- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 63 นักเรียนดีเด่น
บทที่ 63 นักเรียนดีเด่น
บทที่ 63 นักเรียนดีเด่น
หนึ่งชั่วโมงก่อนการสอบพละ
อาคารฝ่ายปกครอง – ห้องผู้อำนวยการ
แม้ผู้อำนวยการโรงเรียนจะอายุเลยหกสิบไปแล้ว แต่ก็ยังคงออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน ร่างกายจึงถือว่าดูแข็งแรงดี ทุกปีในช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาจะประจำอยู่ที่โรงเรียนเสมอ เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น และก็เพื่ออยู่เป็นเพื่อนนักเรียนชั้น มัธยมปลายปีที่3 ให้ผ่านช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตไปพร้อมกัน
ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะดังขึ้นที่ประตูห้องทำงาน เวลานี้โดยปกติแล้ว มักจะเป็นครูหรือเจ้าหน้าที่ที่เข้ามารายงานความคืบหน้าการสอบ
“เข้ามาได้”ฃ
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ ผู้ที่เดินเข้ามากลับเป็นใบหน้าที่ค่อนข้างแปลกตา อีกฝ่ายสวมชุดนักเรียนรุ่นเก่า ที่เลิกใช้ไปนานแล้ว
“เธอคือ…กงซิน?”
แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี อีกฝ่ายมีรูปร่างเปลี่ยนไปมาก แต่โครงหน้าก็ยังไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก ผู้อำนวยการจำเขาได้ในทันที
กงซินเดินทอดน่องช้า ๆ อยู่ในห้องทำงาน ใบหน้าประดับรอยยิ้ม ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“หลังจากเรียนจบ งานสัญญาแรกในบริษัทยักษ์ใหญ่ของผมก็ถูกยกเลิกตั้งแต่ช่วงทดลองงาน หลังจากนั้นก็แทบไม่ได้ออกกำลังกายอีกเลย ร่างกายเลยทรุดโทรมไปมาก คิดไม่ถึงว่าผู้อำนวยการจะยังจำผมได้อยู่ ช่างน่าชื่นใจจริง ๆ”
“กงซิน ดีใจที่ได้เจอเธออีกครั้งหลังจากจบไปสิบปี แต่ตอนนี้เป็นเวลาสอบสำคัญของโรงเรียน เธอไม่ควรปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ทำไมเราไม่รอจนสอบเสร็จแล้วค่อยพูดคุยกันล่ะ?”
ผู้อำนวยการเริ่มได้กลิ่นอายความผิดปกติ แต่ภายนอกยังทำเป็นสงบ พลางขยับเท้าไปยังสวิตช์ลับใต้โต๊ะ ทว่าแทนที่จะสัมผัสถึงสวิตช์ฉุกเฉิน ปลายรองเท้ากลับเหยียบโดนสิ่งที่นิ่ม ๆ เหมือนเนื้อสดแทน
“ผู้อำนวยการครับ ตอนนี้ในโรงเรียน นักเรียนที่เก่งที่สุดคือใคร? หรือไม่ก็…เอารายชื่อแฟ้มประวัตินักเรียนทั้งหมดมาให้ผมก็ได้”
“ขอโทษที ต่อให้เป็นผู้อำนวยการเอง ก็ไม่มีสิทธิ์เปิดเผยข้อมูลนักเรียนให้คนนอกโรงเรียนรู้ได้”
ในเมื่อไม่สามารถกดสัญญาณเตือนได้ ผู้อำนวยการจึงรีบคว้าปืนพกออกมาจากลิ้นชักอย่างฉับพลัน
ปัง!
กระสุนเจาะทะลุกะโหลกของกงซินอย่างแม่นยำ
พร้อมกันนั้น ผู้อำนวยการก็รีบยกมือซ้ายที่สวมสายรัดขึ้นมา พยายามจะติดต่อหน่วยรักษาความปลอดภัย แต่สัญญาณสื่อสารภายในโรงเรียนได้ถูกตัดขาดไปนานแล้ว
กร็อบ!
