เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 74 เสีย

บทที่ 74 เสีย

บทที่ 74 เสีย


 บนชั้นห้าของอาคารเรียน มีเสียงวัตถุแตกกระจายดังก้องอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เก้าอี้ หน้าต่าง หรือแม้แต่ผนังห้องเรียน การต่อสู้ที่รุนแรงและประหลาดที่สุด กำลังเกิดขึ้นที่ชั้นนี้

หัวหน้าห้องอาศัยความคล่องตัวและความเร็วซึ่งเป็นจุดแข็งที่สุดของเธอ วิ่งไปทั่วทางเดินอันยาวเหยียดและห้องเรียนหลายห้อง แต่การไล่ล่ากลับยังคงไม่หยุดพัก

ไม่ว่าหัวหน้าห้องจะโจมตีด้วยวิธีไหน ใช้กรงเล็บแหลมแทงทะลุ หรือซ่อนตัวหลบเลี่ยงอย่างไร ก็ไม่สามารถหยุดยั้งหรือแม้แต่ชะลอ ‘การไล่ล่า’ นั้นได้เลย

เธอเคยพยายามเผชิญซึ่ง ๆ หน้าอยู่หลายครั้ง แต่หลัวตี้กลับเหมือนไม่ใช่สิ่งที่สามารถ ‘ฆ่า’ ได้อีกต่อไป ไม่ว่าร่างกายจะถูกทำลายขนาดไหน เขาก็ไม่แสดงอาการเจ็บปวดหรืออ่อนแรง ราวกับว่าตราบใดที่ ‘กระดูกสันหลัง’ เส้นนั้นยังอยู่ เขาก็จะยังคงไล่ล่าต่อไปราวกับปีศาจ

หลังจากปะทะกันหลายครั้งติด ๆ กัน หัวหน้าห้องก็ไม่กล้าเข้าโจมตีตรง ๆ อีก แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งหมดกลับแฝงความผิดปกติบางอย่างไว้

แม้ว่าหลัวตี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ไม่สามารถระบุได้ ทำให้สมรรถภาพร่างกายทุกด้านพุ่งขึ้น และได้รับสัญชาตญาณการล่าแบบสัตว์ป่าดึกดำบรรพ์ แต่ในแง่ของ ‘ความเร็ว’ หัวหน้าห้องก็ยังเหนือกว่าอยู่ดี

และตอนนี้พวกเขาอยู่ใน ‘ห้วงรอยต่อ’ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หัวหน้าห้องมีส่วนในการสร้างขึ้นเอง เธอจึงมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ถ้าเมื่อไหร่ที่คิดว่าไม่สามารถสู้ได้ เธอก็สามารถใช้ความเร็วหนีออกจากอาคารได้ทุกเมื่อ แล้วหลบไปยังมุมใดมุมหนึ่งของโรงเรียน แล้วอาศัยความสามารถพรางตัวอันยอดเยี่ยมที่สุดของเธอ เพื่อกลับไป ‘ซ่อนตัว’ อีกครั้ง

แต่ เธอกลับไม่เลือกที่จะ ‘หนี’ อาจเพราะรู้ดีว่าการเลื่อนขั้นของห้วงรอยต่อกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงเธอกับ ‘คุณครูเกา’ เท่านั้น ต่อให้หนีออกไป ก็จะถูกกระแสน้ำวนบนท้องฟ้าจับได้อยู่ดี แถมทั่วทั้งโรงเรียนก็เต็มไปด้วย ‘สายตา’ ของเขาหรือบางที...อาจมีเหตุผลอื่น

เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง เธอกลับมาถึงห้องเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่ 3 ห้อง 5 อีกครั้ง ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง หัวหน้าห้องก็รีบปิดประตูหน้าแล้วล็อกทันที แต่เพียงวินาทีถัดมา

ปัง!

