- หน้าแรก
- โลกที่เสื่อมสลาย
- บทที่ 7 ความเปลี่ยนแปลง
บทที่ 7 ความเปลี่ยนแปลง
บทที่ 7 ความเปลี่ยนแปลง
ฟ้าเริ่มมืดลงทีละน้อย
หลินฮุยเก็บไม้ที่ใช้ฝึก ก่อนใช้ผ้าขนหนูซับเหงื่อบนใบหน้า แล้วก้าวเท้าเร็ว ๆ มุ่งไปทางห้องพักรวม
ห้องพักรวมนั้นตั้งอยู่ทางขวามือของลานฝึก ดูจากระยะไกลคล้ายท่อนไส้ใหญ่สีดำพาดอยู่บนพื้น
เส้นแบ่งที่พาดผ่านไส้ใหญ่ นั้นคือกำแพงที่แบ่งห้องย่อยออกเป็นห้อง ๆ แต่ละห้องสามารถนอนได้ราวสิบคน
หลินฮุยพักอยู่ในห้องด้านขวาสุด ซึ่งค่อนข้างสะอาดและอากาศถ่ายเทดี
เมื่อเขาผลักประตูเข้าไป ก็เหลือบตาเห็นยันต์หยกถูเย่ว์ที่แขวนอยู่บนผนัง ภายในห้อง คนอื่น ๆ กลับมากันหมดแล้ว สองคนกำลังเล่นไพ่ ส่วนที่เหลือก็นั่งเงียบ ๆ อยู่ในที่ของตน ฝึกท่าด้วยไม้สั้นในมือ สีหน้าเต็มไปด้วยความตั้งใจจริง
“อาฮุย กลับมาแล้วเหรอ?” เฉินจื้อเซินเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นเขาก็ลุกเดินเข้ามาใกล้ “ตอนบ่ายเจ้าไม่อยู่ มีคนพูดกันเรื่องที่พวกศิษย์อาวุโสจากวัดลากสัตว์ประหลาดกลับมาได้ตัวหนึ่ง เจ้าไม่เห็นหรอก น่ากลัวสุด ๆ เลยนะ ขนาดแขนมันข้างเดียว ยังยาวเท่าตัวคนเราเลย!”
เขาพูดอย่างตื่นเต้น ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงยังคุมความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่
เพราะสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองชั้นในแบบพวกเขา การได้เห็น “สัตว์ประหลาด” ตัวเป็น ๆ นั้นแทบจะเป็นเรื่องในตำนาน
สัตว์ประหลาดเหล่านั้น ตามคำเล่าขานมักอาศัยอยู่ในหมอกลวงตานอกเมือง เต็มไปด้วยความลึกลับเกินหยั่งรู้
มีเรื่องเล่าว่ามันทั้งโหดร้าย ป่าเถื่อน บ้าคลั่ง และยังมีพิษกับโรคร้ายที่ไม่อาจคาดเดาได้
หมอกหนาทึบได้แยกพวกมันออกจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง ราวกับเป็นสิ่งมีอยู่คนละโลก
“สัตว์ประหลาดงั้นเหรอ? ทั้งวันข้ามัวแต่ฝึกเลยไม่ได้สนใจอย่างอื่นเลย” หลินฮุยเองก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้
ตามจริงแล้ว เขาเติบโตในหมู่บ้านซินอวี๋ของเมืองชั้นนอก ก็ยังไม่เคยเห็นหน้าสัตว์ประหลาดจริง ๆ เหมือนกัน สัตว์พวกนั้นแทบไม่เคยบุกเข้ามาในเขตเมือง มักจะปรากฏเฉพาะในหมอกภายนอก และเล่นงานแต่พวกนักบุกเบิก พ่อค้า หรือคนส่งสารที่เดินทางข้ามเมืองเท่านั้น
ส่วนพวกนักบุกเบิกส่วนใหญ่ก็เป็นนักโทษที่ทำความผิดร้ายแรงถึงขั้นถูกตัดสินประหาร พ่อค้าที่มีทุนสร้างขบวนการค้าระหว่างเมืองก็มีเพียงบริษัทใหญ่ ๆ เท่านั้น และพวก “คนส่งสาร” ก็เป็นอาชีพระดับสูงที่คนทั่วไปไม่อาจเทียบได้