ข้อมือของผู้อำนวยการถูกอีกฝ่ายคว้าจับไว้แน่น กระดูกถูกบีบจนแตกหักในทันทีด้วยแรงมหาศาล
กงซินกลับยืนอยู่เบื้องหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตรงหว่างคิ้วที่ถูกกระสุนเจาะทะลุไปเมื่อครู่ กำลังงอกเนื้อและเลือดขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว
“ไม่เสียแรงที่เป็นคุณ… ทั้งที่อายุมากแล้วแต่ยังมีความเร็วและการตัดสินใจแบบนี้ ไม่แปลกเลยที่คุณจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้อำนวยการมาได้ตลอด การได้เป็นนักเรียนยอดเยี่ยมที่คุณเคยชี้แนะ ผมรู้สึกภูมิใจจริง ๆ”
ผู้อำนวยการกัดฟันทนความเจ็บปวดรุนแรง พยายามดึงมือกลับ แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เขาเย็นวาบไปทั้งตัว เพราะข้อมือที่ถูกจับอยู่นั้น กำลังเกิดการ ‘หลอมรวม’ เลือดเนื้อของเขาถูกดึงออกทีละน้อย ๆ เหมือนเจลข้นที่ไหลซึมเข้าสู่ร่างของกงซิน
ทว่าผู้อำนวยการกลับรวบรวมสติได้อย่างรวดเร็ว เขาอดทนต่อความเจ็บแล้วถามว่า
“กี่ปีแล้ว กงซิน?”
“กว่าสองปีได้แล้วมั้ง”
“ฆ่าคนไปกี่ศพแล้ว?”
“จำไม่ค่อยได้หรอก… ประมาณสิบกว่าหรือยี่สิบมั้ง? อย่างไรเสีย ผมก็เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนหมายเลขสี่ เป็นนักเรียนยอดเยี่ยมที่ผู้อำนวยการเคยเรียกเข้ามาพูดคุยด้วยตัวเอง น่าเสียดายที่นิสัยผมไม่เข้ากับระเบียบสังคมปัจจุบันนักจนสามปีก่อนนี่เอง ผมถึงได้มองเห็นเส้นทางชีวิตชัดเจนขึ้น ‘ห้วงรอยต่อ’ นั่นแหละที่เหมาะกับผมที่สุด
คืนนี้แหละ ผมจะทำการคัดเลือกขั้นสุดท้าย ในโรงเรียนที่ผมมั่นใจมากที่สุดแห่งนี้เอง
ผู้อำนวยการครับ คุณก็จะได้อยู่ในร่างกายของผม คอยเป็นพยานในกระบวนการนี้ หวังว่าตอนนั้นยังจะได้ยินเสียงคุณที่ชื่นชมอยู่เหมือนเดิม”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของผู้อำนวยการพลันเปลี่ยนไปทันที “พวกแก…พวกแกคิดจะสร้างห้วงรอยต่องั้นหรอ! มี ‘มนุษย์เทียม’ ระดับสมบูรณ์อยู่กี่คนกันแน่?”
“ห้วงรอยต่อ… ใช่แล้ว”
กงซินยิ้มบาง “แต่คุณก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ในเมื่อมันปรากฏขึ้นที่โรงเรียนหมายเลขสี่ นั่นก็หมายความว่า ต้องมี ‘มนุษย์เทียม’ ที่เชื่อมโยงกับโรงเรียนนี้อยู่อย่างน้อยสี่คน รวมถึงผมด้วย บางทีปัญหาอาจอยู่ที่ตัวโรงเรียนเองเสียด้วยซ้ำ
แต่ไม่เป็นไรหรอก ผมจะช่วยผู้อำนวยการเคลียร์พื้นที่ทั่วทั้งโรงเรียนเอง ทั้งครูและนักเรียนที่ไม่มีคุณสมบัติ จะถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของผม แล้วพาพลังเจตจำนงของโรงเรียนหมายเลขสี่ไปสำรวจมุมมืดทั้งหลาย
บางที…พวกเราอาจสร้าง ‘โรงเรียนหมายเลขสี่แห่งใหม่’ ขึ้นมาในส่วนที่ลึกที่สุดของมุมมืดก็เป็นได้”
เวลานี้ ร่างกายของผู้อำนวยการถูกดูดซึมเข้าไปแล้วถึงสามในสี่ส่วน เหลือเพียงส่วนศีรษะที่ยังติดอยู่ แต่ก็ถูกดึงไปอย่างรวดเร็ว ไม่นาน ศีรษะก็ถูกกลืนหายไปทั้งหมด กงซินหลับตาแน่นิ่ง ราวกับกำลังรับเอาความทรงจำบางส่วนของผู้อำนวยการเข้าไป
“ที่แท้แฟ้มก็อยู่ตรงนี้นี่เอง!”