ประตูถูกเตะกระแทกจนหลุดจากบานพับ แรงมหาศาลส่งตัวเธอลอยไปกระแทกผนังด้านในจนเสียจังหวะ สมดุลของร่างหายไปชั่วขณะ เสียงหวีดของเหล็กที่แหวกอากาศดังแทรกขึ้น มีดของ ‘เจียงซือที่มีผมขนดำ’ พุ่งตามเข้ามาพร้อมกับประตูที่ถูกเตะ

ฉับ! คมมีดที่มี ‘ฟัน’ งอกเรียงรายฝังลึกเข้ากลางท้องของหัวหน้าห้อง! แรงเหวี่ยงอันรุนแรงจากการขว้างพาให้ร่างเธอพุ่งไปชนผนังฝั่งตรงข้ามอย่างจัง ตามมาด้วยเสียงกระแทกโครมคราม

“อ๊วก!” เลือดสด ๆ พุ่งออกจากปากเป็นสาย… ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่หัวหน้าห้องอาเจียนเป็นเลือดออกมา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอบาดเจ็บมากี่ครั้งแล้วระหว่างถูกไล่ล่า

เธอดึงมีดเจียงซือที่เสียบทะลุร่างออกจากตัวทันที ก่อนจะฉีกหนังจากแขนตัวเองออกมาชิ้นหนึ่ง พันรอบใบมีดไว้ แล้วอาศัยจังหวะนั้นซุกอาวุธที่อันตรายนี้ไว้ด้านหลังของตน

ทันใดนั้นเอง ขณะที่เธอพยายามจะลุกขึ้นหนีต่อ ร่างที่เพิ่งยันตัวขึ้นได้กลับเหมือนหลุดจากการควบคุม เธอทรุดฮวบลงนั่งบนพื้นอีกครั้ง พยายามจะลุกขึ้น แต่ผลก็เหมือนเดิม ยังไม่ทันยันที่จะขึ้นได้ถึงครึ่งตัวก็ทรุดลงอีกหน หัวหน้าห้องมองแขน มือ และข้อนิ้วของตัวเอง ที่ตอนนี้แตกหักซ้ำซ้อนจนยากจะสมาน

แม้ชุดนักสอบสวนและพลังของ ‘ห้วงรอยต่อ’ จะช่วยยื้อสภาพร่างไว้ได้บ้าง แต่ตอนนี้กลับถึงขีดจำกัดแล้ว มือทั้งสองข้างสั่นระรัว แม้แต่จะกำมือก็แทบทำไม่ได้

ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นออกมาจากช่องท้อง บาดแผลที่ท้องแทบจะถูกผ่ากลางออกทั้งหมด แม้ชุดนักสอบสวนจะช่วยป้องกันไว้ได้บ้าง แต่ก็ขาดเสียหายจนไม่สามารถมองเห็นอวัยวะภายในได้อย่างชัดเจน เลือดสดเริ่มไหลนองพื้น

“ร่างของฉัน... เน่าเปื่อยถึงขนาดนี้แล้วหรอ...”

“แปลกจังนะ ตลอดการไล่ล่า ฉันกลับรู้สึกเหมือนคนในหนัง ที่ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกแทงไปกี่ครั้งแล้ว...ดีจริง ๆ

สีหน้าของหัวหน้าห้องยังคงเหมือนเดิม เธอเพียงสังเกตสถานการณ์อย่างใจเย็น จากนั้นก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง

กระแสความร้อนเริ่มแผ่เข้ามา ทั่วทั้งร่างของหลัวตี้ในตอนนี้เต็มไปด้วยบาดแผล มีรอยกรีดและแผลทะลุอยู่ทั่วร่าง แต่ภายใต้การค้ำยันของ ‘กระดูกสันหลัง’ เขายังเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์ แม้กระทั่งการทำงานของอวัยวะบางส่วนก็ยังปกติ เหมือนถูกกระดูกสันหลังนั้นแทนที่ไปแล้ว

ราวกับเขารับรู้ได้ว่าตอนนี้ ‘เหยื่อ’ หมดแรงจะเคลื่อนไหวแล้ว หลัวตี้จึงไม่รีบร้อนอีกต่อไป เขาก้าวเท้าอย่างเชื่องช้าเหมือนฆาตกรในหนัง ทุกก้าวที่เหยียบพื้น เหมือนเสียงนับถอยหลังสู่ความตายของเหยื่อ

หัวหน้าห้องพิงผนัง มองเขาด้วย “รอยยิ้มปลอมๆ” อันเชี่ยวชาญ ราวกับเธอยอมรับชะตากรรมแล้ว หรือไม่ก็…กำลังชื่นชมบางสิ่งอยู่

ตึก!

