- หน้าแรก
- โลกที่เสื่อมสลาย
- บทที่ 2 การตัดสินใจ
บทที่ 2 การตัดสินใจ
บทที่ 2 การตัดสินใจ
“ช่วงนี้ที่หมู่บ้านซินอวี๋เกิดเรื่องขึ้นแล้วสองครั้ง ส่วนที่เขาเฝาเฉาก็ยิ่งหนักกว่า เกิดขึ้นตั้งห้าครั้ง ทั้งหมดล้วนเป็นเหตุในตอนกลางวันทั้งนั้น” หลินหงเจินเอ่ยเสียงเบา สีหน้าเคร่งขรึม
“ลุงกับป้าจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองชั้นในแล้วเหรอ?” หลินฮุยถามขึ้นทันที
เขาจำได้ว่าพ่อแม่ของหลินหงเจินเป็นพ่อค้าคนมีฐานะในหมู่บ้าน ชีวิตดีกว่าเขาเสียอีก แถมหลินหงเจินเองก็เป็นคนงานในร้านขายยาใหญ่ซาเยว่ ได้ค่าจ้างไม่น้อย การจะย้ายเข้าเมืองชั้นในก็ดูมีความเป็นไปได้อยู่มาก
“อืม ใกล้แล้วล่ะ ช่วงนี้หลายหมู่บ้านมีภูตทะลวงประตูโผล่มา พ่อแม่เลยคิดจะเข้ามาหลบในเมืองสักพัก” หลินหงเจินพยักหน้าเบา ๆ นางกับหลินฮุยรู้จักกันดี ตั้งแต่เด็กก็เล่นด้วยกันบ่อย เป็นหนึ่งในญาตของตระกูลหลินที่ยังคงไปมาหาสู่กันอยู่
“พักนี้เหตุการณ์ไม่ค่อยสงบ ระวังตัวหน่อย อย่าไปยุ่งกับเรื่องพวกนั้นนัก” หลินหงเจินเตือนอีกคำ
พูดจบ นางก็ทำท่าจะพูดต่อ แต่กลับถูกเด็กสาวเปียแกละที่ยืนอยู่ข้างหลังตบเบา ๆ เรียก
“เสี่ยวฉินเหรอ?” หลินหงเจินหันกลับไป สีหน้าดูดีใจขึ้นมาทันที ก่อนจะคุยกับอีกฝ่ายต่อ
ด้านข้าง หลินฮุยที่อยากถามต่อก็เปลี่ยนใจ เขาเหลือบมองเด็กสาวคนนั้น อายุราวสิบห้าหรือสิบหกปี แต่งตัวเปิดเผยมาก ใส่เพียงเกาะอกสีขาวกับกระโปรงหนังสั้นที่แค่ปิดต้นขาไว้พอประมาณ คาดเข็มขัดหนังงูเรียบ ๆ ที่เอว เป็นสไตล์แบบเมืองชั้นในชัด ๆ ข้างต้นขายังมีดาบสั้นคมสีออกน้ำตาลผูกอยู่หนึ่งเล่ม
สุดท้าย เขาเพียงปรายตามองรอยเลือดในลานอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปเงียบ ๆ
เขาเดินตามถนนดินเหลืองต่อไปทางตัวหมู่บ้าน ไม่นาน แผ่นหลังของเขาก็ค่อย ๆ เลือนหายไปตรงหัวโค้ง
เด็กสาวเปียแกละเหลือบมองทางที่เขาเดินไป แล้วหันมาถามหลินหงเจินว่า
“น้องชายเจ้าเหรอ?”
