห็นแววตาของลู่ไป๋ฮวาแข็งเกร็งขึ้น สีหน้าซีดขาวชัดเจน นางกำลังหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่เป็นไรหรอก อย่ากังวลเลย ถ้าไม่อยากโดนพวกมันสังเกต ก็ทำตัวให้ดูโทรม ๆ หน่อย เฉินฉงมันไม่สนใจหรอก” เฉินจื้อเซินรีบปลอบ
หลินฮุยไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงถอนหายใจยาว ก่อนหันหลังเดินออกจากโรงอาหารเงียบ ๆ
กลับถึงห้องพักรวม เขาก็ทิ้งตัวลงบนเตียง แล้วจดจ่อความคิดทั้งหมดไปที่กระบี่สายลมเจ็ดท่อนท่าที่สอง “ร้อยหันพันวน”
[ร้อยหันพันวน]
[ท่าที่สองของกระบี่สายลมเจ็ดท่อน เป็นท่าฐานขั้นพื้น มีจุดลงแรง 8 จุด เมื่อฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์ จะช่วยเร่งการฝึกท่าที่หกให้เร็วขึ้น]
[สามารถวิวัฒนาการได้ 1 สาย]
[1.ร้อยหันพันใจ]
[ทรัพยากรที่ต้องใช้: กระบี่ไม้ 1 เล่ม, พลังงานสะสม 60 วัน]
[ระยะเวลาที่ใช้ในการวิวัฒนาการ: 2 เดือน]
เมื่อเลือก “ใช่” แล้ว หลินฮุยนึกย้อนไปถึงใบหน้าหวาดกลัวของเฉินจื้อเซินกับลู่ไป๋ฮวาในวันนี้ และภาพใบหน้าผอมยาวอันเย่อหยิ่งของเฉินฉงก็ลอยขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง
‘ดูเหมือนว่า... แค่หนีได้เร็ว มันคงไม่พอจริง ๆ...’
ถ้าเจอคนอย่างเฉินฉง ต่อให้หวงซานหนีรอดไปได้ นางก็ยังมีพ่อแม่และครอบครัวอยู่เบื้องหลัง สุดท้ายก็ไม่มีทางหลบหนีได้อย่างแท้จริง