- หน้าแรก
- ความจริงมันก็ลอยฟุ้งอยู่รอบๆตัวเราเนี่ยแหละ
- บทที่ 22 กำแพง
บทที่ 22 กำแพง
บทที่ 22 กำแพง
บทที่ 22 กำแพง
เมื่อเธอตื่นขึ้น ก็พบว่าตนเองจมอยู่ในความมืด
ไม่สิ ไม่ใช่มืดสนิทเสียทีเดียว ยังมีแสงสว่างลอดเข้ามาจากรอยแตก
เธอ 'ได้ยิน' เสียง
แม้แขนขาของเธอจะขยับไม่ได้อีกต่อไป... หรือจะพูดให้ถูกคือ แขนขาเหล่านั้นถูกแยกออกจากร่างกายไปแล้ว อวัยวะภายในก็ไม่ได้อยู่ในตัวเธออีกเช่นกัน
ทว่า เธอกลับรู้สึกว่าประสาทสัมผัสแจ่มชัดยิ่งกว่าตอนมีชีวิตเสียอีก เธอสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่อีกด้านของความมืดมิด
ชายคนหนึ่งถืออิฐในมือข้างหนึ่ง และเกรียงในมืออีกข้าง กำลังบรรจงก่ออิฐปิดผนังกำแพงที่สร้างไปได้ครึ่งหนึ่งอย่างระมัดระวัง
อีกฟากหนึ่งของกำแพงคือห้องอันหรูหราโอ่อ่า
แต่ในฟากนี้ของกำแพง...
เธอเห็นใบหน้ามากมาย ใบหน้าของผู้หญิงสาวที่เหมือนกับเธอ ชิ้นส่วนร่างกายของพวกเธอกระจัดกระจายระเกะระกะอัดแน่นอยู่ในซอกหลืบของกำแพง
เมื่อชายคนนั้นทำงานเสร็จ แสงสว่างสุดท้ายก็เลือนหายไป
ในความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์ไร้ที่สิ้นสุด
เธอเห็นมัน
แมวท้องแก่ตัวหนึ่ง
เธอจำได้... เธอเป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลายธรรมดา วันหนึ่งหลังเลิกเรียน เธอไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน ระหว่างทางกลับบ้าน เธอพบแมวจรจัดที่ท้องแก่ใกล้คลอด ด้วยความสงสาร เธอจึงใส่มันไว้ในกระเป๋านักเรียน ตั้งใจจะพาไปหาหมอในวันรุ่งขึ้น
แต่ทว่า ครึ่งทางก่อนถึงบ้าน เธอถูกวางยาจนหมดสติและถูกพามาที่นี่
เจ้าแมวน้อยผู้น่าสงสารหวาดกลัวจนตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้อง มันถูกโยนเข้ามาในกำแพงพร้อมกับเสื้อผ้าของเธอ
ในผนังนี้ยังมีสิ่งของคล้ายๆ กันอีกมากมาย
หากมีคนพบกระเป๋าสตางค์ เสื้อผ้า หรือของใช้อื่นๆ ตำรวจคงรับแจ้งความและเริ่มออกตามหา มิโกะอาซาโนะคงทำพิธีเข้าทรงและหาเบาะแสจนเจอ
แต่ถ้าไม่เหลือร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้...
สำหรับสังคมภายนอก เด็กสาวเหล่านี้ก็แค่หายตัวไป หนีออกจากบ้าน สาบสูญ... ความเป็นไปได้มีร้อยแปด
แม่แมวดูเหมือนกำลังจะคลอดลูก อยู่ตรงนี้... ในกำแพงนี้
เธอ 'เฝ้ามอง' มัน
ท่ามกลางความตาย ชีวิตใหม่กำลังถือกำเนิด
เธอรู้ดีว่าแม้อิฐจะไม่ประสานกันสนิทจนพอมีอากาศหายใจ แต่หากไร้อาหาร ทั้งแม่แมวและลูกๆ คงไม่รอด
ดังนั้น...
