- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 68 อาคารเรียนอันเย็นเยียบ
บทที่ 68 อาคารเรียนอันเย็นเยียบ
บทที่ 68 อาคารเรียนอันเย็นเยียบ
เมื่อมองไปที่ฉากสีแดงนองเลือดที่กระจัดกระจายเหมือนอยู่ในห้องรักษาความปลอดภัย รู้สึกถึงความอุ่นค้างที่ยังหลงเหลือบนศพบางส่วน และฟังจากที่เสี่ยวอิ๋งบอกว่าได้ยินเสียงมาจากห้องเรียนชั้นห้า หลัวตี้จึงค่อย ๆ เรียงร้อยเรื่องราวในหัว และพอจะเรียงภาพเหตุการณ์ออกมาได้คร่าว ๆ
หลังจากที่หัวหน้าห้องแยกกับพวกเขาไป เธอหนีรอดมายังด้านนอกอาคารเรียนได้สำเร็จด้วยชุดพิเศษของนักสอบสวน และได้รวมตัวกับทีมรักษาความปลอดภัยที่นั่น แต่มนุษย์เทียมสายผิวหนังตัวนั้นไม่ยอมเลิกรา มันถือว่าหัวหน้าห้องเป็นเป้าหมายที่ต้องกำจัดให้ได้ ด้วยความสามารถเฉพาะตัวของมัน และความได้เปรียบในสภาพแวดล้อมที่ถูกรอยแยกครอบงำ มันจึงแทรกซึมผ่านผิวหนังของเหล่าผู้คุม แล้วสังหารแบบเป็นวงกว้างจนแทบไม่เหลือ
ทีมรักษาความปลอดภัยถูกเข่นฆ่าจนเกือบหมด ซากที่หลงเหลือบอกได้ว่าหัวหน้าห้องอาจเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย ในช่วงเวลาวิกฤติ เกาโหยวเสวียนก็มาถึงพอดี ช่วยคุ้มกันให้หัวหน้าห้องให้ถอยหนีออกมาได้ทัน
แต่ร่างที่ได้รับบาดเจ็บ หมดแรง และชุดนักสอบสวนที่ฉีกขาด ทำให้หัวหน้าห้องวิ่งได้ไม่ไวเหมือนเดิม และไม่สามารถวิ่งไปหาครูที่โรงยิมเพื่อขอความช่วยเหลือได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ไม่สามารถล่อมนุษย์เทียมให้ตามไปที่ห้องพยาบาลซึ่งอันตรายยิ่งกว่าได้ ทั้งสองจึงต้องหนีเข้ามาในอาคารเรียน หวังจะอาศัยความซับซ้อนของภายในเป็นเกราะชั่วคราวเพื่อยื้อเวลา
พอคิดถึงตรงนี้ หลัวตี้ก็รีบพุ่งออกจากห้องรักษาความปลอดภัย แล้วเพ่งสายตาขึ้นมองไปยังชั้นห้าของตึกเรียจริงอย่างที่ได้ยิน มีเสียงเล็ดรอดอยู่ข้างบน แต่มันเบามากจนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงอะไร แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะลังเล หลัวตี้รีบส่งสัญญาณให้เสี่ยวอิ๋งตามเขามาทันที
จากการเรียบเรียงเส้นเรื่องในหัวของเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าห้องหรือเกาโหยวเสวียน ต่างก็กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายมาก หลัวตี้เชื่อว่า ทีมรักษาความปลอดภัยไม่ใช่กลุ่มที่จะถูกกวาดล้างจนเกลี้ยงได้อย่างง่ายดาย มนุษย์เทียมตัวนั้นคงจะได้รับบาดเจ็บไปบ้างในการลงมือครั้งนี้
ตราบใดที่พวกเขาสามารถรวมตัวกับหัวหน้าห้องได้อีกครั้ง อาจจะยังพอร่วมมือกัน จับจังหวะและกำจัดเป้าหมายได้เหมือนครั้งก่อน ๆ
อย่างไรก็ตาม ในใจของหลัวตี้ยังคงรู้สึกเหมือนมีหนามปักอยู่ในใจเสมอ เหตุการณ์ในห้วงรอยต่อครั้งนี้มีบางอย่างผิดปกติ แต่เขาก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร
ตอนนี้ทางเลือกที่เหลือสำหรับเขามีอยู่สามทาง
1.ร่วมมือกับเพื่อนที่ได้พบเป็นครั้งแรกในชีวิต เหมือนอย่างในอดีตที่ทุกคนช่วยกันเอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่ง แล้วหลบหนีออกมาได้สำเร็จ
2.มุ่งหน้ากลับไปยังสนามวิ่ง เพื่อขอความช่วยเหลือจากครู แต่ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นเพียงอาหารของกงซิน
3.ทำตามที่ครูกัวบอก ไปที่หอพักซึ่งปลอดภัยกว่า แอบซ่อนตัวเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง รอจนกว่าทุกอย่างจะจบลง
แต่หลัวตี้ไม่ได้ตัดสินใจเลือกระหว่างสามทางนี้เลย หรืออาจพูดได้ว่า…ในสายตาของเขา มีอยู่เพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น
เขาเงยหน้ามองอาคารเรียนที่อยู่เคียงข้างเขามาสามปี ในยามค่ำคืน มันเงียบงันจนน่าแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไฟฟลูออเรสเซนต์ตรงปากบันไดกะพริบถี่ ๆ ราวกับกำลังกวักมือเรียก
จะเข้าไปจริง ๆ หรอ?