เขาต่อยตู้ที่มีกุญแจล็อกจนแตกละเอียด แล้วดึงแฟ้มรายชื่อนักเรียนที่ซ่อนอยู่ลึกสุดออกมา พอเปิดหน้าแรกขึ้น ก็ปรากฏชื่อของนักเรียนที่มีผลการเรียนดีที่สุดในโรงเรียน
“หลัวตี้…”
…
สนามวิ่ง
กงซินก้าวเดินอย่างหนักหน่วง เหงื่อเหนียวข้นไหลย้อยลงมาตามร่างกายเหมือนการเผาผลาญอะไรบางอย่าง มือของเขาลูบหน้าท้องที่โป่งพองเป็นวงกลมวนตามเข็มนาฬิกา คล้ายกำลังเร่งการย่อย
“หลัวตี้… ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนที่ฉันปะปนอยู่ในหมู่นักเรียนถึงไม่พบเจอนาย ไม่ว่าจะที่สนามวิงหรือในโรงยิมก็ไม่เคยมีร่องรอย ทำให้ฉันต้องตามหาอยู่นานมาก ท้ายที่สุดก็ต้องไปหาถึงห้องเรียนของนาย กลืนร่างเพื่อนร่วมชั้นไปคนหนึ่ง ถึงได้รู้ว่านายดันออกจากห้องสอบไปก่อนเวลาแบบนี้ ใครจะไปคิดได้ล่ะ?
ตอนแรกก็ยังคิดว่าคงจะหาตัวนายได้ยากมาก ใครจะรู้…นายกลับพาตัวเองมาถึงที่นี่เสียเอง”
หลัวตี้ไม่ได้ตอบอะไร ถึงแม้จะห่างกันกว่าร้อยเมตร เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันระดับร่างกายที่บีบคั้นเข้ามา ชัดเจนว่าหมอนี่รับมือยากกว่าผู้หญิงหนังหุ้มกระดูกที่เจอมาก่อนหน้านี้แน่
หรือไม่…ก็อย่างที่ครูกัวเคยบอกไว้ เจอแล้วมีแต่ตายสถานเดียว
สายตาของหลัวตี้เหลือบไปยังทางออกของสนามวิ่ง กะระยะด้วยสายตาได้ประมาณ 240 เมตร ทว่าอีกฝ่ายกลับอยู่ใกล้กว่ามาก ระยะห่างจากทางออกเพียง 200 เมตร
หากเขาเร่งความเร็วสุดกำลังวิ่งไป อาจถูกสกัดได้ก่อนถึงที่หมาย อีกทั้งเห็นได้ชัดว่าฝ่ายนั้นเล็งตรงมาที่เขา ต่อให้ฝืนวิ่งออกไป ก็ยังตกอยู่ในสถานะถูกไล่ล่าอยู่ดี
หนี…ไม่ได้
“เสี่ยวอิ๋ง”
“หืม?”