“อืม ลูกพี่ลูกน้อง ฝั่งเรือนที่สี่ เป็นเด็กเรียบร้อยดีคนหนึ่ง” หลินหงเจินพยักหน้า “การคัดเลือกคราวนี้ เจ้าว่าเขามีโอกาสผ่านไหม? บ้านเขาไม่ค่อยมีฐานะนัก ช่วงนี้เจ้าก็รู้ดี อยู่หมู่บ้านซินอวี๋ต่อไปคงไม่ใช่ทางออก”
“หน้าตาไม่ผ่านนะ... การคัดเลือกของนิกายซาเยว่น่ะ เจ้าก็รู้ดี ต้องเลือกจากรูปลักษณ์ก่อน ไม่มีหน้าตาก็ต้องมีของติดไม้ติดมือมาหน่อย...” เด็กสาวส่ายหน้า “พูดจริง ๆ ตระกูลหลินของพวกเจ้าก็มีแค่หลินหงอวี้เท่านั้นที่ได้เข้าเพราะมีพรสวรรค์ ที่เหลือก็...”
“หลินหงอวี้... อย่าพูดถึงนางนั่น แค่ฟังชื่อก็หงุดหงิดแล้ว ว่าแต่น้องชายของข้าคนนี้ เจ้าดูสิ พอจะดึงไปช่วยงานเจ้าได้ไหม? พักนี้เขาก็เริ่มหางานทำเหมือนกัน” หลินหงเจินลองเกริ่นถาม
“ทำไมไม่ให้ไปอยู่ตระกูลเฉินแทนล่ะ?” เด็กสาวทำหน้าเซ็ง “ในนิกายซาเยว่เป็นยังไง เจ้าไม่รู้จริง ๆ เหรอ?”
หลินหงเจินได้แต่ยิ้มเจื่อน
“ก็แค่เห็นว่าเขาโตแล้ว แถมยังสนิทกับข้า เลยอยากช่วยหาทางให้สักหน่อยน่ะ”
หลินฮุยนั้น ในตระกูลหลินถือว่าขึ้นชื่ออยู่ไม่น้อย เพราะพ่อแม่รักลูกสุดหัวใจ ตั้งแต่เด็กก็เลี้ยงดูอย่างดี ไม่เคยให้ลำบาก ไม่ยอมส่งไปฝึกหรือเรียนงาน พอถึงตอนนี้โตขึ้นแล้วถึงเริ่มรู้สึกตัว
ตามปกติ เด็กทั่วไปที่อายุไม่ถึงสิบขวบก็ต้องถูกส่งออกไปฝึกหัดแล้ว ตระกูลหลินมีคนมาก พ่อของหลินฮุยก็ถือว่ามีรายได้ดี เป็นถึงหัวหน้าคนงาน ได้ลูกชายมาก็ทั้งตามใจทั้งยกย่อง
ในสายตาคนอื่น แค่ไม่ส่งลูกออกไปเรียนวิชาก็ถือว่าเลี้ยงแบบตามใจมากแล้ว
ผลก็คือ…
ตอนนี้กลับกลายเป็นอย่างที่เห็น
หลินหงเจินส่ายหน้าในใจ ถึงตัวนางเองก็ยังต้องออกไปเป็นเด็กฝึกงานตั้งแต่สิบขวบ วิ่งส่งของทำงานจิปาถะ จนเมื่อปีที่แล้วถึงจะเพิ่งได้คุณสมบัติเข้าร่วมนิกายอย่างเป็นทางการ กลายเป็นสาวกชั้นธรรมดาของซาเยว่
ในนครถูเย่ว์ ถ้าคนธรรมดาอยากมีทางออก มีเพียงสามเส้นทางเท่านั้น
การคัดเลือกของทางการ การคัดเลือกของนิกายซาเยว่ และการคัดเลือกของตระกูลเฉิน
ถ้าทั้งสามทางนี้ไปไม่ถึง ก็เหลือเพียงทำไร่หรือเป็นลูกมือฝึกงาน
ถ้าทั้งสองอย่างนั้นก็ยังไปไม่ไหว ก็จะกลายเป็นอย่างหลินฮุยนี่แหละ วิธีเดียวที่จะพอหาเลี้ยงชีพได้มีแต่ต้องทำงานใช้แรงงาน และเดินทางบนถนนที่อันตราย
แต่โดยพื้นฐานแล้ว สำหรับคนยากจน หลินฮุย ถือว่าเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของหัวหน้าคนงาน เป็นคุณชายน้อยที่หลุดพ้นจากความยากจนแล้ว
ในหมู่บ้านซินอวี๋ เขายังพอจะเรียกได้ว่าเป็นลูกคนมีเงินเลยทีเดียว
เพราะแบบนั้นเอง พ่อของหลินฮุยจึงไม่มีทางยอมให้ลูกชายคนเดียวของตัวเองออกไปเสี่ยงตายแน่
หลินหงเจินเข้าใจข้อนี้ดีนัก
….
