- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 66 ห้องพยาบาล
บทที่ 66 ห้องพยาบาล
บทที่ 66 ห้องพยาบาล
ทางออกสนามวิ่ง (ทิศเหนือ)
ด้านนอกยังคงเป็นทางเดินในรั้วโรงเรียนที่ถูกกำแพงกั้นไว้ สัญลักษณ์บอกทางถูกปักอยู่ตามทางแยก และที่อยู่ใกล้ที่สุดก็คืออาคารเรียนทางทิศเหนือ
หลังจากวิ่งมาได้ไม่ถึงสิบนาที พวกเขาก็มองเห็นอาคารเรียนที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตาไปพร้อมกัน
ที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขสี่ พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มากว่าสามปี เวลาครึ่งหนึ่งในแต่ละวันล้วนหมดไปในอาคารเรียนแห่งนี้ แต่พวกเขาไม่เคยเห็นอาคารเรียนที่มืดมิดไร้แสงเช่นนี้มาก่อน เกือบจะไม่มีไฟส่องสว่างอยู่เลย ไม่มีแม้แต่เสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมาจากข้างใน มันมีแต่ความมืดมิดและความเงียบสงบ มีเพียงไฟบนถนนบางดวงด้านล่างที่ยังพอมีแสงริบหรี่
อาคารเรียนสร้างขึ้นเป็นรูปตัว E สูงหกชั้น ห้องพยาบาลถูกจัดไว้ที่ตรงกลางอาคาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักเรียนได้รับการรักษาที่เทียบเท่าโรงพยาบาลทั่วไปได้ทุกเมื่อ
เสี่ยวอิ๋งเอ่ยเตือนว่า “ห้องพยาบาลเป็นพื้นที่สำคัญ มีเครื่องปั่นไฟสำรองหลายชุด ต่อให้ทั้งตึกไฟดับ ก็ไม่เป็นปัญหา เรารีบเข้าไปเลยเถอะ”
“อืม” เกาโหยวเสวียนพยักหน้า เขารับรู้ได้ชัดเจนว่าสภาพของหลัวตี้กำลังทรุดหนักลงเรื่อย ๆ
ระหว่างที่พวกเขาอ้อมไปทางห้องพยาบาล เกาโหยวเสวียนก็สัมผัสได้ทันทีว่าบนพื้นระหว่างอาคารเรียนยังคงเหลือคราบเลือดแห้งอยู่มากมาย และเลือดเหล่านั้นมีลักษณะเป็น ‘วังวน’ ทั้งหมด
ทันทีที่เสี่ยวอิ๋งเห็นร่องรอยเหล่านี้ เธอก็เกิดอาการหวาดผวา รีบเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่พวกเธอเจอในหอพักก่อนหน้านี้บางที…ในอาคารเรียนที่มืดมิดนี้ อาจมี ‘ผู้คุมหอพัก’ ที่กลายพันธุ์ในลักษณะเดียวกันแฝงตัวอยู่ก็ได้
ยังดีที่ห้องพยาบาลตั้งอยู่ชั้นหนึ่ง ด้านที่ใกล้ทางออกที่สุด จึงสามารถเข้าไปได้โดยตรง
ประตูไม่ได้ล็อกภายในห้องพยาบาลก็มืดสนิทเช่นเดียวกัน อาศัยเพียงแสงจากไฟถนนด้านนอกที่ส่องเข้ามารำไร จึงมองไม่เห็นใครข้างในนี้
เสี่ยวอิ๋งอธิบายว่า
“เจ้าหน้าที่การแพทย์ส่วนใหญ่ไปประจำการที่ศูนย์กีฬาแล้ว เพื่อดูแลนักเรียนที่บาดเจ็บระหว่างสอบพละ จะได้ช่วยเหลือได้ทันเวลา
สิ่งเดียวที่แปลกก็คือ…คุณหมอประจำที่นี่ก็หายไปด้วย เพราะถ้าพวกเขายังอยู่จริงๆ พวกเขาจะต้องเปิดเครื่องปั่นไฟแล้ว”