ผู้ที่สามารถเดินทางระหว่างเมืองต่าง ๆ ได้เพียงลำพัง ถือเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าอย่างแท้จริง
“ได้ยินมาว่าสัตว์ประหลาดตัวนั้นสูงกว่า 4 เมตร ทั้งตัวเต็มไปด้วยเกล็ดสีดำ ไม่มีตา ไม่มีจมูก มีแต่ปากใหญ่เต็มหน้า เห็นแล้วสยองสุด ๆ!” เฉินจื้อเซินพูดเสียงแผ่วลง
“ฝันไปเองหรือเปล่า อ่านนิทานมากไปแล้วมั้ง?” ชายร่างผอมใส่แว่นข้าง ๆ หัวเราะเยาะออกมา
“นิทายบ้านเจ้าสิ! ข้าเห็นกับตา หมิงเต๋อศิษย์อาวุโสลากมันผ่านลานวัด จากนั้นเจ้าหน้าที่ศาลเมืองก็มารับตัวไป ตอนนั้นคนที่เห็นทั้งเหตุการณ์มีไม่ถึงสิบคน ข้าเป็นหนึ่งในนั้นเลยนะ!” เฉินจื้อเซินโต้กลับทันควัน
“งั้นเจ้ารู้ไหมว่า พวกเราที่ฝึกยุทธกันอยู่นี่ นอกจากจะไปเป็นพวกองครักษ์แล้ว ยังมีเส้นทางอื่นอีกไหม? หรือไม่ก็ลองคิดดูสิ ทำไมในเขตปลอดหมอกอย่างนี้ถึงมีซากสัตว์ประหลาดโผล่ขึ้นมาได้ แล้วหมิงเต๋อศิษย์อาวุโสลากซากมันมาที่นี่ทำไม?” ชายร่างผอมปรับแว่นก่อนถามเสียงต่ำ
“ทำไมล่ะ?” เฉินจื้อเซินถามเสียงเบา เขาถึงกับชะงักไปเพราะคำพูดนั้น เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย สำหรับเด็กหนุ่มชาวไร่ที่อ่านหนังสือแทบไม่ออกอย่างเขา ความรู้มากที่สุดก็คือสิ่งที่เห็นในวัดชิงเฟิงนี้เท่านั้น
หลินฮุยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ถูกคำพูดของชายร่างผอมดึงความสนใจไปเช่นกัน ไม่ใช่แค่เขา แต่ยังรวมถึงศิษย์อีกหลายคนที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างก็แอบตั้งใจฟังโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นว่าทุกสายตาหันมาที่ตน ชายร่างผอมก็ยิ่งได้ใจ เขาแกล้งทำเป็นอ้อยอิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือเกาจมูกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอวดรู้
“ก็เพราะว่า การสำรวจหมอกลวงตา พวกที่เป็นกำลังหลักจริง ๆ น่ะ คือพวกนักยุทธอย่างเราไงล่ะ”
เขาถอนหายใจยาวทีหนึ่ง
“ในเมืองชั้นใน ทั้งสามตระกูลใหญ่รวมถึงกลุ่มอำนาจในเขตอื่น ๆ ก็ล้วนมีหน่วยสำรวจหมอกของตัวเอง หมอกนั้นถึงจะเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด แต่ข้างในก็มีทั้งสมุนไพรล้ำค่า แร่หายาก รวมถึงซากโบราณสถานที่เก็บสมบัติลึกลับเอาไว้มากมาย”
“ซากโบราณสถานงั้นเหรอ? หมอกลวงตาไม่ใช่ที่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้เลยเหรอ?” เด็กหนุ่มหน้าตาอ่อนโยนคนหนึ่งอดถามขึ้นไม่ได้