เธอจึงส่ง 'กระแสเสียง' ออกไป
"ได้โปรดกินฉันเถอะ"
"ใช้เลือดเนื้อของฉันหล่อเลี้ยงลูกๆ ของแก"
"แล้วจงบอกให้คนอื่นรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่"
"นี่คือคำขอร้องครั้งสุดท้ายของฉัน"
เจ้าแมวมองมาที่เธอด้วยดวงตาคู่สวยในความมืด
เมี๊ยว...
มันส่งเสียงร้องออกมา
เสียงร้องของแมวแผ่วเบามาก หากไม่ใช่เพราะความเงียบสงัดรอบด้าน แม้แต่เฉียวเฉียวก็อาจไม่ได้ยิน
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ผนังด้านนี้ไม่มีหน้าต่าง เสียงแมวไม่ได้ดังมาจากข้างนอก แต่มันดังลอดออกมาจากในกำแพง ผ่านชั้นปูนและอิฐที่ก่อตัวหนา
เฉียวเฉียวไม่มีตาทิพย์มองทะลุวัตถุ จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน แต่เขาอ่านนิยายมาเยอะ พอจะเดาคำตอบได้ลางๆ
"คุณเฉียว คะ... เกิดอะไรขึ้น?"
ใบหน้าของอาซาโนะ อาริสุ ซีดเผือดเล็กน้อย เสียงแมวที่ดังออกมาจากกำแพงเป็นสิ่งที่เธอคาดไม่ถึง
"ดูเหมือนคฤหาสน์หลังนี้จะไม่ได้มีแค่ไอหยินที่หนาแน่นซะแล้วสิครับ"
เฉียวเฉียวเคาะผนัง เขาเลือกจุดที่ห่างจากต้นเสียงแมวพอสมควร
เขาหยิบกล่องพลาสติกออกมาจากกระเป๋านักเรียน ภายในบรรจุสารคล้ายดินน้ำมันสีขาวขุ่น เฉียวเฉียวบิดมันออกมาก้อนเล็กๆ แล้วแปะลงบนผนังราวกับแปะหมากฝรั่ง
"ถอยไปหน่อยครับ"
จากนั้นเขาก็หยิบแท่งโลหะสองแท่งเสียบเข้าไปในก้อนดินน้ำมัน มีสายไฟยาวเชื่อมต่อออกมา เฉียวเฉียวลากสายไฟพลางถอยฉากไปที่อีกฝั่งของห้องนั่งเล่น แล้วซ่อนตัวหลังโซฟา
"คุณเฉียว?"
อาริสุไม่เข้าใจสถานการณ์ เธอมองเฉียวเฉียวที่มีท่าทีระมัดระวังและส่งสายตาประมาณว่า 'ไม่มาหลบด้วยกันเหรอ?'
"ช่างเถอะ ระยะนี้น่าจะพอไหว"
เฉียวเฉียวบอกให้อาริสุอุดหู จากนั้นเขาก็ต่อสายชนวนเข้ากับรีโมตคอนโทรล แล้วกดปุ่ม
บึ้ม—
อาริสุรู้สึกหูอื้อไปชั่วขณะ เธอไม่คาดคิดเลยว่าไอ้ก้อนดินน้ำมันนั่น... จะระเบิดได้?
เดี๋ยวนะ... เหมือนเธอเคยเห็นอะไรแบบนี้ในหนัง แตทำไมคุณเฉียวถึงมีของแบบนี้? แถมยังพกติดตัวมาในกล่องข้าวอีกต่างหาก
แต่ก็นะ... ในเมื่อเขาปราบผีด้วยปืนพกได้ การใช้ระเบิดก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก อาริสุเริ่มซึมซับและยอมรับวิธีการของเฉียวเฉียวโดยไม่รู้ตัว
เมื่ออาการหูอื้อทุเลาลง รูโหว่ขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นบนผนังห้องนั่งเล่น
ฝุ่นควันจางลง เผยให้เห็นว่าผนังชั้นนี้บางมากและตรงกลางกลวง
เฉียวเฉียวเปิดไฟฉายโทรศัพท์แล้วส่องเข้าไป
"ว่าแล้วเชียว"
"ข้างในคือ..."