ก้าวสุดท้าย หลัวตี้มายืนอยู่ตรงหน้า แต่เขาไม่ได้ลงมือทันที เพราะตอนนี้ในมือไม่มีอาวุธ ความหมกมุ่นในฆาตกรฝังรากลึกอยู่ในใจของเขา และการสังหารครั้งสุดท้ายต้องใช้ ‘มีด’ เท่านั้น

มีดเจียงซือ ตอนนี้ถูกหัวหน้าห้องเก็บไว้ที่หลังของเธอ เขาสามารถมองเห็นมันได้ชัดเจน หลัวตี้จึงก้มตัวลง ยื่นมือไปด้านหลังของหัวหน้าห้องเพื่อหยิบมีดคืน

ด้วยท่าทางนั้นเอง ใบหน้าของเขาโน้มเข้ามาใกล้ถึงระดับไหล่ของเธอ เขาค่อย ๆ ดึงผิวหนังที่พันบนใบมีดออก แล้วจับด้ามมีดไว้แน่น

ฮู่… เสียงลมหายใจแห้งกรังที่เต็มไปด้วยขี้เถ้า

หัวหน้าห้องไม่ขยับ ไม่หลบ ไม่ตอบสนอง การไม่ต่อต้านแม้แต่น้อยของเธอ เป็นสัญญาณชัดเจนว่า... เธอไม่มีเรี่ยวแรงจะสู้ต่อแล้ว

เหลือเพียงพิธีการสุดท้าย ‘การสังหาร’ 

กระดูกสันหลังของหลัวตี้เริ่มขยับ ดึงร่างที่ก้มอยู่ให้ค่อย ๆ เงยขึ้นอย่างช้า ๆ แต่เมื่อใบหน้าของเขาเคลื่อนห่างจากไหล่ของเธอไปเพียงนิดเดียว

กร๊อบ

มือทั้งสองที่แตกหักจนแทบใช้การไม่ได้ของหัวหน้าห้อง กลับขยับขึ้นมาได้ในฉับพลัน มันเร็วเหมือนกับไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน และพุ่งตรงเข้าหาศีรษะของหลัวตี้!

แต่…

หลัวตี้กลับไม่ตอบโต้แม้แต่น้อย กระดูกสันหลังไม่ขยับ ลิ้นในปากไม่ดีด ไม่ส่งสัญญาณให้ร่างเคลื่อนไหว เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะเขา ‘ไม่รู้สึกถึงเจตนาฆ่า’ จากเธอเลย

แปะ…

กรงเล็บที่ควรจะฉีกเนื้อ กลับแค่แตะลงบนใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน มือที่เต็มไปด้วยรอยแผล ประคองแก้มของหลัวตี้ไว้เบา ๆ เพราะใบหน้าทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก และเขาก็ไม่ได้ขัดขืน เพียงออกแรงเล็กน้อย เธอก็ดึงใบหน้าของเขาเข้ามาใกล้ได้ ระยะห่างไม่ถึงหนึ่งนิ้ว

แม้จะเป็นแค่แรงเพียงเล็กน้อยนั้นก็ทำให้กระดูกมือขวาของเธอแตกละเอียด นิ้วหลุดร่วงลงพื้น และสลายไปอย่างช้า ๆ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะให้ทั้งคู่ ‘ได้มองหน้ากันตรง ๆ’

หัวหน้าห้องรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ยันตัวขึ้น แล้วโน้มริมฝีปากเย็นเฉียบเข้าไปจรดอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นสั้นนัก เพียงชั่วอึดใจ ทว่าดวงตาของหลัวตี้ซึ่งดำสนิทกลับมี ‘จุดสีขาวเล็ก ๆ’ ปรากฎขึ้นในม่านตาสติที่มึนงงของเขาก็กลับมาแจ่มใสขึ้นเล็กน้อย

ฮู่…

เมื่อผละออกจากกัน สีหน้าของหัวหน้าห้องก็เปลี่ยนไป มันไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาอีกแล้ว เป็นรอยยิ้มที่ดู ‘ธรรมดา’ และ ‘อบอุ่น’ อย่างน่าประหลาด เหมือนกับรอยยิ้มในวันนั้น วันที่เธอมาหาเขาเป็นครั้งแรก แล้วเอ่ยชวนให้มาร่วมฝึกภาคปฏิบัติด้วยกัน