“ใช่ มันไม่มีใครอาศัยอยู่ในตอนนี้ แต่ก่อนก็เคยเป็นเขตปลอดหมอกมาก่อน เพียงแค่ต่อมามีเหตุบางอย่างจนกลายเป็นหมอกลวงตาไป” ชายร่างผอมตอบเสียงเบา ดวงตาเต็มไปด้วยแววตาลึกลับ “ยิ่งกว่านั้นนะ ข้าฟังจากลุงข้า เขาบอกว่า ซากโบราณสถานส่วนใหญ่ในหมอกน่ะ ไม่ใช่ของมนุษย์เรา แต่เป็นของสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก”
สิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก
คำนี้ทำให้ทุกคนรอบข้างถึงกับเบิกตา กะพริบตาอย่างตื่นเต้นทันที
“หากสิ่งมีชีวิตพวกนั้นทิ้งซากไว้ได้ ก็หมายความว่าพวกมันก็เหมือนมนุษย์ใช่ไหม? สร้างบ้าน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์?” เด็กหนุ่มเมื่อครู่ถามต่อ
“ข้าไม่แน่ใจ แต่ก็คงใช่ ไม่อย่างนั้นจะมีซากหลงเหลือได้ยังไง?” ชายร่างผอมยิ้มพลางพูด ยิ่งเห็นว่าคนล้อมวงมากขึ้น เขาก็ยิ่งพูดอย่างออกรส
แท้จริงแล้ว ลุงของเขาเคยเป็นหนึ่งในนักยุทธที่ออกไปสำรวจหมอกลวงตา ผู้มีฝีมือสูงยิ่ง แต่สุดท้ายก็ได้รับบาดเจ็บจนพิการ หลังจากนั้นได้แต่ใช้เงินเก่าที่สะสมไว้ดำรงชีวิตอยู่บ้าน
เรื่องราวเกี่ยวกับหมอกเหล่านี้ ล้วนมาจากคำเล่าของลุงเขายามว่าง เหมือนนิทานที่เล่าให้ฟัง
หลินฮุยนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ พลางจมอยู่ในความคิด เขาไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย
ในคำพูดของชายร่างผอม โลกที่เขาเคยรู้จักกลับเหมือนมีม่านถูกเปิดออกช้า ๆ
โลกนี้ไม่ได้มีเพียงมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีเผ่าพันธุ์อื่นมากมาย ทั้งที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ และที่ไม่ใช่มนุษย์เลย
บางเผ่าพันธุ์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์นั้น ถึงขั้นแอบแฝงเข้ามาในเขตปลอดหมอก ปลอมตัวใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนมานานแล้ว ขณะที่บางเผ่าก็มีสัมพันธ์อันดีกับมนุษย์ มีการค้าขาย หรือแม้กระทั่งแต่งงานจนเกิดลูกผสม เรื่องแบบนี้ในเมืองชั้นในไม่ใช่ความลับอะไรนัก
จนกระทั่งหมอกนอกหน้าต่างเริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ ถึงเวลาต้องดับตะเกียงแล้ว
ชายร่างผอมจึงสรุปปิดท้ายว่า
“พอแค่นี้เถอะ พูดซะคอแห้งหมด ยังไม่ได้ชาเลยด้วยซ้ำ ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่ม ลองไปที่หมู่บ้านรอยแยกตรงขอบเมืองดูสิ ที่นั่นมีทหารประจำการอยู่ เพราะบางครั้งจะมีเผ่าคล้ายมนุษย์ที่เรียกว่า ‘เผ่าเมฆา’ ปรากฏตัว และชาวบ้านที่นั่นหลายคนก็เป็นลูกครึ่งระหว่างคนกับเผ่าเมฆานั่นแหละ”
“หมู่บ้านรอยแยก...”