เสี่ยวอิ๋งไม่กลัวความมืด เธอก้าวนำเข้าไปก่อนอย่างมั่นใจ แล้วหยิบไฟฉายกำลังสูงออกมาจากตู้ที่เธอคุ้นเคย เปิดแสงสว่างไปทั่วห้องพยาบาล เมื่อยืนยันได้แล้วว่าไม่มีใครอยู่ และไม่มีมนุษย์เทียมซ่อนตัวอยู่ เธอก็นำทั้งสองขึ้นไปยังชั้นสองของห้องพยาบาล ซึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์การแพทย์และเตียงพักฟื้น
ระหว่างที่ขึ้นบันได เสี่ยวอิ๋งก็ไม่ลืมที่จะระมัดระวังตรวจสอบทุกจุดอย่างรอบคอบที่สุด เพื่อยืนยันว่าภายในห้องพยาบาลไม่มีอันตรายซ่อนอยู่
เมื่อถึงชั้นสอง หลัวตี้ที่ร่างกายอ่อนแรงถูกทั้งสองช่วยกันประคองวางลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล เดิมทีพวกเขาคิดว่าบาดแผลสาหัสเช่นนี้ รวมกับผลข้างเคียงจากการ ‘สภาพกึ่งเจียงซือ’ คงจะทำให้เขาเข้าสู่ภาวะอันตราย หรืออาจหมดสติไปโดยไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
ทว่า เมื่อถูกวางลงบนเตียง หลัวตี้กลับลืมตาโพลง ไม่ยอมหลับ ไม่แม้แต่แสดงอาการเจ็บปวดออกมาเลยสักนิดปัญหาที่เห็นได้ชัดตอนนี้ก็คือ แม้เครื่องปั่นไฟสำรองยังใช้งานได้ แต่ในเมื่อหมอประจำโรงเรียนไม่อยู่ การผ่าตัดต่อแขนกลับย่อมเป็นไปไม่ได้แน่นอน
แต่แล้ว เสี่ยวอิ๋งกลับแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่เหนือกว่าระดับนักเรียนมัธยมปลายทั่วไปเธอรีบหาชุดเครื่องมือพิเศษ ‘เครื่องปั่นไฟชีวพลังงาน’ ผลงานของบริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่ง เพียงแค่ต้องเติมสารละลายชนิดพิเศษลงไป ก็สามารถเดินเครื่องได้ทันที มันทำงานเงียบสนิทและมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงพลังงานสูงมา
พอจ่ายไฟให้กับห้องพยาบาลได้แล้ว เสี่ยวอิ๋งก็รีบนำแขนที่ถูกตัดขาดของหลัวตี้มาห่อด้วยฟิล์มถนอมอาหาร แล้วเก็บเข้าตู้แช่แข็งทันที แบบนี้ หากพวกเขายังรอดไปจนจบเรื่องทั้งหมดได้ หลัวตี้ก็ยังมีโอกาสถูกส่งตัวต่อไปที่ศูนย์การแพทย์ใหญ่ เพื่อเข้ารับการผ่าตัดต่อแขนด้วยมาตรฐานสูงสุด และแทบไม่เหลือผลข้างเคียงใด ๆ
จากนั้น เสี่ยวอิ๋งยังหยิบยามาหลายชนิด ทั้งยาต้านการอักเสบ ยาระงับปวด รวมถึงสารอาหารบำรุง เธอถึงขั้นเตรียมสารน้ำสำหรับให้น้ำเกลือ และเป็นคนลงเข็มให้หลัวตี้ด้วยตัวเอง
ถัดมาเธอก็ใช้ปากคีบ แหนบ มีดปลายแหลม และอุปกรณ์จิปาถะอื่น ๆ ทำความสะอาดบาดแผลของหลัวตี้ ฆ่าเชื้อ และเย็บปิดอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน เสี่ยวอิ๋งก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่มั่นใจ