หมู่บ้านซินอวี๋ โรงกลั่นน้ำมันซินอวี๋
ในมุมอับมืดชื้นที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันเหนียวหนืด ถังน้ำมันขนาดใหญ่ตั้งเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ราวกับกองทหารที่ยืนเข้าแถวรอคำสั่ง
หลินชุ่นเหอ บิดาของหลินฮุย ดวงตาแดงกร่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือด เขาแอบยื่นถุงเงินสีเทาหนักอึ้งให้ชายชราอ้วนพุงพลุ้ยผู้สวมเสื้อผ้าแบบขุนนาง
“ท่านเฉินครับ เรื่องแนะนำตำแหน่งเข้ามาอยู่ในเมืองชั้นใน... ท่านว่าอย่างไรบ้าง?”
“ของดี งานก็เรียบร้อยไม่ขาดตกบกพร่อง เสี่ยวหลินไม่ต้องกังวล ข้าย่อมส่งข่าวไปให้แล้ว” ชายชราหัวเราะตาหยี
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจของหลินชุ่นเหอก็เต้นแรง เขากัดฟันแน่น ก่อนจะควักถุงขลิบเงินอีกใบออกจากในอกเสื้อ แล้วยื่นส่งให้ไปอีก
นั่นคือเงินเก็บบั้นปลายชีวิตของเขา เดิมทีเขาตั้งใจจะเก็บไว้ใช้ยามแก่เฒ่าพร้อมกับภรรยาเหยาซานในเมืองชั้นใน แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจเรื่องนั้นแล้ว
ลูกชายของเขาเอาแต่นั่งอยู่ในบ้านมากว่าหนึ่งปี ไม่มีงานทำ ไม่มีเป้าหมาย ชีวิตไร้ความหมาย หากปล่อยไว้ต่อไป คงไม่ต่างจากคนที่หมดอนาคต
ถ้าอย่างน้อยเขาสามารถฝากลูกเข้าไปเป็นลูกจ้างในตระกูลเฉินได้ ก็ถือว่าคุ้มค่ากับความพยายามทั้งหมดที่เขาลงแรงไป เพราะการไต่จากเด็กฝึกหัดในระดับล่างขึ้นมาเป็นลูกจ้างได้ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบปี การจ่าย “นอกบัญชี” ครั้งนี้ ก็เท่ากับซื้อเวลาให้ลูกชายถึงสิบปีเต็ม
ใคร ๆ ในทั่วนครถูเย่ว์ก็รู้ว่าผลประโยชน์ของตระกูลเฉินนั้นดีที่สุดในบรรดาโรงงานทั้งหลาย ขอเพียงได้เข้าไปทำงาน ต่อให้เป็นระดับล่างที่สุด ก็ยังสามารถได้สิทธิ์พำนักในเมืองชั้นใน รับประกันความปลอดภัยในชีวิตได้ระดับหนึ่ง
“พูดอะไรกันนี่ เกรงใจกันเกินไปแล้ว” ชายชราเฉินหัวเราะกว้างขึ้น “แต่จะให้เดินเรื่อง มันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายบ้าง เสี่ยวหลินไม่ต้องห่วง เรื่องนี้ข้าจัดการให้เองแน่”
เขาเปิดถุงเงินดูผ่าน ๆ แล้วชั่งน้ำหนักในมือด้วยรอยยิ้มพอใจ
“พรุ่งนี้ส่งคนมาเลยก็แล้วกัน... หลินฮุยใช่ไหม?”