หลัวตี้พุ่งเข้าไปทันที
ตึก…
เสียงฝีเท้ากระทบกับขั้นบันไดเรียบลื่นดังแผ่วเบา
กริ๊งงงง!
เสียงกริ่งเลิกเรียนที่ไม่ควรจะมีดังขึ้นกะทันหัน
ถัดมา…
นักเรียนจำนวนมหาศาลกรูกันลงมาจากชั้นบน และทางเดินทั้งหมดก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ราวกับย้อนกลับไปสู่ภาพบรรยากาศหลังเลิกเรียนในอดีตจริง ๆ
หลัวตี้ไม่รู้ว่ามีอะไรผิดปกติเลย…ในสมองของเขามีเพียงเป้าหมายเดียว
“ต้องหาหัวหน้าห้องกับเสี่ยวเกาให้เจอ”
เขายังคงก้าวขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ นักเรียนที่เดินผ่านตัวเขาไปแต่ละคน ดูสมจริงราวกับมีชีวิตอยู่จริง หลัวตี้จึงพยายามกวาดสายตามองทุกใบหน้า เผื่อจะเจอหน้าที่คล้ายกับหัวหน้าห้อง
ช่วงแรก ใบหน้าเหล่านั้นยังพอมองเห็นเค้าโครงได้ แต่เมื่อจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ และเขาขึ้นชั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆใบหน้าของนักเรียนเหล่านั้นกลับค่อย ๆ หายไปบางส่วน จนถึงขั้นไร้ใบหน้าไปเลย
แม้จะเป็นเช่นนั้น หลัวตี้กลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิด เขายังคงเดินหน้าตามหาสองคนนั้นต่อไป เมื่อใกล้ถึงชั้นห้า ที่เป็นห้องเรียนของพวกเขาเอง นักเรียนทั้งหมดก็หายวับไปราวกับเลิกเรียนจริง ๆ บันไดถูกความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของหัวหน้าห้องหรือเกาโหยวเสวียน
บางที…พวกเขาอาจจะอยู่ในห้องเรียน
พอคิดเช่นนั้น หลัวตี้ก็ก้าวขึ้นบันไดต่อไป แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านบน ไม่ใช่เสียงรองเท้าเหยียบขั้นบันได แต่เหมือนเสียงของบางสิ่ง ที่ชนกระแทกกับบันได เสียงประหลาดที่หลัวตี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต
สิ่งที่แน่ชัดก็คือ มีบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวลงมาจากชั้นห้า ในขณะที่หลัวตี้กำลังก้าวขึ้นไปจากชั้นสี่ ความเร็วของทั้งสองสอดคล้องกันแทบพอดี เพราะกำแพงคอนกรีตที่กั้นบันไดเอาไว้ หลัวตี้จึงยังไม่เห็นว่ามันคืออะไร ต้องเดินไปถึงตรงโค้งมุมบันไดถึงจะรู้คำตอบ
ยิ่งใกล้โค้งมากขึ้น เสียงนั้นก็ชัดเจนขึ้นทุกที เสียงนี้…เหมือนเคยได้ยินมาก่อน…
เมื่อเขาก้าวถึงขั้นสุดท้าย อีกฝ่ายก็ ‘ร่วง’ ลงมาพอดี ในระดับสายตา เขายังมองไม่เห็นอะไรเลย แต่กลับมี ‘บางสิ่ง’ มาชนเข้ากับรองเท้าของเขา
หลัวตี้รู้สึกว่าเขาเดาออกแล้วว่ามันคืออะไร เหงื่อเย็นแตกพลั่กจากรูขุมขน ไหลเป็นสายตามแก้มลงมา เหมือนแรงบีบเร่งเร้าให้เขาก้มลงมองดูให้เร็วที่สุด…แม้ว่า่เขาจะไม่อยากก้มมอง แต่ก็จำเป็นต้องยืนยันให้ได้