น้ำตาเอ่อล่นออกมาไม่หยุด

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้...ถ้าได้พบนายเร็วกว่านี้อีกสักนิด บางที…ไม่ ไม่มีบางทีหรอก การได้พบนายก่อนทุกอย่างจะจบลงแบบนี้ ก็ทำให้ฉันพอใจมากแล้ว นายรู้ไหม? เมื่อหนึ่งปีก่อน ฉันฝันทุกคืน ถูกเสียงกระซิบดึงให้ฝันถึงสิ่งน่าสยดสยอง บางครั้งเป็นภาพพ่อของฉัน บางครั้งเป็นภาพตัวฉันเอง หรือบางครั้งเป็นมุมที่ดำมืดและไม่รู้จักในความลึกนั้น

แต่พอสิ้นสุดปิดเทอมฤดูหนาวเมื่อครึ่งปีมาแล้ว ฉันฝันถึงนาย ฉันฝันว่าได้ไปที่บ้านนายอีกครั้ง ฝันว่าเราได้นั่งคุยกันมากมาย ฉันยังจำรสชาติของความฝันนั้นได้เลย

มันอร่อยเหมือนกับอาหารที่นายทำ... คืนนั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าได้กลับมาเป็นคนอีกครั้ง เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิต เป็นครั้งแรกที่ไม่รังเกียจร่างกายของตัวเอง

พอนายฆ่าฉันเสร็จแล้ว ช่วยเอาเสี่ยวอิ๋งไปส่งห้องพยาบาลด้วยนะ ฉันเลี่ยงจุดสำคัญไว้แล้ว ไม่ได้แทงทะลุหัวใจหรือทำลายเส้นเลือดสำคัญ แค่ใช้โอกาสฉีดยาระงับที่เกาโหยวเสวียนเอามาเท่านั้น ปริมาณไม่เกินขนาด

เพียงแต่เกาโหยวเสวียนมาถึงในเวลาที่ไม่เหมาะสมจริงๆ ถึงต้องฆ่าผู้หญิงผิวหนังคนนั้น มันก็ไม่ง่ายเลย...แค่ก แค่ก แค่ก! การเลื่อนขั้นของห้วงรอยต่อครั้งนี้มีปีศาจของจริงอยู่ตัวหนึ่ง แทนที่จะให้คนอื่นเป็นบันไดขึ้น ก็ให้ฉันเป็นบันไดให้นายดีกว่า แน่นอน นายไม่เคยทำให้ฉันผิดหวัง นายน่ะพิเศษที่สุด ฉันรู้มาตั้งแต่แรกว่าฉันคิดไม่ผิด

ตราประทับแห่งนรกมันเริ่มทำงานตั้งแต่ต้น และโลกที่นายเชื่อมต่อก็ดูไม่ใช่นรกแบบธรรมดาด้วย ดีจริง ๆ”

ริมฝีปากแห้งกรังของหลัวตี้สั่นเบา ๆ แล้วเปล่งถ้อยคำออกมาเป็นคำ ๆ

“เธอ...ตั้งใจจะตายในมือฉันตั้งแต่ต้นแล้วสินะ”

หัวหน้าห้องไม่ได้ตอบอะไร แค่นิ่งมองเขาอย่างสงบ เหมือนถ้าไม่พูด เธอจะได้มองเขานานอีกหน่อย เลือดจากท้องของเธอไหลออกมาจนหมด ตอนนี้ที่ยังมีลมหายใจอยู่ทั้งหมดเป็นเพราะร่างของเธอเป็นมนุษย์เทียมที่แข็งแกร่ง ทันใดนั้น แววตาของหัวหน้าห้องเปลี่ยนไป กลายเป็นจริงจังอย่างที่สุด ราวกับได้ตัดสินใจบางสิ่ง เธอช้อนมือขึ้นทั้งหมดเท่าที่แรงยังมี กำปลายคอเสื้อของหลัวตี้ไว้แน่น

