เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 - ทะลุมิติมาครึ่งปี ตัวประกอบกลายเป็นคีตาจารย์

บทที่ 20 - ทะลุมิติมาครึ่งปี ตัวประกอบกลายเป็นคีตาจารย์

บทที่ 20 - ทะลุมิติมาครึ่งปี ตัวประกอบกลายเป็นคีตาจารย์


บทที่ 20 - ทะลุมิติมาครึ่งปี ตัวประกอบกลายเป็นคีตาจารย์

ภายในพระราชวังจักรวรรดิไป๋ซิง หลัวอี้ อาแท้ๆ ของฮ่องเต้องค์ก่อน นั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างอุกอาจ เขาเพิ่งขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ขุนนางเบื้องล่างที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงาน บัดนี้กลายเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาแทบทั้งสิ้นในเวลาไม่กี่วัน

"เรื่องทางจักรวรรดิเอลฟ์โบราณเป็นยังไงบ้าง?" หลัวอี้เอนกายพิงบัลลังก์อย่างทรงอำนาจ หางตามีรอยย่นบ้างแล้ว แต่ดวงตายังสุกใส แฝงความบ้าคลั่งที่ไม่สมเป็นฮ่องเต้

วัยใกล้หกสิบ ควรจะเป็นวัยที่ปล่อยวาง กลับสู่ตัวตนที่แท้จริง แต่บนใบหน้าของเขากลับมีเพียงร่องรอยของการเสพสุข

"ทูลฝ่าบาท คนที่พระองค์ต้องการถูกส่งมาถึงหน้าประตูเมืองหลวงแล้วพะยะค่ะ คาดว่าคืนนี้คงจะถึง" ขุนนางชราคนหนึ่งก้าวออกมาถวายบังคมอย่างนอบน้อม

"งั้นรึ ทำได้ดี แล้วเรื่องสร้างลานประลองสัตว์ขนาดใหญ่ล่ะ ไปถึงไหนแล้ว?" หลัวอี้ถามอย่างพอใจ

"ทูลฝ่าบาท การประลองสัตว์... ถูกสั่งห้ามในจักรวรรดิมานับร้อยปีแล้ว การที่พระองค์จะสร้างลานประลองสัตว์ขึ้นมาอย่างกะทันหัน เกรงว่าประชาชนจะเข้าใจผิด..." ขุนนางชรามีสีหน้ากังวล พูดตะกุกตะกัก

"เข้าใจผิด? เข้าใจผิดอะไร? ประชาชนของข้าคิดไม่ผิดหรอก! ข้าต้องการจะเปิดลานประลองสัตว์อีกครั้ง ของดีที่บรรพบุรุษทิ้งไว้จะทิ้งขว้างง่ายๆ ได้ยังไง?!" หลัวอี้ลุกพรวดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น น้ำลายแตกฟองสาธยายเหตุผล

ขุนนางเบื้องล่างไม่มีใครกล้าเงยหน้า ต่างพากันตัวสั่นงันงก

"ทำไม?! พวกเจ้าก็คิดว่าลานประลองสัตว์ไม่ควรเปิดใหม่รึ?!"

"แน่นอนต้องเปิดพะยะค่ะ ฝ่าบาททรงพระปรีชา" ขุนนางชราก้มหน้าลงอีกครั้ง คราวนี้หลัวอี้กลับไปนั่งบนบัลลังก์อย่างพึงพอใจ

ดวงดาวส่องประกายระยิบระยับบนท้องฟ้ายามค่ำคืน จี้อวิ๋นเจ๋อเหม่อมองท้องฟ้ามืดมิด

มีเพียงเวลานี้เท่านั้นที่เขาจะนึกถึงวันเวลาที่ยังไม่ได้ทะลุมิติมา เมื่อเทียบกับตอนนี้ การสอบยิบย่อยที่เขาเคยบ่นด่านั้นกลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปเลย

และตอนนี้ จี้อวิ๋นเจ๋อกำลังกอดกู่ฉิน นั่งระทมทุกข์อยู่ใต้แสงจันทร์กระจ่าง

นี่เป็นคำสั่งของคนที่ราชสำนักส่งมา นักโทษที่ถูกส่งตัวมาต้องเรียนรู้ดนตรีหนึ่งอย่าง หรือไม่ก็ต้องร้องรำทำเพลงได้ เพื่อเอาไว้แสดงความบันเทิงให้เหล่าเชื้อพระวงศ์ดู