หลินฮุยพึมพำในใจ แอบจดจำชื่อสถานที่นั้นไว้
ฟู่ว~ เขาดับตะเกียงลงพร้อมกับคนอื่น ๆ แล้วทุกคนก็ค่อย ๆ เอนตัวลงนอน แต่ไม่ว่าจะหลับตาอย่างไร ก็ไม่มีใครข่มตาหลับได้จริง เพราะคำพูดของชายร่างผอมยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
หลินฮุยเองก็เช่นกัน ภาพเรื่องราวของหมอกและเผ่าพันธุ์ลึกลับทั้งหลายในคำบรรยายนั้นยังคงก้องอยู่ในใจ ความรู้สึกที่มีต่อหมอกลวงตา ค่อย ๆ เปลี่ยนจากดินแดนรกร้างอันตรายไปเป็นที่ที่อันตรายและโอกาสในการอยู่ร่วมกัน
คืนนั้นผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงเสียงลมที่พัดแรง กระแทกประตูไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดไม่หยุด
….
รุ่งเช้า
แสงแดดแ่อน ๆ ส่องลอดเข้ามา เหล่าเด็กหนุ่มกว่าครึ่งลุกขึ้นจากที่นอน หลินฮุยก็เช่นเดียวกั
เช่นเคย ตักน้ำ ผ่าไม้ แล้วเริ่มฝึกดาบตามกิจวัตรทุกวัน
ฝึกเสร็จก็เกือบเที่ยงวัน แต่ครั้งนี้เขากลับมีแผนที่ต่างออกไป
หลังจากได้ฟังเรื่องเล่าของชายร่างผอมเมื่อคืน หลินฮุยจึงตั้งใจว่าจะออกไปดู “เขตปลอดหมอก” ด้วยตาตัวเองสักครั้งในตอนกลางวัน
ถ้าเป็นที่หมู่บ้านซินอวี๋เดิม เขาคงไม่มีปัญญาเดินไปไกลถึงขนาดนั้น แต่ที่นี่คือวัดชิงเฟิง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ขอบเขตของเขตปลอดหมอกอยู่แล้ว แถมยังมีเส้นทางเล็ก ๆ ที่พวกขบวนพ่อค้ามักใช้ผ่านเป็นประจำ ดังนั้นหากเดินเท้าก็ยังพอไปกลับได้ในวันเดียว
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลินฮุยก็กลับไปยังห้องพักรวม จัดของใส่กระเป๋าสะพาย หยิบถุงน้ำติดมือ จากนั้นมองดูทิศทาง แล้วตัดสินใจออกทางประตูข้างของวัดทันที
ทางตอนเหนือของวัดคือ นครถูเย่ว์ อันกว้างใหญ่ ส่วนทางใต้คือหมอกสีเทาขาวหนาทึบที่ทอดยาวสุดสายตา
จากประตูข้างไปถึงขอบเขตหมอกนั้น มีระยะไม่ถึงสามร้อยเมตร
หลินฮุยเดินออกจากวัดแล้วปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ เพื่อสำรวจภูมิประเทศจากที่สูง
จากตรงนี้ หากจะไปถึงขอบหมอกให้เร็วที่สุด ต้องเดินเลียบลำธารเล็ก ๆ ข้างวัดไปทางทิศใต้
ลำธารนั้นชื่อว่า “ช่างเหอ” ชื่อที่ได้มาจากรูปร่างที่คดเคี้ยวราวกับลำไส้ มันมีต้นน้ำอยู่ที่หมู่บ้านซินอวี๋ในเมืองชั้นนอก ไหลวกวนเรื่อยมา ผ่านวัดชิงเฟิง แล้วเข้าไปในป่าทึบ ก่อนจะหายลับเข้าสู่หมอกหนาอันไร้ที่สิ้นสุด