อาริสุพยายามจะชะโงกหน้าดู แต่เฉียวเฉียวห้ามไว้ ภาพแบบนี้ไม่เหมาะกับเยาวชนเท่าไหร่
แสงไฟสาดเข้าไป เฉียวเฉียวเห็นแมวทันที ลูกแมวตัวน้อยที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน แม่ของมันนอนนิ่งอยู่บนซากศพ พร้อมกับพี่น้องของมันอีกสี่ตัวที่หยุดหายใจไปแล้ว
เจ้าลูกแมวตัวรอดชีวิตยังคงดูดนมแม่ ราวกับคิดว่าแม่ของมันยังมีชีวิตอยู่
แมวตายตาไม่หลับจริง ๆ ด้วยสินะ
เฉียวเฉียวมองแม่แมวและลูกแมวที่ตายโดยไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก เขาเอื้อมมือไปอุ้มลูกแมวตัวนั้นออกมา มันยังเล็กมากจนดูไม่ออกว่าเป็นสายพันธุ์อะไร
"เอ้านี่"
เขาส่งลูกแมวให้อาริสุ
"เด็กคนนี้..."
อาริสุไม่ถามอะไรต่อ เธอรับลูกแมวมาอุ้มไว้แนบอกเงียบ ๆ โดยไม่รังเกียจคราบเลือดที่เปรอะเปื้อน
"ทุกอย่างสมเหตุสมผลแล้ว" เฉียวเฉียวประมวลผลเรื่องราวทั้งหมด
"ฆาตกรคือ อิคุจิ เท็ตสึ"
"เขาลักพาตัวผู้หญิงเหล่านี้มาฆ่าทิ้ง และเพื่อซ่อนศพ เขาจึงก่ออิฐปิดตายพวกเธอไว้ในผนัง"
"ลุงยามบอกว่าอิคุจิ เท็ตสึ ยังซื้อวัสดุก่อสร้างอยู่เรื่อย ๆ เขาเป็นคนออกแบบบ้านหลังนี้ ย่อมรู้วิธีดัดแปลงมันดีที่สุด"
"ส่วนคุณอิคุจิ เคนจิ ผู้เป็นลูกชาย น่าจะไม่รู้เรื่องนี้ ไม่งั้นคงไม่กล้ามอบกุญแจให้ยามหรือจ้างนักปราบมารมาตรวจดูง่าย ๆ แบบนี้หรอก"
ส่วนเหตุผลที่อิคุจิ เท็ตสึ ทำแบบนี้... เฉียวเฉียวคิดว่าถามเจ้าตัวโดยตรงน่าจะดีที่สุด
เมฆก้อนใหญ่ลอยเคลื่อนผ่าน บดบังแสงจันทร์
ห้องโถงของคฤหาสน์จมดิ่งสู่ความมืดมิด
ร่างเงาของผู้หญิงนับไม่ถ้วนค่อย ๆ ปรากฏขึ้น เรืองแสงจาง ๆ อยู่ด้านหลังอาซาโนะ อาริสุ
และยังมีชายชราอีกหนึ่งคน เป็นผู้ชายเพียงคนเดียว
นั่นคือ อิคุจิ เท็ตสึ
เขาดูไม่เหมือนวิญญาณอาฆาตเลยสักนิด ผมตัดเกรียน รูปร่างผอมแห้ง สวมชุดกิโมโน มีเพียงมือทั้งสองข้างที่เรียวสวยราวกับมือผู้หญิง หากเฉียวเฉียวไม่รู้ความจริงมาก่อน คงนึกว่าเขาเป็นแค่คุณปู่ใจดีคนหนึ่ง
"คุณอิคุจิ เท็ตสึ"
อาริสุสัมผัสได้ถึงการมาของเขา เธอระวังตัวแจ มือข้างหนึ่งอุ้มลูกแมว อีกข้างกำกระดิ่งคากุระแน่น แต่พลังวิญญาณของเธอเหลืออยู่ไม่มากแล้ว
"พอใจหรือยัง?"