สายตาเลื่อนลงอย่างช้า ๆ และสั่นไหวเล็กน้อย คือเส้นผมสีดำยาวสลวยโผล่เข้ามาในลานสายตา กองยุ่งเหยิงปกคลุมอยู่บนขั้นบันได ใต้ผมอันหนาแน่นนั้นซ่อน ‘ก้อนกลม’ เอาไว้ มันถูกปิดทับจนมองไม่เห็นใบหน้า
แม้จะใส่รองเท้าอยู่ หลัวตี้ก็ยังรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากเส้นผม รวมทั้งความหนาวชื้นที่มากับก้อนกลมปริศนานั้น
เพื่อยืนยัน… เขาทำได้เพียงโน้มตัวลง เอื้อมมือไปสัมผัสเส้นผมที่ไร้ชีวิตนั้น เพื่อตอบคำถามในใจ เมื่อค่อย ๆ แหวกเส้นผมเส้นแรกขึ้นมา ริมฝีปากสีชมพูอ่อนโผล่ขึ้นมาครึ่งหนึ่ง พร้อมสันจมูกที่คุ้นเคย ผิวเนียนนุ่มที่ปลายนิ้วสัมผัสนั้น ก็แสนจะคุ้นเคย… เขายังคงแหวกต่ออย่างช้า ๆ จนเหนือสันจมูก
ผงะ!
ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเงียบงัน และรูม่านตาที่ขยายเต็มที่ สบเข้ากับดวงตาของหลัวตี้ตรง ๆ
ในที่สุด…เขาก็พบแล้ว หัวหน้าห้องอยู่ใต้เท้าของเขานี่เอง
ทันใดนั้น ศีรษะของหัวหน้าห้องก็อ้าปากออกเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าหลัวตี้กลับเผลอดีดลิ้นตามนิสั
ป๊อก! เสียงลิ้นดังสะท้อนก้อง ทะลุทะลวงความเงียบในบันได
ในขณะเดียวกัน ฝ่ามือหนึ่งที่อุ่นร้อน มีอุณหภูมิของร่างกายมนุษย์ก็แตะลงบนหน้าผากของเขา สัมผัสได้ถึงลมหายใจของคนที่ยังมีชีวิต
ซือซือซือ!
ไฟฟลูออเรสเซนต์กะพริบถี่จนแสงวาบ ส่องให้เห็นหมายเลข ‘4’ ที่ผนังบันไดอย่างชัดเจน
ใต้ฝ่าเท้าไม่เคยมี ‘ศีรษะ’ ใดอยู่เลย
ในบันไดแห่งนี้ มีเพียง เสี่ยวอิ๋ง ที่กำลังเขย่งเท้ายืนอยู่บนขั้นสูงกว่า ใช้ความสูงของบันไดช่วยให้เธอเอื้อมมือแตะหน้าผากของเขาได้ ความจริงจังกับความหวาดกลัว สองอารมณ์ที่ไม่ควรปรากฏขึ้นพร้อมกัน กลับฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเธอ เมื่อเห็นดวงตาของหลัวตี้สบเข้ากับตัวเอง เสี่ยวอิ๋งจึงถอนหายใจยาวออกมา
“เฮ้อ…นายทำฉันกลัวเกือบตาย หลัวตี้ เมื่อกี้นายเดิน ๆ อยู่ก็หยุดนิ่งไปเฉย ๆ แล้วตอนจับหน้าผากก็เย็นเฉียบไปหมด ดีที่ตอนนี้เริ่มอุ่นขึ้นมาแล้ว อย่าให้อารมณ์พาไป ห้วงรอยต่อนี่มันพยายามเจาะเข้ามาในความคิดของเราอยู่ตลอดเวลา เผลอแป๊บเดียว นายก็อาจกลายเป็นพวกสัตว์ประหลาดได้แล้วนะ”
“ขอบใจ”
หลัวตี้ไม่ยอมเสียเวลา แม้จะรู้ว่าเมื่อครู่นี้เป็นเพียงภาพลวงตาจากการแทรกซึมทางจิตของรอยต่อ แต่เพียงคิดถึง ‘หัวที่ถูกผมคลุม’ ก็ทำให้ฝีเท้าของเขาเร่งเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จนกระทั่งพวกเขามาถึงชั้นห้า
