- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 72 กระดูกสันหลัง
บทที่ 72 กระดูกสันหลัง
บทที่ 72 กระดูกสันหลัง
ร้อน… ห้องเรียนที่เมื่อครู่ยังอบอวลด้วยบรรยากาศอึมครึมพลันกลับร้อนระอุขึ้นมาอย่างฉับพลัน หัวหน้าห้องที่ยืนอยู่บนแท่นบรรยายสัมผัสได้ชัดถึงไอร้อนนี้ ความร้อนประหลาดที่บีบคั้นให้เธอต้องรูดซิปเสื้อออกเล็กน้อย เผยช่วงอกขึ้นไปเพื่อระบายไอร้อน
ศีรษะที่เอียงเล็กน้อยยังคงจับจ้องไปยังหลัวตี้ที่นั่งขัดสมาธิอยู่แถวหลังสุด เธอไม่เข้าใจเลยว่าเขากำลังทำอะไร
“มุมมืดความคิด? ไม่ใช่… นายกำลังทำอะไรอยู่น่ะ หลัวตี้”
หลัวตี้นั่งขัดสมาธิ หลับตา มือที่เหลือเพียงข้างเดียวกำมีดเจียงซือไว้ ใบมีดที่เดิมเต็มไปด้วยขนและเขี้ยว ตอนนี้ค่อย ๆ เปลี่ยนกลับเป็นรูปเดิม โลหะแหลมคมเรียวบาง
เขาใช้คมมีดเฉือนลงไปบนร่างกายด้านหน้า ตามรอยแผลสามเส้นที่หัวหน้าห้องเคยกรีดไว้บนอก ราวกับกำลังสลักสิ่งใดบางอย่าง กระบวนการนี้ไม่อาจเสร็จสิ้นได้ในทันที หัวหน้าห้องสามารถฆ่าเขาได้เลยในตอนนี้ แต่เธอกลับยืนนิ่งอยู่บนแท่นบรรยาย เพียงเฝ้ามอง เฝ้ารอ และกระทั่งเพลิดเพลินกับภาพนั้น แววตาเหมือนย้อนกลับไปเมื่อก่อน
บางทีอาจเพราะเสียงกระซิบที่แผ่วลอดมาจากมุมมืดที่บังคับให้เธอต้องทำเช่นนี้ หรือไม่ก็เป็นเพราะความสนใจชั่วแล่น อยากดูว่าหลัวตี้ยังมีไม้ตายอะไรอีก หรืออาจจะมีเหตุผลลึกลับอื่นซ่อนอยู่
...
【เปลี่ยนมุมมอง】
หลัวตี้จดจ่ออยู่กับสัญลักษณ์ที่สลักฝังอยู่ในความทรงจำของตัวเอง พยายามสลักลวดลายนั้นลงบนร่างให้สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย
ไม้กางเขน เกลียววน ดาวห้าแฉก
สัญลักษณ์ประหลาดมากมายที่ตัวเขาเองก็ไม่อาจเข้าใจ แต่กลับถูกจดจำได้อย่างชัดเจนในสมอง ระหว่างการสลัก เขายังดีดลิ้นเป็นจังหวะคงที่ ลมหายใจที่สูดเข้าทางจมูกค่อย ๆ แปรเปลี่ยน อากาศที่เคยปกติกลายเป็นแห้งผ่าว ร้อนแรงขึ้นทีละน้อย แถมยังแฝงด้วยเถ้าถ่านบางเบา
และแล้วกลิ่นกำมะถันอันเป็นเอกลักษณ์ของนรก ก็เริ่มโชยมา จนเมื่อสัญลักษณ์สุดท้ายถูกสลักเสร็จสิ้นสัญลักษณ์แห่งนรกที่สมบูรณ์ก็หลอมรวมเข้ากับร่างของหลัวตี้ ความร้อนแผดเผาแล่นวาบขึ้นมาจากอกด้านหน้า ราวกับตราสัญลักษณ์ทั้งหมดกำลังลุกไหม้
ความร้อนแรงที่แผดเผารุนแรงขึ้นทุกขณะ ในที่สุดก็บีบคั้นให้หลัวตี้ลืมตาขึ้นมา เถ้าถ่านปลิวว่อน…
เบื้องหน้ามิใช่ห้องเรียนมืดชื้นเย็นยะเยือกอีกต่อไป หัวหน้าห้องก็หายไปแล้ว
เขากลับมา ที่【นรก】อีกครั้ง
อากาศยังคงแห้งผ่าว ทุกการหายใจราวกับจะเผาปอดให้มอดไหม้ แต่ครั้งนี้ไม่มีฝนกรดโปรยลงมา ความร้อนระอุก็เบาบางกว่าคราวก่อนเล็กน้อย ดวงตาไม่ได้ถูกทำให้แห้งกรัง เขาจึงมองเห็นทุกสิ่งตรงหน้าได้อย่างชัดเจน
ไม่เหมือนครั้งที่แล้วที่ถูกตรึงอยู่บนกางเขน ปักลงกลางแผ่นดินที่มอดไหม้ รอจนเลือดไหลหมดร่าง