การออกไปของหลินฮุยไม่ได้ทำให้พวกศิษย์เฝ้าประตูสังเกตเห็นอะไรผิดปกติ เพราะพวกเขาเองก็ชินแล้วกับเหล่าศิษย์ฝึกยุทธที่มักออกไปตัดฟืนหรือเก็บของป่าเป็นประจำ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีอาจารย์ของวัดคอยลาดตระเวนรอบนอกเพื่อป้องกันอันตรายอยู่ตลอดเวลา
ส่วนเรื่องสัตว์ประหลาดหรือภูตผีที่บุกเข้ามาในเขตปลอดหมอกนั้น จนถึงตอนนี้ ยังไม่เคยมีใครเห็นเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นเลยสักครั้ง
หลินฮุยสะพายถุงน้ำไว้บนหลัง สวมเสื้อสีเทาแบบสั้นที่คล่องตัว มือกำไม้แท่งใหญ่ที่เหลาให้ปลายแหลม แล้วเดินอย่างระวังไปตามทางเล็ก ๆ ที่แทบจะมองไม่เห็นทิศทาง มุ่งตรงสู่หมอก
ท้องฟ้าวันนี้มืดมัวไร้แสงอาทิตย์ เมฆหนาทึบซ้อนกันแน่น ลมพัดแรงจนเหมือนฝนจะตกได้ทุกเมื่อ
หลินฮุยเดินอยู่ตามทางป่าที่รกชัฏ เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่สีเทาดำที่ตั้งตรงเป็นแนว
พุ่มไม้และหญ้าสีเขียวเข้มขึ้นหนาทึบสูงเกือบครึ่งตัวคน ปิดบังทัศนียภาพรอบด้าน เหลือไว้เพียงทางแคบให้เดินผ่าน
แกร็ก แกร็ก
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นทุกครั้งที่เขาย่างเท้า หลินฮุยระมัดระวังระหว่างเดินไปข้างหน้า และในที่สุด เขาก็เห็นไอหมอกสีเทาที่ลอยเอื่อยอยู่ระหว่างต้นไม้ข้างหน้า
หมอกหนาทึบนั้นราวกับกำแพงมหึมา เชื่อมฟ้ากับพื้นเข้าด้วยกัน แบ่งแยกผืนป่าออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน หลินฮุยก็หยุดเท้า เพราะที่โคนต้นไม้ใหญ่ข้างทาง มีชายชราสวมชุดนักพรตสีดำ นั่งขัดสมาธิอยู่เงียบ ๆ
ใบหน้าเขาอ่อนโยน สุขุม ดวงตาปิดสนิท เส้นผมและหนวดขาวโพลนไปทั้งศีรษะ แต่รูปร่างกลับแข็งแรงมั่นคง บนแผ่นหลังของเขายังสะพาย “ดาบยาวสีดำ” ไว้หนึ่งเล่มอีกด้วย
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ชายชราก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเล็กน้อย มองตรงมาที่หลินฮุย
“ผ่านไปไม่กี่วันก็มีพวกเด็กหนุ่มเลือดร้อนชอบมาดูของแปลกอีกแล้ว พวกเจ้าพักกันให้สงบบ้างไม่ได้หรือไง”
หลินฮุยมองเห็นลวดลายและตราสัญลักษณ์บนชุดนักพรตของชายชรา เป็นแบบเดียวกับของวัดชิงเฟิง จึงรู้ทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามคงเป็นผู้เฝ้าประจำการที่นี่ เพื่อดูแลความปลอดภัยบริเวณชายแดนหมอก
เขารีบก้าวเข้าไปข้างหน้า ก้มศีรษะคำนับอย่างนอบน้อม
“ศิษย์หลินฮุย ขอคารวะท่านอาจารย์”