ถ้าใครไม่ผ่าน ฆ่าทิ้งทันที

จี้อวิ๋นเจ๋อไม่มีทางเลือก จำต้องเลือกกู่ฉินจากเครื่องดนตรีมากมาย บวกกับคนเผ่าเบญจพิษต้องฝึกดนตรีเพื่อควบคุมกู่มาตั้งแต่เด็ก จี้อวิ๋นเจ๋อเลยพอมีพื้นฐานดีดพิณอยู่บ้าง พอจะถูไถไปได้

แม้แต่เสื้อผ้าบนตัวก็ถูกบังคับเปลี่ยน จากชุดจอมยุทธ์สไตล์เกมออนไลน์ กลายเป็นชุดคลุมยาวกรุยกรายแบบในละครย้อนยุค ชายเสื้อลากพื้น จะเข้าห้องน้ำทีก็ลำบาก

แต่พอกอดพิณ ก็ดูมีมาดคีตาจารย์ขึ้นมาจริงๆ

มองจากไกลๆ จี้อวิ๋นเจ๋อในชุดเขียวมรกตนั่งหันหน้าเข้าหาดวงจันทร์ ผมยาวดำขลับราวกับกลืนไปกับราตรียามค่ำคืน บวกกับหน้าตาที่โดดเด่น แม้จะไม่ได้งดงามล่มเมืองเหมือนผู้หญิง แต่พอดูดีๆ กลับมีความงามในอีกรูปแบบหนึ่ง

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาชอบสถานการณ์ที่เป็นลูกไก่ในกำมือแบบนี้ ไม่รู้จะตายวันตายพรุ่งเมื่อไหร่

ยิ่งไปกว่านั้น จี้อวิ๋นเจ๋อเป็นคนนิสัยห้าวๆ ลุยๆ เขาไม่อยากจะมานั่งสงบจิตสงบใจเรียนเครื่องดนตรีที่สง่างามแบบนี้เลย ยิ่งเพื่อเอาใจคนอื่นด้วยแล้วยิ่งเกลียด

ถ้ามีปี่สก็อตให้เลือก เขาจะเป่าให้หูดับตับไหม้กันไปข้าง!

ดังนั้น คนอื่นเขาข้ามภพมาตีมอนสเตอร์เก็บเลเวลสร้างฮาเร็ม เขาข้ามภพมาครึ่งปี เลเวลไม่ขึ้นไม่พอ ดันกลายมาเป็นคีตาจารย์ในวัง แถมเป็นประเภทที่อาจจะหัวขาดได้ทุกเมื่อ

ตั้งแต่นั้นมาตลอดหนึ่งเดือน จี้อวิ๋นเจ๋อไม่ดีดพิณ ก็อยู่ระหว่างทางไปดีดพิณ ฝีมือพิณพัฒนาขึ้นทุกวัน แต่สภาพจิตใจกลับเหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆ

โชคดีที่มีฉางเย่กับหมิงหลิงอยู่เป็นเพื่อน สองคนนั้น คนหนึ่งเลือกขลุ่ย คนหนึ่งเลือกพิณฝรั่ง สามคนเล่นดนตรีกันทุกวัน จนแม้แต่ฉางเย่ที่มองโลกในแง่ดียังทนแทบไม่ไหว

"ข้าล่ะเชื่อเลย เป่าจนปากข้าเป็นตุ่มหมดแล้ว สู้ไปแบกอิฐยังดีกว่า! ดูสิ ในขลุ่ยมีแต่น้ำลาย ถ้ารู้แบบนี้ไม่เลือกอันนี้หรอก!" ฉางเย่สะบัดขลุ่ยอย่างรังเกียจ บ่นอุบ

ส่วนจี้อวิ๋นเจ๋อก็ดีดพิณอย่างมั่วซั่ว ตัวเอนไปข้างหลังทำท่าอ้าปากหวอเหมือนคนโดนของ หมิงหลิงที่นิสัยเงียบๆ อยู่แล้ว เป็นคนเดียวที่ยังดูปกติ

"เฮ้ย ได้ยินไหม ฮ่องเต้จักรวรรดิไป๋ซิงจะสร้างลานประลองสัตว์" จู่ๆ ฉางเย่ก็ขยับเข้ามาใกล้จี้อวิ๋นเจ๋อ กระซิบกระซาบ

"หา?!" พอได้ยินเรื่องนี้ จี้อวิ๋นเจ๋อก็หูผึ่ง

"ไม่จริงน่า ลานประลองสัตว์มันของตกยุคเมื่อร้อยปีก่อนไม่ใช่เหรอ จะสร้างทำไม? หรือว่า..."