“ใช่ครับ ใช่ครับ” หลินชุ่นเหอรีบพยักหน้ารัว
“ดี ข้าจะจำไว้ให้แม่น” เฉินเฒ่าพยักหน้า “ตอนนี้ก็ค่ำแล้ว ข้าจะไปกินข้าว พรุ่งนี้บ่าย ๆ เจ้าพาคนไปที่ตระกูลเฉิน ประตูที่สาม จะเห็นหอหาวอี้ได้จากตรงนั้น อย่าไปผิดที่ล่ะ”
“ได้ครับ จะไม่พลาดแน่นอน!” หลินชุ่นเหอตอบอย่างแข็งขัน
เขามองตามแผ่นหลังของเฉินเฒ่าที่เดินออกจากโกดังของโรงกลั่นไปอย่างสบายอารมณ์ ในใจรู้สึกโล่งขึ้นมาทันที
แม้ครั้งนี้จะต้องควักเงินเก็บทั้งหมดที่สะสมมาหลายปี แม้กระทั่งเงินเกษียณก็ทุ่มลงไปจนหมด แต่ตราบใดที่ลูกชายได้เข้าไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ดี ๆ เงินทองนั้น พยายามอีกหน่อยเดี๋ยวก็หาได้เอง…
….
หลินฮุยเดินเล่นไปทั่วหมู่บ้านซินอวี๋
ทั้งหมู่บ้านมีถนนหลักเพียงห้าเส้น ตัดไขว้กันเป็นรูปหวีเล็ก ๆ เมืองเล็กแห่งนี้แทบไม่มีสิ่งใดเรียกว่าถนน จริง ๆ ได้เลย ทั้งหมดเป็นเพียงทางดินสีเหลืองที่ถูกบดให้แน่นเท่านั้น
อาชีพหลักของชาวบ้านคือโรงงานสิบกว่าที่ โรงกลั่นน้ำมันก็เป็นหนึ่งในนั้น ยังมีโรงตัดเย็บ โรงฟอกหนัง โรงสีข้าว โรงอบผลไม้ และอีกหลายแห่ง
นอกเหนือจากพวกโรงงาน ก็มีเพียงบ้านเรือนที่สร้างแบบเรียบง่าย ส่วนใหญ่เป็นเรือนดินสี่เหลี่ยม หรือบ้านล้อมกำแพงหิน
สิ่งเดียวที่ทำให้หลินฮุยจำได้แม่น คือศาลเจ้าเก่า ๆ ข้างทางที่เขาเดินผ่าน
เขาไม่ได้เข้าไป เพียงแค่ยืนมองลอดช่องกำแพงพัง ๆ เข้าไปด้านใน เห็นว่าข้างในไม่มีแท่นบูชาเทพเจ้าใด ๆ มีเพียงแถวของรูปปั้นเด็กเล็กที่ทำจากดินเผาเรียงรายอยู่เต็ม
รูปปั้นพวกนั้นดูดำคล้ำ แต่กลับปั้นอย่างประณีตสมจริงจนชวนขนลุก เหมือนกับเด็กอายุต่ำกว่าสามขวบหลายสิบคนที่นั่งยิ้มอยู่ในนั้น
แต่เพราะแต่ละตัวล้วนมีส่วนที่หายไป แขนขาขาด หน้าแตก ทำให้ภาพที่เห็นกลับดูน่าขนหัวลุกมากกว่าจะศักดิ์สิทธิ์
เหตุนี้เองที่ทำให้เขาไม่กล้าเข้าไป
เมื่อแดดเริ่มขึ้นสูงถึงเที่ยงวัน หลินฮุยจึงหันกลับทางบ้าน ระหว่างทางเขาเงยหน้ามองออกไปยังเขตนอกหมู่บ้าน
ตรงนั้นหมอกลวงตาแผ่คลุมหนาทึบ สีเทาขาวปกคลุมไปทั่ว มองไม่เห็นสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย
หมอกนั้นคือสิ่งที่ปิดล้อมโลกใบนี้ไว้ทั้งหมด ที่มนุษย์ยังอาศัยอยู่ได้ ก็เพียงเพราะยังเกาะอยู่รอบนครใหญ่เท่านั้น จึงพอมีพื้นที่ไร้หมอกให้หายใจ
เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วเร่งฝีเท้ากลับบ้าน