“มือของฉันค่อนข้างนิ่ง แล้วก็ถนัดใช้อุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ ตั้งแต่ปีหนึ่ง เทอมสอง ฉันก็ถูกเลือกให้มาช่วยงานที่ห้องพยาบาล พวกหัตถการพื้นฐาน…ฉันพอทำได้เกือบทั้งหมด”
“ขอบคุณนะ”
หลังจากได้รับยาและให้น้ำเกลือ หลัวตี้ก็รู้สึกได้ชัดเจนว่าร่างกายดีขึ้นมาก
ทว่า…เขายังไม่ได้ถอนสภาพ ‘กึ่งเจียงซือ’ ออก ดูเหมือนเขาไม่ได้ตั้งใจจะนอนพักอยู่ที่นี่นานนัก
อีกด้านหนึ่ง เกาโหยวเสวียน ซึ่งก็เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เหมือนกัน แต่เน้นไปทางแพทย์แผนจีน ดูเหมือนเขาจะรู้ดีว่าเสี่ยวอิ๋งจัดการเรื่องนี้เก่งแค่ไหน จึงไม่เข้ามายุ่งกับการดูแลบาดแผลของหลัวตี้ แต่กลับเตรียมการบางอย่างแทน
เขาค้นหาตามตู้ยา หยิบยาที่มีความเสี่ยงสูงหลายชนิดออกมา บรรจุในรูปแบบเข็มฉีดยาเก็บไว้กับตัว แถมเขายัง…พบซองบุหรี่อยู่ในตู้โดยบังเอิญ นิโคตินไม่ใช่สิ่งดีนัก แต่ในสถานการณ์นี้อาจช่วยกระตุ้นสมาธิและทำให้ตื่นตัวขึ้นได้
ต่อมา เขาคาบบุหรี่ไว้ที่ปากแต่ไม่ได้จุด เพราะในห้องพยาบาลห้ามสูบบุหรี่ และที่สำคัญ…หลัวตี้ซึ่งบาดเจ็บหนักยังอยู่ที่นี่ เกาโหยวเสวียนยืนอยู่หน้าตู้ยา ใช้กระจกเงาบนตู้เป็นตัวสะท้อนปรับกรอบแว่น และใช้นิ้วสางผมที่ยุ่งเหยิง ดันทั้งหมดไปด้านหลังให้เรียบที่สุด หลังจากจัดตัวเองเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินไปที่เตียงของหลัวตี้ เอานิ้วคีบบุหรี่ออกจากปาก
“พื้นที่ในห้องพยาบาลไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป นั่นอาจหมายความว่าทั้งอาคารเรียนเองก็ไม่ได้เปลี่ยนมากนัก พวกนายอยู่ที่นี่พักรักษาตัวเถอะ ฉันจะไปที่ห้องรักษาความปลอดภัย ลองหาหัวหน้าห้องดู”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หลัวตี้ก็เด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงทันที ตั้งใจจะดึงเข็มน้ำเกลือออก แต่ถึงกับชะงักเมื่อพบว่ามือซ้ายของตัวเองไม่มีแล้ว ทำให้ทำเช่นนั้นไม่ได้
ในวินาทีถัดมา แขนกลของเกาโหยวเสวียนกดลงบนตัวหลัวตี้อย่างแรง บังคับให้เขานอนราบลงกับเตียงด้วยท่าทีแข็งกร้าวที่ไม่เคยแสดงมาก่อน พร้อมกับยกนิ้วชี้ขึ้นตรงหน้าอีกฝ่าย
“อยู่เฉย ๆ รักษาตัวไปซะ! คนทั่วไปถ้าบาดเจ็บแบบนายคงตายไปแล้ว! ตามที่พวกนายเล่า หัวหน้าห้องไม่น่าจะมีปัญหา ความเร็วของเธอเป็นที่หนึ่งในโรงเรียน ต้องสามารถไปถึงจุดนัดกับทีมรักษาความปลอดภัยได้แน่ แล้วร่วมมือกันจัดการมนุษย์เทียมแบบ ‘หุ่นเชิดผิวหนัง’ ตัวนั้น