"ข้าว่าใช่แน่! น่ากลัวชะมัด!" ฉางเย่หดคอ

ไม่ว่าจะเป็นจี้อวิ๋นเจ๋อจากศตวรรษที่ 21 หรือจี้อวิ๋นเจ๋อที่มีความทรงจำของตัวละครเดิม ในหัวต่างก็มีภาพจำเกี่ยวกับลานประลองสัตว์ ซึ่งตรงกันเป๊ะ และล้วนเป็นรูปแบบการแสดงที่โหดร้ายป่าเถื่อนที่สุด

"เฮ้ยๆ ลากพวกเจ้าสองคนมาที่นี่ไม่ได้ให้มาคุยกันนะ!"

ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนสวมรองเท้าบูทยาวถือแส้ก็เดินเข้ามา

"อย่าๆ พวกเราผิดไปแล้ว!" ฉางเย่รีบเอามือกุมหัว กลัวชายคนนั้นจะฟาดแส้ลงมา

ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ ความโหดของชายคนนี้ฉางเย่เจอมากับตัว พูดไม่เข้าหูหน่อยก็เอาแส้ฟาด จี้อวิ๋นเจ๋อกับเขาโดนฟาดมาไม่น้อย มีแค่หมิงหลิงที่นั่งดีดพิณเงียบๆ ทุกวันถึงรอดตัวไป

"ได้เวลาแล้ว คืนนี้พวกเจ้าเตรียมตัวเข้าเฝ้าฮ่องเต้!" ชายคนนั้นพูดจบ ทั้งสองคนก็ใจหายวาบ แต่ไม่มีใครพูดอะไร จนกระทั่งชายคนนั้นเดินจากไป ฉางเย่ถึงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

"ไม่จริงน่า จะต้องไปเจอตาแก่ใกล้ลงโลงนั่นแล้วเหรอ?!"

"ชู่ว เบาๆ หน่อย ถ้าคนอื่นได้ยิน เจ้าโดนตีตายแน่" จี้อวิ๋นเจ๋อรีบห้าม

อีกด้านหนึ่ง ณ มุมหนึ่งของพระราชวัง ปรากฏเงาร่างงดงามจับตา

หญิงงามผู้นั้นรูปโฉมเลิศล้ำ ผิวขาวดุจหิมะ ราวกับนางฟ้าจำแลง ผมยาวสีบลอนด์อ่อนราวกับน้ำตกทิ้งตัวลงมา ยิ่งขับให้ผ้าไหมสีสดใสที่สวมใส่อยู่หมองลงไป ปิ่นปักผมรูปผีเสื้อ เข้ากับชุดกระโปรงสีเหลืองขาว ทอประกายระยิบระยับใต้แสงเทียน งดงามดั่งความฝัน

คนผู้นี้คือหญิงงามอันดับหนึ่งของแผ่นดิน —— องค์หญิงเอลฟ์ไป๋เย่

ขณะนี้ นางกำลังนั่งตัวตรงอยู่ริมหน้าต่าง เหม่อมองแสงดาวพราวพร่างอยู่นาน

"เจ้าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร? ทำไมไม่รับไมตรีจากข้า?" ชายหนุ่มรูปงามในชุดหรูหราเดินออกมาจากเงามืด หมายจะเอื้อมมือไปสัมผัสผมยาวของนาง แต่ก็หยุดชะงักเมื่อใกล้มือ สุดท้ายก็ตัดใจทำลายภาพอันงดงามนี้ไม่ลง

"ข้าเป็นของขวัญที่เสด็จพ่อมอบให้ฮ่องเต้จักรวรรดิไป๋ซิง ท่านทำแบบนี้ ไม่เหมาะสมกระมัง?" องค์หญิงไป๋เย่เอ่ยเสียงเรียบ ไร้อารมณ์ใดๆ

"หึ อีกไม่นานตำแหน่งนั้นจะเป็นของข้า ถึงตอนนั้นข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮา สมใจไหม?"