เมื่อใกล้ถึงคฤหาสน์ตระกูลหลิน เขาก็เห็นญาติสามสี่คนกำลังยืนส่งชายชราพุงโตคนหนึ่งออกจากบ้านด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม
คนที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดนั้น ก็คือหัวหน้าตระกูลหลิน หลินเชาอี้
ชายชราผู้นี้อายุกว่าเจ็ดสิบแล้ว เป็นผู้นำสูงสุดของตระกูลหลินในปัจจุบัน มือหนึ่งถือไม้เท้าสีแดงเข้ม ใบหน้าแดงระเรื่อ สุขภาพดูแข็งแรง ผมสีเงินถูกหวีเรียบตึงไปด้านหลัง ใบหน้าที่โดยปกติจะดูเคร่งขรึม ในตอนนี้กลับอ่อนโยนผิดจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
เขากำลังจับหลังมือของหญิงสาวสวยที่ยืนอยู่ข้างตัวอย่างระมัดระวัง พลางพูดคุยกับชายชราพุงโตอยู่ไม่ขาดคำ
เมื่อเห็นหลินฮุยกลับมา หัวหน้าตระกูลชราก็หยุดพูด ก่อนจะตบแขนของหญิงสาวเบา ๆ
“เรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้แหละ” เสียงของหัวหน้าตระกูลหนักแน่นเด็ดขาด
“แต่ว่า... แบบนี้จะดีเหรอครับ? นี่มันคือตำแหน่งที่หลินชุ่นเหอเพิ่งวิ่งเต้นมาได้...” ชายชราพุงโตผู้นั้นก็คือเฉินเฒ่าที่เพิ่งออกมาจากโรงกลั่นเมื่อครู่ เขาไม่คิดเลยว่า พอออกจากประตูมาก็ถูกหัวหน้าตระกูลหลินผู้เฒ่าที่ดักรออยู่เรียกตัวไปพบ อีกฝ่ายไม่พูดพร่ำแต่ยื่นสินบนก้อนใหญ่ให้ทันที เงื่อนไขมีเพียงข้อเดียว คือ ให้เปลี่ยนชื่อในโควตานั้นจาก “หลินฮุย” ไปเป็น “หลินหงอวี้”
หลินเชาอี้ให้ผลตอบแทนมากกว่าหลินชุ่นเหอหลายเท่า เฉินเฒ่าจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล เพียงแต่ตำแหน่งนี้เป็นสิ่งที่หลินชุ่นเหอได้เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยคุณชายน้อย แต่เขาก็มาเปลี่ยนแปลงมัน
“ไม่เห็นจะแปลกอะไร ก็คนในตระกูลเดียวกัน ข้าเป็นหัวหน้าตระกูล เรื่องภายในตระกูลต้องข้าเป็นคนตัดสินอยู่แล้ว” หลินเชาอี้พูดด้วยเสียงเยือกเย็น “ตอนแรกข้าก็ไม่คิดว่าชุ่นเหอจะทำสำเร็จ แต่ในเมื่อทำได้แล้ว
โอกาสดีแบบนี้ถ้าให้เจ้าเด็กหลินฮุยไปก็เสียของเปล่า ให้หงอวี้ไปยังจะคุ้มกว่า ด้วยพรสวรรค์และความมุ่งมั่นของนาง ถ้าได้เติบโตในตระกูลเฉิน วันหนึ่งย่อมมีที่ยืน พอถึงตอนนั้นก็ช่วยดึงหลินฮุยขึ้นมาทีหลัง นั่นสิถึงจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตระกูลหลินที่สุด”
“แล้วทางชุ่นเหอล่ะ...”