ห้องรักษาความปลอดภัยตั้งอยู่นอกอาคารเรียน ไม่ถึงสามนาทีก็เดินไปถึง อย่าพูดถึงเรื่องเสี่ยงไม่เสี่ยงเลย ที่เรานั่งอยู่ในห้องพยาบาลก็เสี่ยงเหมือนกัน ตอนนี้หนทางที่จะเพิ่มโอกาสรอดได้ดีที่สุดคือรวมตัวกับทีมรักษาความปลอดภัย ส่วนครูประจำชั้นกำลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาดที่ไม่อาจจัดการได้ในเวลาสั้น ๆ อาจจะมีคนตายก็ได้ เราจำเป็นต้องพึ่งตัวเอง”
พูดจบ เกาโหยวเสวียนยกสองนิ้วขึ้น แสดงตัวเลข ‘2’
“มีอยู่สองความเป็นไปได้ หนึ่ง ถ้าโชคเข้าข้าง ฉันจะเจอหัวหน้าห้องกับทีมรักษาความปลอดภัยในไม่ช้า จากนั้นพวกเราจะกลับมาที่ห้องพยาบาลพร้อมกัน แบบนั้นทุกคนก็จะได้รวมตัวอยู่ด้วยกัน แม้จะมีมนุษย์เทียมบุกมา ก็ยังพอรับมือได้ตรง ๆ
สอง ถ้าห้องรักษาความปลอดภัยไม่มีใครอยู่เลย ฉันก็จะรีบถอยกลับมาทันที จะไม่ทำเรื่องโง่อย่างการไปสำรวจโรงเรียนตามลำพังหรอก ตอนนั้น รอให้นายฟื้นตัวขึ้นมาหน่อย แล้วพวกเราค่อยช่วยกันสำรวจอาคารเรียนกับบริเวณรอบ ๆ พยายามหาตัวหัวหน้าห้องให้เจอ”
เสี่ยวอิ๋งซึ่งกำลังพันแผลให้หลัวตี้ก็พยักหน้าเห็นด้วย เธอเองก็คิดว่าแผนของรองหัวหน้าห้องเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ เพราะถ้าพวกเขาทั้งสามเอาแต่กักตัวอยู่ในห้องพยาบาล หากถูกมนุษย์เทียมเจอขึ้นมา ก็คงหนีไม่พ้นความตาย ในเมื่อหลัวตี้ยังบาดเจ็บหนักจนไม่อาจลุกจากเตียงได้ จึงจำเป็นต้องให้ใครสักคนออกไปติดต่อทีมรักษาความปลอดภัย
“เอาล่ะ หลัวตี้ พักผ่อนให้ดี ไว้เจอกัน”
เกาโหยวเสวียนยกมือตบไหล่ของหลัวตี้อีกครั้ง ก่อนจะคาบบุหรี่ไว้ที่ปากแล้วหมุนตัวเดินออกไป
“ระวังด้วยนะ”
ได้ยินเสียงเตือนของหลัวตี้ เกาโหยวเสวียนเพียงแค่ยกมือขึ้นสูงเลยไหล่ ทำสัญลักษณ์ โอเค เป็นคำตอบ
ทันทีที่เขาออกจากห้องพยาบาล ก็กดไฟแช็กจุดบุหรี่ สูดควันเข้าปอดลึก ๆ เพื่อกระตุ้นสมองให้ตื่นตัว พร้อมทั้งเปลี่ยนจังหวะจากเดินเป็นวิ่ง
ต้องเร็วมากพอ เพราะการทิ้งให้หลัวตี้ที่บาดเจ็บสาหัสกับเสี่ยวอิ๋งอยู่ตามลำพังในห้องพยาบาลนั้นอันตรายเกินไป ถ้าเกิดมีมนุษย์เทียมบุกเข้ามา พวกเขาทั้งคู่คงไม่รอดแน่
ห้องพยาบาล กับ ห้องรักษาความปลอดภัย ต่างก็อยู่ในอาคารเรียน ห้องหนึ่งอยู่ตรงกลาง อีกห้องหนึ่งอยู่ด้านข้างใกล้ประตูโรงเรียน ระยะห่างไม่ถึงสองร้อยเมตร เพียงแค่ต้องอ้อมไปเล็กน้อยเท่านั้น
เกาโหยวเสวียนวิ่งไปตามทางเดินชั้นหนึ่งของอาคารเรียน แต่ไม่นานนักฝีเท้าของเขาก็เริ่มช้าลง
ในทางเดินกึ่งเปิดโล่งที่มืดมิด ร่างของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย คนหนึ่งปรากฏขึ้น ทว่าร่างนั้นแม้จะสวมเครื่องแบบและอุปกรณ์ครบถ้วน แต่กลับ ไร้ศีรษะ ลักษณะบาดแผลที่คอเหมือนทั้งศีรษะถูกกระแทกจนแตกละเอียด และที่ปากแผลนั้น…มีโครงสร้างเป็นรูปวังวน