"ข้าว่าคงไม่มีวันนั้นหรอก คืนนี้ข้าได้รับเชิญจากบิดาท่านให้ไปร่วมงานเลี้ยง ให้ข้าเตรียมตัวเถอะ ท่านอย่ามารบกวนข้าเลย"

เจอคำปฏิเสธไร้เยื่อใยขององค์หญิงไป๋เย่ หลัวคั่นเหยียนเห็นได้ชัดว่ารับไม่ได้

"เจ้ายินดีจะแต่งกับตาแก่รุ่นราวคราวพ่อข้ามากกว่างั้นรึ?"

"ความสมัครใจของข้า สำคัญด้วยหรือ?" ไป๋เย่หันกลับมา เงยหน้าสบตาเขา

"องค์ชาย ท่านรีบไปเตรียมตัวเถอะ เดี๋ยวจะเสียเวลาเริ่มงานเลี้ยง"

"ได้ ข้าเข้าใจแล้ว" หลัวคั่นเหยียนกระแทกประตูจากไป ทิ้งให้ไป๋เย่ถอนหายใจเบาๆ ลำพัง

ขณะนี้ จี้อวิ๋นเจ๋อกำลังอุ้มพิณเดินตามหลังคนนำทาง พร้อมกับเอลฟ์สาวงามอีกห้าคน

ส่วนฉางเย่กับหมิงหลิงแยกไปอีกทาง

ฟังจากคนนำทางบอกว่า ต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้เป็นการส่วนตัวก่อน ฮ่องเต้เลือกเสร็จแล้วถึงจะไปร่วมงานเลี้ยงได้ ได้ข่าวว่าฮ่องเต้เลือกมาทั้งบ่ายแล้ว เพิ่งจะถึงคิวจี้อวิ๋นเจ๋อ

'นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย?! คัดตัวนางสนมรึไง?! ทำไมคนที่ถูกเลือกต้องเป็นข้าด้วย?!'

จี้อวิ๋นเจ๋อด่าทอฮ่องเต้ในนิยายแฟนตาซีนี้ในใจ แล้วจู่ๆ ก็คิดถึงเป่ยหมู่เฉินที่อยู่ไกลถึงจักรวรรดิหยุนรื่อ

'แม่งเอ้ย ป่านนี้เป่ยหมู่เฉินคงกำลังจู๋จี๋กับธิดาศักดิ์สิทธิ์อยู่แน่ๆ หมอนั่นสบายจะตายชัก!'

จี้อวิ๋นเจ๋อด่ากราดไม่เลือกหน้า

【แจ้งเตือนจากระบบ: ตัวละครสำคัญกำลังออนไลน์ โปรดระวัง】

???

จี้อวิ๋นเจ๋อเหวออีกรอบ

ตัวละครสำคัญ? หรือจะเป็นหนึ่งในฮาเร็มพระเอก? นางเอกในต้นฉบับที่อยู่จักรวรรดิไป๋ซิงมีใครบ้างนะ?

ทันใดนั้น จี้อวิ๋นเจ๋อก็ปิ๊งไอเดีย ตบหน้าผากฉาดใหญ่

ก็ต้องเป็นนางสิ! เขาโง่จริงๆ! น่าจะนึกถึงเรื่องจักรวรรดิเอลฟ์โบราณพ่ายแพ้สงครามได้ตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น เป่ยหมู่เฉินกับเมียคนนี้จะมาพบกันที่จักรวรรดิไป๋ซิงได้อย่างไร?

ทีนี้ทุกอย่างก็ลงล็อก เขาน่าจะไม่ได้หนีไปจักรวรรดิเอลฟ์โบราณ แต่กลับวิ่งเข้าหาปากกระบอกปืนให้โดนจับมาเลยมากกว่า!

"เกิดอะไรขึ้น? ทำอะไรของเจ้าน่ะ?" ทหารนำทางเห็นจี้อวิ๋นเจ๋อเกาหัวเกาหูแปลกๆ ก็ตวาดถาม

"มี... มียุงครับ ผมตบยุง" จี้อวิ๋นเจ๋อยิ้มแห้งๆ แถจนสีข้างถลอก

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 20 - ทะลุมิติมาครึ่งปี ตัวประกอบกลายเป็นคีตาจารย์

คัดลอกลิงก์แล้ว