“ฉันจะถ่วงเวลาหมอนี่เอง เธอรีบวิ่งเข้ายิมไปหาคนช่วย…บอกพวกเขาด้วยว่า ที่ลู่วิ่งตอนนี้มีมนุษย์เทียมอยู่แค่ตัวเดียว ครูกัวออกไปแล้ว”
“หลัว…”
เสี่ยวอิ๋งอยากห้าม อยากคว้ามือเขาไว้แล้วพยายามหนีไปด้วยกัน แต่หลัวตี้ที่อยู่ข้างเธอกลับก้าวออกไปแล้ว เขาเดินตรงเข้าหาคู่ต่อสู้เพียงลำพัง
ที่สำคัญ เธอเองก็คิดไม่ออกว่าจะมีทางไหนที่ดีกว่านี้ เพราะการหนีสุดท้ายก็ยังโดนตามทันอยู่ดี แผนที่หลัวตี้เสนอมา…อาจเป็นเพียงเส้นทางรอดเดียว
อีกฟากหนึ่ง
กงซินที่กำลังอยู่ในสภาพเผาผลาญอย่างรวดเร็วถึงกับประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นนักเรียนที่รู้ชัดถึงตัวตนของเขา แล้วกล้าก้าวเข้ามาเผชิญหน้าโดยตรง
หากมองจากมุมกล้องระดับสายตา แล้วค่อย ๆ ดึงภาพออกไปจนถึงขอบสนาม จะเห็นได้ว่าทั้งสองคนกำลังเดินเข้าหากันด้วยความเร็วแทบไม่ต่างกัน กำลังจะมาบรรจบตรงกลางสนาม
แม้ร่างกายของกงซินจะคายของเสียออกจากรูขุมขนตลอดเวลา ส่งกลิ่นคาวปนโลหะรุนแรงจนแทบจะทนไม่ไหว แต่บรรยากาศรอบตัวหลัวตี้กลับไม่ได้ถูกกดข่มแม้แต่น้อย กลับกัน…จากท่วงท่าการเดินและแววตาเย็นชานั้น มันชวนให้ผู้คนหวนนึกถึง ‘ฆาตกรในหนังสยองขวัญ’ อย่างน่าขนลุก
และเมื่อทั้งสองกำลังจะปะทะกัน
ฟึ่บ!
เสี่ยวอิ๋งโน้มตัวต่ำในระดับเกือบติดพื้น พุ่งสปีดพรวดผ่านไปจากระยะห่างห้าสิบเมตรอย่างฉับพลัน
กงซินเพียงเหลือบตามอง แต่ไม่คิดจะขัดขวาง
“เด็กผู้หญิงคนนั้นคงวิ่งไปขอความช่วยเหลือที่โรงยิมสินะ? งั้นฉันจะบอกความจริงให้สักหน่อย ตอนที่ห้วงรอยต่อเริ่มขึ้น ความโกลาหลจากการกลายพันธุ์ในหมู่นักเรียนเปิดโอกาสให้ฉันฆ่าครูพละไปแล้วห้าคน แล้วยังใช้ข้อได้เปรียบของสนามในโรงยิมตามไล่ฆ่าเพิ่มได้อีกหนึ่ง
เพราะงั้น การไปหากำลังเสริมนั้นไม่ง่ายหรอก ที่จริงพวกเขาส่วนใหญ่คงหวาดกลัวฉันจนไปหลบซ่อนซะมากกว่าถ้านายยังถึงขั้นสู้ครูพละไม่ได้…เผชิญหน้าฉันก็มีแต่ตายสถานเดียว”
สิ้นคำพูด
กงซินที่อยู่ห่างออกไปเพียงห้าเมตรก็พุ่งโจมตีทันที
แขนขวาของเขาในจังหวะเหวี่ยงกลับงอกขยายบิดเบี้ยวขึ้นมาเป็นพรวน แขนเสริมงอกซ้อนทับกันเป็นกลุ่ม ๆ ปะปนไร้ระเบียบจนกลายเป็น ‘กระจุกแขน’ ขนาดมหึมา พุ่งตรงใส่หลัวตี้ในทันที!