คราวนี้ หลัวตี้อยู่ท่ามกลางวิหารที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียม ขนาดของวิหารใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้ เสาหินออบซิเดียนแต่ละต้นที่ใช้ค้ำยันนั้นมหึมาราวตึกสูงทั้งหลัง ความสูงของโถงภายในคงไม่ต่ำกว่าพันเมตร รอยไหม้ที่เกาะเต็มพื้นและเสาหินทำหน้าที่แทนโคมไฟ แผ่ทั้งแสงและไอร้อนออกมา
แต่หลัวตี้ไม่ได้เป็นอิสระ แขนขาทั้งสี่ถูกโซ่ออบซิเดียนที่เหมือนเถาวัลย์หนามเสียบทะลุ รั้งแขวนเป็นรูปกางเขนกลางอากาศสูงห้าสิบเมตร ร่างกายเปลือยเปล่า สภาพเจียงซือถูกลบล้างจนหมด แขนซ้ายที่ควรขาดหายกลับปรากฏอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์
ดูเหมือนสิ่งที่มาที่นี่ไม่ใช่กายเนื้อแท้ แต่เป็น ‘แก่นวิญญาณ’ ที่ถูกส่งเข้ามา สัญลักษณ์ที่หลัวตี้สลักบนท้องยังปรากฏเด่นชัด เลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด
หยดเลือดร่วงหล่นจากความสูงกระแทกลงสู่ ‘สระโลหิต’ ขนาดมหึมาด้านล่าง รอบขอบสระโลหิตนั้นมี ‘นักบวช’ ที่สูงใหญ่ดั่งยักษ์ยืนล้อมอยู่ แต่ละคนมีความสูงอย่างน้อยห้าเมตร พวกมันสวมชุดเหมือนกันหมด เสื้อคลุมยาวจากผ้าลินินดำที่เย็บต่อกัน ห้อยประดับด้วยสัญลักษณ์ที่แกะจากหินดำ ท่อนเอวรัดด้วยเชือกคล้ายปอหยาบ บรรยากาศทั้งชุดออกไปทาง ‘ดึกดำบรรพ’ แขนที่โผล่พ้นผ้าเป็นสีดำสนิท แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับภาพจำของปีศาจผิวแดงฉานในตำนานของมนุษย์
สิ่งพิเศษที่สุดของนักบวชเหล่านี้คือ ‘ศีรษะ’ หัวของพวกมันถูกตัดขาดแล้วแขวนไว้ที่เชือกปอรอบเอว มันแห้งกรังไปนานแล้ว ราวกับว่าหัว เป็นอวัยวะที่เกินจำเป็น ความคิดซับซ้อนที่ติดมากับมันจะไม่ส่งผลต่อหน้าที่ แต่เหนือคอย่อมไม่ว่างเปล่า
เลือดสดพวยพุ่งขึ้นมาจากลำคอเหมือนสิ่งมีชีวิต สายเลือดข้นเส้นหนา ๆ ลอยในอากาศ กลายเป็นสัญลักษณ์ประหลาดทีละตัว ลวดลายละม้ายกับสัญลักษณ์นรกที่หลัวตี้สลักบนร่างกายตัวเอง
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังก้องตรงเข้าสู่โพรงกะโหลกของหลัวตี้…
“ผู้มาไกลจากแดนต่างถิ่น… ความมุ่งมั่นในการสังหารของเจ้าทำให้เราสั่นสะท้าน นรกที่แท้จริงจึงขานรับคำเรียกของเจ้า”
เสียงดังก้องกังวาล เถาวัลย์หินดำที่เสียบทะลุร่างหลัวตี้ค่อย ๆ ลดตัวเขาลง ร่างทั้งร่างถูกหย่อนลงไปสู่สระโลหิตด้านล่าง สระโลหิตที่เงียบสงบพลันผุดฟอง ไม่ใช่เพราะสิ่งมีชีวิตหายใจอยู่ใต้ผิวน้ำ แต่เพราะโลหิตทั้งสระกำลังเดือดพล่านเพียงไอร้อนที่แผ่ออกมาก็พอที่จะเผาผิวของหลัวตี้จนพองพุพอง
การลดระดับยังคงดำเนินต่อไป เมื่อฝ่าเท้าเขาสัมผัสกับโลหิตเดือดในสระ ความร้อนก็หลอมผิวหนังทันที ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนแม้แต่หลัวตี้ก็ไม่อาจทานทน ต้องกรีดร้องสุดเสียง ร่างกายดิ้นพล่านไปตามสัญชาตญาณ เถาวัลย์หินดำที่ตรึงเขาไว้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามแรงกระชาก
รอบสระ บรรดานักบวชยักษ์เริ่มขับเสียงท่องบทสวดบางอย่าง ขณะที่ทั้งร่างของหลัวตี้ถูกกลืนหายลงไปในสระโลหิต เสียงกรีดร้องก็ดับสิ้น
【เวลาสำรวจร้าน】
วันนี้ “เชฟโมเสก” ได้รับเชิญมาที่ร้านหม้อไฟแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องอุณหภูมิสูงลิ่ว เพื่อชิมเมนูพิเศษของร้าน ‘กบต้มด่วน’ หม้อไฟสูตรพิเศษที่ร้อนจัดจนสามารถลวกกบให้สุกได้ภายในเวลาสามวินาที
เชฟโมเสกคีบกบสดที่ถูกเคาะให้สลบลงหม้อไฟอย่างระมัดระวัง กำลังจะเริ่มนับเวลาในไลฟ์สด แต่จู่ ๆ การถ่ายทอดสดก็กระตุกหนัก เพื่อให้ผู้ชมได้ภาพที่ราบรื่น เขารีบสลับจากไวไฟร้านมาใช้สัญญาณมือถือ แต่เพราะการเสียเวลานั้นเอง กบที่ควรจะสุกกำลังดีในสามวินาที กลับถูกต้มอยู่เกินสามสิบวินาที พอคีบขึ้นมา เนื้อกบก็ละลายหายไป เหลือเพียงโครงกระดูกพร่อง ๆ อยู่เท่านั้น…
…
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เมื่อบทสวดของบรรดานักบวชจบลง เถาวัลย์หินดำก็ดึงร่างของหลัวตี้ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาจากสระโลหิต ไม่เพียงแต่เนื้อหนังหายไป แม้แต่กระดูกส่วนใหญ่ของร่างกาย กระทั่งกะโหลกศีรษะก็หลอมละลายหายหมด เหลือเพียงสิ่งเดียวคือ กระดูกสันหลังหนึ่งท่อน ที่ถูกย้อมด้วยสีดำและแดง
และก็คือกระดูกสันหลังนี้เองที่ยังคงเชื่อมติดกับเถาวัลย์หินดำทั้งสี่ สันหลังที่สมบูรณ์ถูกยกขึ้นจากสระโลหิต พื้นผิวยังพ่นควันหนาทึบออกมาไม่หยุด ดูราวกับเลือดเนื้อและกระดูกทั้งหมดของหลัวตี้ถูกรวมเข้ามาอยู่ในนั้น อีกทั้งยังถูกหลอมรวมด้วยสารลึกลับจากสระโลหิต บางสิ่งที่เป็นของ ‘นรก’ เอง ถูกฉีดซึมเข้าไปในสันหลังนี้
“กระดูกสันหลังนรกได้หลอมรวมเสร็จแล้ว ยินดีต้อนรับสู่การเป็นหนึ่งในพวกเรา”
ป็อก!
เสียงดีดลิ้นดังก้อง
หลัวตี้เบิกตาขึ้นทันที เขากลับมายังห้องเรียนที่มืดมิดอีกครั้ง เพียงแต่ตอนนี้อุณหภูมิพุ่งขึ้นถึง 40℃
แผ่นหลังของเขาพ่นควันหนาคุกรุ่นออกมา
ในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ กรงเล็บของหัวหน้าห้องฉีกเสื้อด้านหลังจนขาด ตอนนี้จึงเห็นชัดเจนว่ามีกระดูกสันหลังท่อนหนึ่งนูนออกมา พ่นควันหนา สีดำแดง ไร้รอยด่างพร้อย กระแสพลังไหลทะลักจากกระดูกสันหลังไม่หยุด หลัวตี้สัมผัสได้ชัดเจนว่าตนเอง ‘เปลี่ยนไป’ แล้วจริง ๆ … ราวกับกลายเป็นฆาตกรในหนังที่ไม่มีวันตาย เมื่อเลือดในร่างค่อย ๆ ไหลเวียนผ่านสันหลังและการเปลี่ยนแปลงก็สมบูรณ์
เส้นเลือดสีดำปรากฏนูนขึ้นทั่วผิวหนัง ดวงตาก็ถูกย้อมดำสนิททั้งคู่ แม้ไม่ต้องใช้ไฟฉายก็ยังมองเห็นทุกซอกมุมในห้องเรียนที่มืดได้อย่างชัดเจน เขามองทะลุไปถึง ‘หัวใจสีแดงสด’ ที่เต้นอยู่ใต้ผิวหนังของหัวหน้าห้อง และยังมองเห็น ‘ต่อมใต้สมอง’ ภายในกะโหลกศีรษะของเธอ และมุมมืดความคิดที่อยู่บนพท้นผิวของมัน