ห้องเรียนมัธยมปลายปีที่ 3 ห้อง 5 อยู่ตรงชั้นห้า ด้านซ้ายมือ เป็นห้องที่สองจากบันได ปกติเดินแค่ไม่ถึงสิบก้าวก็ถึงหน้าห้องแล้ว แต่ทันทีที่ทั้งสองก้าวออกจากบันได หันเข้าสู่ทางเดินด้านซ้าย กลับต้องหยุดชะงักพร้อมกัน เสี่ยวอิ๋งถึงกับบีบแขนเสื้อที่ว่างเปล่าของหลัวตี้แน่นด้วยความตื่นตระหนก
เบื้องหน้าคือระเบียงทางเดินที่ถูกยืดออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด
ทางเดินซึ่งควรจะเป็นกึ่งเปิดโล่ง (ด้านหนึ่งเป็นห้องเรียน อีกด้านเป็นราวกันตก) ตอนนี้กลับปิดทึบทั้งสองด้าน กลายเป็นผนังห้องเรียนต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
ชัดเจนแล้วว่าอิทธิพลของห้วงรอยต่อได้แผ่ขยายเข้ามาถึงที่นี่ หรืออาจกล่าวได้ว่า มันเจาะจงลงที่ชั้นห้านี้โดยตรง
“ไป”
หลัวตี้ไม่แสดงความหวาดหวั่นออกมา เขาก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับมีดในมือ แม้ว่าจะเหลือแขนเดียวก็ตาม
เสี่ยวอิ๋งเองก็นึกถึงรอยยิ้มของหัวหน้าห้อง พลางรวบรวมความกล้าตามติดไปไม่ห่าง
ระหว่างทางเดินผ่านห้องเรียนรอบ ๆ พวกเขาก็เหลือบตามองป้ายห้องโดยอัตโนมัติ
มัธยมปลายปีที่ 3 ห้อง █
ตัวเลขห้องถูกป้ายทับด้วยสี่เหลี่ยมสีดำสนิท อีกฝั่งก็เป็นเช่นเดียวกัน บางห้อง กระจกหน้าต่างถูกปิดทับด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ บางห้องก็ถูกตอกไม้กั้นปิด ไม่อาจมองเห็นภายในได้ แต่กลับได้ยินเสียงคนพูด เสียงท่องบทเรียนดังลอดออกมาอย่างเบาๆ
บางห้องที่ยังมองเห็นข้างในได้ เก้าอี้ที่เรียงรายกลับว่างเปล่า แต่จอมัลติมีเดียกลับเปิดฉายภาพประหลาดไร้ความหมาย พัดลมเพดานก็หมุนเอื่อย ๆ ราวกับยังมีใครใช้ห้องอยู่
ท่ามกลางทางเดินที่ยืดยาวไม่รู้จบเช่นนี้ ความอดทนของหลัวตี้ก็เริ่มหมดลง จากการเดินเร็วกลายเป็นวิ่งเต็มฝีเท้า จนกระทั่ง
ปั่ก!
ฝ่าเท้าเหยียบลงบนแอ่งเลือดที่เกือบจะแข็งตัวจากความหนาวเย็น เขาหันกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ
มัธยมปลายปีที่ 3 ห้อง 5
เขาเอื้อมมือผลักบานประตูห้องเรียนที่ไม่ได้ล็อก
ภายในห้องเรียนซึ่งหน้าต่างถูกปิดตายทั้งหมด และแหล่งแสงสว่างก็ถูกทำลาย ทำให้ห้องทั้งห้องจมอยู่ในความมืดสนิทโดยสมบูรณ์ ความมืดในระดับ ‘สิ้นเชิง’ เช่นนี้ ทำให้คนแทบหายใจไม่ออก
หลัวตี้ยกไฟฉายส่องเข้าไปข้างใน ลำแสงกรีดผ่านความมืด เผยให้เห็น ศพหนึ่งที่ถูกตรึงไว้กับกระดานดำในสภาพกางแขนกางขาเป็นรูปกากบาท และจากเส้นผมที่หงอกขาวยาวสยายลงมาจากศีรษะ ก็แทบจะยืนยันได้ทันที
นี่คือมนุษย์เทียมสายผิวหนัง ตัวนั้น และตอนนี้มันสิ้นลมหายใจแล้วโดยสมบูรณ์…