“สัญญากับฉันมาข้อหนึ่ง นายมักไม่ยอมเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ชัดเจนแล้ว เหมือนที่นายเดาข้อสงสัยของฉันได้ แต่ก็ยังเลือกที่จะหลีกเลี่ยง เพราะความสัมพันธ์ของเรา แม้ตอนที่ฉันยืนตัดหัวเกาโหยวเสวียนต่อหน้านาย ตอนที่นายยกมีดมาจะฟันฉัน นายก็ยังลังเล โชคดีที่เสี่ยวอิ๋งวิ่งมาทัน ถึงทำให้นายตัดสินใจได้

การหนี คือทางเลือกของพวกที่อ่อนแอ พอฉันตาย การเลื่อนขั้นนี้จะยุติ โรงเรียนจะถูกปลดผนึกแล้ว ถึงเวลาที่นายจะต้องเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ วันที่ฉันไปที่บ้านนาย ฉันได้กลิ่น กลิ่นที่นายพยายามปกปิดด้วยน้ำยาทำความสะอาด อย่าหนีอีกเลย ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วก็จงเผชิญ และจงใช้ชีวิตต่อให้ดี...พูดกับคนอื่นบ้าง อย่าทำตัวเงียบคนเดียวตลอดเลย”

คำพูดสุดท้ายของหัวหน้าห้องดูเหมือนจะไปกระทบกับส่วนลึกของความทรงจำของหลัวตี้ จุดสีขาวระหว่างรูม่านตาเริ่มขยายออก เขากลับคืนสู่รูปร่างปกติ ส่วนหัวหน้าห้องเองในช่วงนั้นก็ค่อย ๆ จากไป ดวงตาที่เคยเปล่งประกายในเวลาปกติ กลับกลายเป็นว่างเปล่าและไร้ชีวิต ต่อมน้ำตากลับไม่ผลิตน้ำตาอีกต่อไป

“ลู่เหวิน...” หลัวตี้มองดูหัวหน้าห้องที่ไร้แรง ดูศีรษะที่เอนลง เขาไม่ร้องไห้ ไม่มีความลังเล เขายกมีดขึ้นสูง แล้วฟันลงในมุมเฉียง

ชวับ! ต่อมใต้สมองที่เน่าเปื่อยจนดำคล้ำ มีร่องรอยแยกตามมุมผิว ถูกหลัวตี้คว้าขึ้นมาถือไว้ในมือ เขารู้สึกได้ถึงไออุ่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในชิ้นเนื้อนั้น ยืนอยู่เบื้องหน้าร่างที่ไร้วิญญาณของเธอ ภายในห้องเรียนที่ทั้งสองคนใช้เวลาร่วมกันมานานกว่าสามปี เขาอ้าปาก กลืนมันลงไปในคำเดียว

ทันใดนั้น ม่านหมอกสีดำรูปเกลียวที่ปกคลุมอยู่เหนือโรงเรียนมัธยมหมายเลขสี่ก็ค่อย ๆ สลาย เวลาภายนอกและภายในกลับมาไหลในจังหวะเดียวกันอีกครั้ง เหล่าผู้ปกครองที่ยังรออยู่หน้าประตูโรงเรียนเพื่อรอสอบพละของบุตรหลาน

ต่างรู้สึกถึง ‘แรงสั่นสะเทือน’ บางอย่างโดยไม่เข้าใจสาเหตุ

พวกเขาหันไปมองทางตัวอาคารเรียนโดยสัญชาตญาณ และในหมู่พวกนั้น…มีคนหนึ่งบังเอิญเห็นภาพอันผิดปกติ บนยอดอาคารใกล้ประตูโรงเรียน มีร่างหนึ่งกระโจนลงจากที่สูง ข้ามกำแพงไปในพริบตา ก่อนจะหายลับไปสุดปลายถนน

[เขตพักอาศัยหมายเลข 13]

อัตราผู้อยู่อาศัยไม่ถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ หลัวตี้ ผู้มีแนวกระดูกสันหลังนูนเด่นออกจากแผ่นหลัง เขารีบวิ่งจากทางเข้าอาคารอพาร์ตเมนต์ชั้นในสุดโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เขาหยิบกุญแจออกมา ไขประตูบ้าน ทันทีที่ประตูเปิด เสียงพ่อก็ดังขึ้นจากในห้องนั่งเล่น

“สอบได้ดีนี่…พยายามต่อไปนะลูก”

ต่อมาก็ตามด้วยเสียงแม่

“ระวังตัวตอนเดินทางกลับด้วยนะ”

แล้วเสียงพี่สาวก็ดังต่อมา

“หลัวตี้ ฉันจะพาพ่อแม่ไปเที่ยวล่ะ ฝากบ้านด้วยนะ!”