“ข้าจะเป็นคนไปพูดเอง! ข้าเป็นพ่อเขา! ถ้ามันกล้าเถียง ข้าจะใช้ไม้เท้านี่สั่งสอนให้จำ!” หลินเชาอี้กล่าวเสียงต่ำ ใบหน้าดุดันจนใครก็ไม่กล้าเอ่ยต่อ
เฉินเฒ่ามองภาพตรงหน้าแล้วได้แต่ส่ายหัว คนพวกนี้คงจ้องรอขย้ำหลินชุ่นเหอมาตั้งแต่ต้นแล้ว ช่างเลือดเย็นเหลือเกิน
แต่เรื่องภายในตระกูลหลิน ไม่ใช่สิ่งที่เขาควรไปยุ่ง ขอแค่ได้รับผลตอบแทนครบ ส่วนใครจะได้ตำแหน่ง สุดท้ายก็ยังเป็นคนของตระกูลหลินอยู่ดี
ขณะนั้นเอง เมื่อเห็นหลินฮุยเดินเข้ามาใกล้ หัวหน้าตระกูลก็ลดเสียงพูดกับเฉินเฒ่าอีกไม่กี่คำ ก่อนจะเดินไปส่งขึ้นรถม้าที่จอดอยู่ริมถนน
กลุ่มคนทั้งหลายเดินผ่านหลินฮุยไปอย่างไม่สนใจ ผลักเขาให้ต้องหลบไปด้านข้าง เมื่อส่งเฉินเฒ่าเสร็จ หัวหน้าตระกูลก็หันกลับมามองหลินฮุยเต็มตา พิจารณาร่างผอมบางและแววตาไร้ชีวิตชีวาของเขา ก่อนจะสะบัดหน้าพร้อมฮึดฮึดเสียงต่ำ แล้วพาผู้ติดตามเดินกลับเข้าเรือน
ในขบวนที่ส่งเฉินเฒ่าไปนั้นยังมีหลินหงอวี้กับบิดาหลินชุ่นเทารวมอยู่ด้วย
หลินหงอวี้เหลือบตามองหลินฮุย เหมือนรู้สึกผิดอยู่บ้างที่แย่งตำแหน่งของอีกฝ่าย ส่วนหลินชุ่นเทากลับเอื้อมมือดันลูกเบา ๆ
“ไปทักทายลูกพี่ลูกน้องเจ้าหน่อยสิ ต่อไปจะได้สนิทกันไว้”
“อยากไปก็ไปเองสิ ข้าไม่ไป” หลินหงอวี้หันหน้าหนีอย่างรำคาญ “ข้าต้องฝึกสมาธิทุกวัน จะให้ไปเดินเล่นเรื่อยเปื่อยเหมือนเขาได้ยังไง ข้าก็แค่ติดค้างเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อีกหน่อยข้าค่อยชดใช้ให้เป็นสองเท่าก็พอ”
เมื่อเห็นบิดายังจะพูดต่อ นางก็เริ่มหงุดหงิด
“อย่าดันสิ เขาเองก็ไม่ได้มีความสามารถอะไร ถ้ามีโอกาสแล้วยังคว้าไว้ไม่ได้ จะโทษใครได้อีก?”
กลุ่มคนทั้งหลายเอะอะกันพลางเดินกลับเข้าเรือน ทิ้งให้หลินฮุยยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มองภาพทั้งหมดด้วยความงุนงงปนแปลกใจ รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เสียงของอีกฝ่ายพูดกันเบาเกินไป เขาอยู่ไกลจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง
เมื่อเห็นทุกคนแยกย้ายกันเข้าไปแล้ว เขาก็เดินตามเข้าบ้านบ้าง หลังจากเดินมาตลอดทั้งวัน เขาก็เริ่มรู้สึกเหนื่อย
….