การโจมตีที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การแทงหรือการกระแทกตรงๆ แต่เป็นเมื่อเนื้อเลือดแปลกประหลาดชิ้นนั้นแตะต้องร่างกาย การหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันและการดูดซึมในระดับเนื้อหนังก็จะเริ่มขึ้นทันที กงซินมีอำนาจระดับเนื้อหนังที่เด็ดขาดเมื่อเทียบกันทางร่างกาย
ครูพละที่ถูกฆ่านั้นก็เป็นเพราะความโกลาหลและมีข้อมูลไม่พอ พวกเขาเผลอไปถูกเนื้อหนังของกงซินเข้า กระบวนการดูดซึมเป็นไปอย่างถาวร ไม่อาจย้อนกลับได้
“อวตารแห่งความหวาดกลัว” ของกงซินนั้นหายากมากแม้จะเป็นในจดหมายเหตุของสํานักงานสอบสวน และจะถูกระบุว่าเป็นบุคคลชนิดพิเศษ
แม้กระนั้น หลัวตี้กลับไม่แสดงท่าทีหลบเลยแม้แต่น้อย หรือพูดอีกอย่างคือ ด้วยการที่เขาเคยดูหนังเกรดบีมามาก เลยพอจะรู้แนวทางจัดการกับปีศาจประเภทนี้อยู่บ้าง
การจะพยายามหลบหลีกการโจมตีแบบพื้นที่กว้างนี้โดยตรงแทบเป็นไปไม่ได้ ความสามารถในการงอกเพิ่มและบิดเบี้ยวของมันสามารถเปลี่ยนแนวทางได้อย่างอิสระ ทำให้มันล็อกเป้าหมายและตามติดในระดับสิ่งมีชีวิตได้
แนวทางที่ดีที่สุดคือการตัดสินใจอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ฟันตัดตรงๆ แบบประจันหน้า เมื่อแขนที่งอกพรวดพ้นมาถึง หลัวตี้ก็ชักมีดออกมาทันที มือข้างหนึ่งกำด้ามมีดแน่น อีกมือหนึ่งบีบปลายสันมีดไว้แน่นตั้งแต่บนสุด เขาตั้งมีดเจียงซือ ให้เป็นแนวตั้งขวางทางที่แขนพุ่งเข้ามา
ฟื้บ!
กลุ่มแขนที่ประกอบต่อกันกระแทกเข้ากับคมมีดโดยตรง แรงปะทะมหาศาลทำให้เกิดแรงสะท้อนกลับ ส่งผลให้แขนที่งอกพวกนั้นถูกตัดขาดกลางลำ
อย่างไรก็ตาม ชิ้นแขนที่ขาดก็ยังได้แตะถูกผิวหนังของหลัวตี้อยู่บ้าง กงซินส่งยิ้มมั่นใจ เตรียมจะเริ่มกระบวนการดูดซับเนื้อหนัง แต่สีหน้าของมันกลับเปลี่ยนทันที การดูดซับถูกขัดขวาง หรือพูดให้ชัดกว่านั้นคือ มีชั้นผิวพิเศษกั้นเอาไว้ไม่ให้แตะถึง
เมื่อพิจารณาดูให้ดี ส่วนที่โผล่พ้นร่างของอีกฝ่ายออกมาเปลี่ยนเป็นมืดทมิฬไปหมด แทบจะกลายเป็นซากเจียงซืออย่างสมบูรณ์
ไม่เพียงเท่านั้น หลัวตี้ยังระเบิดพลังทั้งตัว ฝืนเท้ากดพื้นแน่นก่อนผลักร่างก้าวไปข้างหน้า พร้อมสับมีดตามแนวกลางตัดแขนที่งอกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
เลือดเนื้อกระจาย แขนงอกเส้นใหญ่นั้นถูกฟันจนขาดสองท่อน หลัวตี้ที่หน้าครึ่งซีกกลายเป็นเจียงซือจึงบุกมายืนต่อหน้ากงซินได้อย่างไร้ปัญหา
และสิ่งหนึ่งที่ทำให้กงซินรับรู้ถึงภัยคุกคามได้อย่างชัดเจนก็คือ มีดที่หลัวตี้ถืออยู่นั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ขนสีดำชื้นชวนขนลุกลอยขึ้นปกคลุมสันมีด ผิวหนังของศพที่ปล่อยความอึมครึมคลุ้งไปทั่วหุ้มตัวมีดเอาไว้ ระหว่างคมมีดเรียงตัวด้วยฟันแหลมสยดสยองเป็นช่วงๆ
คมดาบที่ควรจะเป็นคมเรียบเอาไว้ฟันหรือแทง กลับกลายเป็นโครงฟันแบบเลื่อยยนต์ เหมาะอย่างยิ่งต่อการตัดสับเนื้อหนัง
‘เจียงซือ - มีดเลื่อยยนต์’