“ข้าชื่อหมิงเฉิน ที่นี่แม้จะไม่มีสัตว์ประหลาดมากนัก แต่อย่ามาเที่ยวเล่นแถวนี้จะดีกว่า ถ้าเผลอเดินเข้าไปในหมอกลวงตาเมื่อไรล่ะก็ รับรองไม่มีแม้แต่ซากให้เก็บ” นักพรตชรากล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ศิษย์เข้าใจขอรับ แค่อยากมาดูข้างนอกเฉย ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไป” หลินฮุยตอบอย่างจริงจัง เขาคิดแบบนั้นจริง ๆ และก็ทำตามนั้นด้วย
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เลือกเดินตามทางที่มีคนเคยใช้มาก่อนแน่
“งั้นก็ดี ดูเสร็จแล้วก็กลับไปซะ” หมิงเฉินพยักหน้า แล้วหลับตานิ่งเหมือนเดิม
เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดังซ่า ใบไม้แห้งปลิวร่วงลงมาทีละใบ สะท้อนแสงหม่นจากท้องฟ้าที่ถูกเมฆบดบัง
หลินฮุยจ้องกำแพงหมอกที่อยู่ไม่ไกลนัก ดวงตาเพ่งพยายามมองทะลุเข้าไป อยากเห็นว่าภายในนั้นซ่อนอะไรไว้กันแน่
ฟึ่บ
ในห้วงสายตา เขาเห็นเงาสีเทาร่างหนึ่ง สูงเท่าผู้ใหญ่ เคลื่อนผ่านหมอกอย่างรวดเร็วราวกับวาบหายไปในพริบตา
“ขอถามหน่อยครับท่านอาจารย์ ทำไมพวกสัตว์ประหลาดในหมอกถึงไม่บุกเข้ามาในเขตปลอดหมอกของเรา?” หลินฮุยเอ่ยถามเสียงแผ่ว
หมิงเฉินยังคงนั่งนิ่งเหมือนไม่ได้ยินคำพูดนั้นเลย
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลินฮุยก็เข้าใจว่าท่านอาจารย์ไม่อยากตอบ เขาเงียบไปครู่หนึ่ง กวาดตามองรอบ ๆ อย่างเบื่อหน่าย แล้วคิดว่ากลับไปเฉย ๆ มันก็ออกจะน่าเสียดายเกินไป
เขาจึงหยิบไม้ปลายแหลมในมือขึ้นมา ใช้แรงกรีดลงบนลำต้นไม้ใหญ่ข้าง ๆ จนเกิดเป็นรอยลึกหนึ่งบรรทัด
“หลินฮุยมาถึงที่นี่แล้ว”
“…” หมิงเฉินได้ยินเสียงขูดไม้จึงลืมตาอีกครั้ง คราวนี้สีหน้าเต็มไปด้วยความหมดคำพูด
เมื่อทำเสร็จ หลินฮุยก็หันหลังเตรียมกลับ ทว่าเพิ่งก้าวได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ก้มลงเห็นเศษบางอย่างในพงหญ้า จึงหยิบขึ้นมาดู
มันเป็นเศษชิ้นเล็กสีดำอมม่วง เย็นเฉียบเมื่อสัมผัส คล้ายขอบของโล่หรืออุปกรณ์บางชนิดที่หลุดออกมา
หลินฮุยยกมันขึ้นพิจารณา พลางยิ้มอย่างพอใจ “ของที่ระลึกนี่แหละดีแล้ว” จากนั้นก็รีบก้าวเท้ากลับวัดด้วยท่าทีสบายใจ
หมิงเฉินมองภาพนั้นแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะรู้ดีว่าเศษนั้นเป็นเพียงชิ้นส่วนหนังหรือเกล็ดที่หลุดจากร่างสัตว์ประหลาดตอนพวกมันเคลื่อนไหวในหมอกยามค่ำ ไม่มีค่าอันใดเลย แต่เจ้าหนุ่มนั่นกลับหยิบไปอย่างภาคภูมิใจ ราวกับเจอสมบัติสำคัญเสียอย่างนั้น