ปัง!!!
“ว่าไงนะ!!? แกให้โควตาของเสี่ยวฮุยไปกับหงอวี้งั้นเหรอ!!?”
ถ้วยชาถูกปาใส่ผนังจนแตกกระจายเสียงดังลั่น
หลินชุ่นเหอ ผู้เป็นพ่อของหลินฮุย หน้าบึ้งแดงก่ำลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ เสื้อผ้าและมือยังเปื้อนชาที่เพิ่งสาดกระเซ็นใส่
ทั้งตัวเขาสั่นสะท้าน มองไปยังหัวหน้าตระกูลหลินเชาอี้ที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้หัวโต๊ะด้วยดวงตาเดือดดาล หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
“นั่นมันของลูกข้า! โควตาที่ข้าเสี่ยงชีวิตแลกมาให้ลูกข้า!!”
เขาจ้องอีกฝ่าย พูดเน้นทุกคำชัดถ้อยชัดคำ
“ท่านกล้าได้ยังไง!!?”
“เจ้ากล้าตะคอกข้าเหรอ!? คิดจะก่อกบฏหรือไง!!?” หลินเชาอี้ลุกพรวดขึ้นเช่นกัน ขว้างถ้วยชาใส่พื้นจนแตกละเอียด
“ข้านี่แหละพ่อเจ้า! ใช้ของเจ้าหน่อยแล้วมันจะทำไม!? ทำไม!? ข้าเลี้ยงเจ้ามาจนโต เจ้าตอบแทนข้าแบบนี้เหรอ!?”
หลินเชาอี้คำรามลั่น ก้าวกระแทกพื้นทีละก้าว มือหนึ่งกำไม้เท้าแน่น เดินเข้าหาหลินชุ่นเหอช้า ๆ ด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม
“อะไร? ตอนนี้เจ้าเก่งนักแล้วใช่ไหม!? กล้ามาปาของต่อหน้าข้าเหรอ!? เจ้ารู้จักโตแล้วสินะ!?”
หลินเชาอี้คำรามเสียงดัง ลากมือคว้าแขนของหลินชุ่นเหอ แล้วจับมือของลูกชายฟาดลงบนหัวตัวเอง
“มาเลย! ถ้าแน่จริง! ถ้าเป็นลูกผู้ชายก็เอาสิ! ตีเลย! พ่อเจ้ายืนอยู่ตรงนี้ กล้าก็ลงมือมาเลย!!”
“ตีสิ!!” เสียงตะโกนของหลินเชาอี้ดังสะท้อนทั่วห้องโถง ราวกับจะสั่นให้ทั้งบ้านพังครืนลงมา
สองพ่อลูกกำแขนกันแน่น แรงกดดันที่ปล่อยออกมาทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็งจนเส้นเลือดปูดทั่วแขน
ใบหน้าของหลินชุ่นเหอแดงเข้มจนเกือบม่วง ดวงตาเต็มไปด้วยเลือด เขาจ้องบิดาแน่นิ่งไม่กะพริบ
มือของเขากำแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว แต่สุดท้ายก็ไม่ขยับ
“ตอนนี้ชื่อของหงอวี้ถูกส่งเข้าไปแล้ว! ทางตระกูลเฉินก็รับเรื่องแล้ว! ยอมแพ้เถอะ ไม่มีทางแก้ได้อีก เจ้าต้องยอมรับความจริง!” หลินเชาอี้เห็นว่าลูกชายชะงักอยู่กับที่ น้ำเสียงของเขาจึงค่อย ๆ เย็นลง “สิ่งที่เจ้าต้องทำต่อจากนี้ คือช่วยให้หงอวี้ได้เติบโตในตระกูลเฉิน พอถึงเวลานั้น ถ้านางมีฐานะมั่นคงขึ้น ก็จะได้ช่วยดึงลูกชายของเจ้าขึ้นมาอีกแรง แบบนั้นสิถึงจะเป็นผลดีต่อทั้งตระกูลหลิน!”