หลัวตี้ถอดรองเท้าเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะตามความเคยชิน จากช่องกั้นตรงทางเข้าบ้าน เขามองเห็นแผ่นหลังของพ่อแม่ที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหารอย่างเลือนราง เป็นภาพที่ดูอบอุ่นและปกติอย่างยิ่ง

แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปถึงโต๊ะ ภาพตรงหน้ากลับเปลี่ยนไปทั้งหมด สิ่งที่นั่งเรียงอยู่รอบโต๊ะคือ ‘ร่างแห้งกรังสามร่าง’ เนื้อตัวปกคลุมไปด้วยคราบดินสด ๆ และกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง แต่ละร่างยังคงนั่งอยู่แต่ไม่มีศีรษะ เหนือรอยคอที่ขาดเสียบกล่องบันทึกเสียงไว้กล่องหนึ่ง ทุกกล่องจะเล่นข้อความเดิมซ้ำ ๆ เป็นจังหวะ

หลัวตี้มองภาพนั้นโดยไม่มีแม้แต่แววตกใจในดวงตา เพียงเดินกลับเข้าไปในห้องนอนอย่างเงียบงัน สายตาเหลือบเห็น ‘จอบเหล็ก’ ที่ซ่อนอยู่ใต้เตียง ซึ่งยังมีคราบดินติดอยู่เหมือนเดิม

คราวนี้… เขาไม่จำเป็นต้องให้ ‘ครอบครัว’ ออกไปเที่ยวอีก และไม่ยื่นมือไปแตะต้องจอบนั่นอีกเช่นกัน เขานั่งลงหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ หยิบปากกาหมึกซึม เปิดสมุดบันทึก พลิกไปยังหน้าว่างหน้าถัดไป แล้วเริ่มเขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ลงไปอย่างละเอียด โดยไม่พลาดแม้แต่คำเดียว

กล้องค่อย ๆ เคลื่อนออกจากห้องนอน ผ่านโถงทางเดิน มาหยุดที่ ‘ชั้นวางรองเท้าหน้าประตู’ ตรงจุดเดียวกับเมื่อปีก่อน ที่เคยมีเพียง ‘รูปถ่ายครอบครัวสี่คน’ ตั้งอยู่ ตอนนี้มีกรอบรูปใหม่เพิ่มมาอีกหนึ่งกรอบ เป็นภาพถ่ายร่วมกับ ‘เพื่อน ๆ’ ของเขาเป็นครั้งแรก ในภาพนั้น หม้อไฟที่ถูกทำหกระหว่างแข่งงัดข้อที่ลอยอยู่กลางอากาศกลายเป็นจุดเด่นของภาพ ทางซ้ายของภาพ คือแอนนา ที่ทำหน้าตาตกใจสุดขีด กำลังเอื้อมมือจะคว้าหม้อไฟกลับไป มุมขวาบน คือเกาโหยวเสวียนที่นั่งอยู่ลึกสุดในภาพ สีหน้านิ่งขรึมอย่างสงบ มุมซ้ายล่างคือหัวหน้าห้องที่กำลังหัวเราะอย่างอิสระ รอยยิ้มกว้างโดยไร้หน้ากากและการเสแสร้งใด ๆ และด้านขวาของภาพ คือหลัวตี้ ชายหนุ่มที่ยิ้มออกมาต่อหน้าเพื่อน ๆ เป็นครั้งแรกในชีวิต

ขณะนั้นเอง ในบ้านก็มีเสียงบางอย่าง มันคือเสียง ‘ดีดลิ้น’ ที่มีจังหวะสม่ำเสมอจากภายในห้องนอน

ป๊อก~

ป๊อก~

ป๊อก~

จบบทที่ บทที่ 74 เสีย

คัดลอกลิงก์แล้ว