วิญญาณของอิคุจิ เท็ตสึ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแก่ชราแต่แฝงความลำพองใจ
"นี่คือผลงานศิลปะของฉัน... คฤหาสน์หลังนี้"
"คุณเรียกสิ่งนี้ว่างานศิลปะงั้นเหรอ?" อาริสุอดไม่ได้ที่จะย้อนถาม
ไม่ว่าจะมองมุมไหน การกระทำนี้มันหลุดขอบเขตความเป็นมนุษย์ไปแล้ว
"ฉันใช้เวลาหลายปี รวบรวมผู้หญิงเก้าสิบเก้าคน ฝังพวกหล่อนลงไปในตัวอาคาร และสุดท้าย... ใช้ชีวิตของตัวเองเป็นปลายพู่กันตวัดเส้นจบ เพื่อให้งานออกแบบชิ้นนี้สมบูรณ์แบบ"
อิคุจิ เท็ตสึ ผายมือออกราวกับกำลังนำเสนอผลงานชิ้นเอก
"ใช่แล้ว หัวข้อของสถาปัตยกรรมแห่งนี้คือ 'ความเป็นมนุษย์'!"
สิ้นคำพูด
เหล่าวิญญาณอาฆาตต่างกรีดร้องโหยหวน มันคือเสียงคร่ำครวญจากจิตวิญญาณที่ต่อให้เอามืออุดหูก็ยังได้ยิน วิญญาณแค้นนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าหาทั้งสองคน
ในขณะเดียวกัน ใบหน้าของอิคุจิ เท็ตสึ ก็มืดดำลง เงาทมิฬเข้าปกคลุมร่าง กายเนื้อบิดเบี้ยวผิดรูป เปลี่ยนสภาพจากมนุษย์กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้จะเรียกว่าตัวอะไร
"กลายร่างเป็นวิญญาณร้าย"
อาริสุสั่นกระดิ่งคากุระ เสียงกังวานใสช่วยขับไล่วิญญาณอาฆาตไปได้บ้างขณะที่เธอขยับถอยมาใกล้เฉียวเฉียว เธอสังเกตเห็นว่าวิญญาณบางตนเป็นตัวที่เธอเคยปัดเป่าไปแล้ว
วิญญาณเหล่านี้กลายเป็นสมุนของวิญญาณร้ายอิคุจิ เท็ตสึ ตราบใดที่ตัวต้นตอยังไม่ถูกกำจัด พวกมันก็จะฟื้นคืนชีพกลับมาเรื่อย ๆ
ยุ่งยากชะมัด
อาริสุหันไปมองเฉียวเฉียว
"คุณเฉียว รบกวนลงมือด้วยค่ะ"
"?"
เฉียวเฉียวอึ้งไปชั่วขณะ
ตัดสินใจเด็ดขาดเกินไปไหม?
ตามพล็อตหนังทั่วไป... มิโกะสาวควรจะพยายามต้านทานสักพัก จนกระทั่งไม่ไหวจริง ๆ แล้วค่อยตะโกนขอความช่วยเหลือไม่ใช่เหรอ?
เฉียวเฉียวไม่คิดว่าอาริสุจะตัดบทเร็วขนาดนี้
แต่พอลองคิดดูดี ๆ ด้วยพลังวิญญาณที่ร่อยหรอของเธอ การรับมือกับกองทัพผีและบอสใหญ่ระดับนี้คงตึงมือเกินไป การขอให้เฉียวเฉียวช่วยก็เป็นแค่เรื่องของเวลา
แทนที่จะยื้อจนเจ็บตัว สู้ขอความช่วยเหลือตั้งแต่แรกเลยดีกว่า เธอคงคำนวณมาถี่ถ้วนแล้วสินะ
เฉียวเฉียวรู้สึกว่า มิโกะฝึกหัดแห่งศาลเจ้าอัตสึตะคนนี้ แม้อายุจะยังน้อย แต่วิธีการรับมือสถานการณ์ของเธอไม่ได้อ่อนหัดเลยสักนิด
ดังนั้น เขาจึงคว้ามืออาริสุ...
พุ่งฝ่าวงล้อมวิญญาณอาฆาต...
แล้ววิ่งหนีออกจากคฤหาสน์ไปทันที
อีกด้านหนึ่ง วิญญาณร้ายอิคุจิ เท็ตสึ เพิ่งจะแปลงร่างเสร็จสมบูรณ์ เตรียมจะจัดการสั่งสอนนักปราบมารที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคู่นี้
แต่สิ่งที่เห็นคือ... เฉียวเฉียวที่กำลังสับตีนแตกวิ่งหนีออกทางประตูหน้าด้วยความเร็วแสง
"?"