หลินชุ่นเหอกำหมัดแน่น มองหน้าบิดาที่เอาแต่พูดด้วยน้ำเสียงสั่งสอน ความผิดหวังและขมขื่นในใจทะลักขึ้นมาจนแทบระเบิด
ตั้งแต่เด็กจนโต เขาแทบไม่ได้รับการช่วยเหลือจากบิดาเลย สิ่งดี ๆ ทั้งหมดในตระกูลหลินมักถูกส่งไปให้ครอบครัวของหลินหงอวี้หมด แม้แต่ตำแหน่งหัวหน้างานในโรงกลั่นน้ำมัน เขายังต้องได้มาเอง เพราะบังเอิญมีขุนนางในศาลเมืองเห็นผลงานแล้วให้โอกาส
เขาเคยคิดว่าไม่เป็นไร ยังไงคนคนนั้นก็เป็นพ่อ อดทนอีกหน่อยชีวิตก็คงผ่านไปได้ แต่ไม่คิดเลยว่า โควตาที่ตัวเองต้องเสี่ยงแทบตายแลกมาให้ลูกชาย จะถูกพ่อแท้ ๆ แย่งไปอย่างไม่ละอายใจแบบนี้!
ยิ่งคิดหลินชุ่นเหอก็ยิ่งโกรธและหงุดหงิดมากขึ้น
หลินเชาอี้ยังคงพูดพล่ามต่อไปไม่หยุด เรื่องที่ต้องมองภาพใหญ่ของตระกูลเป็นหลัก บอกว่าทุกคนควรเสียสละเพื่อความเจริญของตระกูลหลินในภาพรวม ว่าการเสียสละเล็กน้อยในตอนนี้ จะเป็นผลดีในภายภาคหน้า…
“อ๊ากกก!!”
ทันใดนั้น หลินชุ่นเหอก็สะบัดมือของบิดาทิ้งสุดแรง ชี้นิ้วใส่หน้าอีกฝ่าย ทั้งตัวสั่นเทา ดวงตาแดงก่ำ
“ตั้งแต่เด็กจนโต ข้าไม่เคยได้อะไรจากท่านเลย! เมื่อก่อนท่านจะยกข้าเป็นตัวแลกเปลี่ยน ข้าก็อดทน! แต่ตอนนี้ถึงขั้นจะยกอนาคตของลูกข้าไปแลกอีกงั้นหรือ!! ได้!! ต่อจากวันนี้ไป ข้าหลินชุ่นเหอ กับครอบครัวของข้า ขอตัดขาดจากตระกูลหลิน! ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป!!”
เขาตะโกนออกมาสุดเสียง เสียงแตกพร่าด้วยความคับแค้น ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ไม่แม้แต่จะมองบิดาที่หน้าแดงก่ำด้วยโทสะ
“เจ้า...!” หลินเชาอี้ชี้มือสั่นเทา พูดไม่ออก “อกตัญญู! เจ้าลูกอกตัญญู!!”
ปัง!
ประตูห้องโถงถูกผลักกระแทกเปิดอย่างแรง หลินชุ่นเหอก้าวออกไปโดยไม่หันกลับมา ร่างของเขาหายลับตรงหัวมุมลานบ้านในพริบตา
เหลือเพียงหลินเชาอี้ที่ยืนกัดฟันแน่นอยู่กับที่ โกรธจนตัวสั่น แต่ก็ไม่กล้าเรียกใครออกไป เพราะเขาเองก็รู้ดีว่าคราวนี้ตนผิดจริง หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป จะกระทบทั้งชื่อเสียงของเขา และหน้าตาของตระกูลหลินทั้งหมด
“แต่ข้าผิดตรงไหนกัน!? ทุกอย่างที่ข้าทำ ก็เพื่อประโยชน์ของตระกูลหลิน! เพื่อทุกคน!!” หลินเชาอี้กัดฟันแน่น พ่นลมหายใจถี่ด้วยความคับแค้น