- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 62 การเผชิญหน้า
บทที่ 62 การเผชิญหน้า
บทที่ 62 การเผชิญหน้า
“ครูกัว?”
เมื่อเสี่ยวอิ๋งได้ยินชื่อคุ้นหูนี้ ก็พลันนึกขึ้นมาได้เช่นกัน
“หรือว่าจะเป็นครูวิชาวัฒนธรรมของห้องหนึ่งจริง ๆ? เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน? หรือว่า…”
ขณะที่ทั้งสองยืนอยู่ตรงทางเข้าสนามกีฬากำลังถกเถียงถึงตัวตนของอีกฝ่ายนั้น เงาดำที่ยืนอยู่หน้ากล่องโลหะใหญ่หลังจากจัดการภารกิจสำคัญเสร็จแล้ว ก็หันศีรษะมาทางพวกเขาในทันที
วิ๊ง!
อาการเวียนศีรษะรุนแรงกระแทกเข้าใส่สมอง
เสี่ยวอิ๋งรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง ร่างกายราวกับถูกดูดลงไปในวังวน เธอล้มลงไปกับพื้นทันที
หลัวตี้ที่อยู่ข้างกายก็แทบไม่ต่างกัน เขาทรุดลงไปคุกเข่าข้างเดียว โดยอาศัยเพียงความมุ่งมั่นเท่านั้นเพื่อพยุงไม่ให้ล้มลงไปทั้งตัว
พออาการทุเลาลง ทั้งสองก็รีบยันตัวลุกขึ้นในทันที แต่ตอนนี้ ‘ครูกัว’ ที่เมื่อครู่ยังอยู่กลางสนาม กลับมายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว
หลัวตี้คว้ามีดเจียงซือขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ แต่เพราะความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับครู ทั้งยังเป็นการประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ฟันใส่ทันที หากแต่เลือกจะเอ่ยเรียกด้วยความเคารพของนักเรียน
“ครูกัวครับ”
แน่นอนว่ามือขวาที่กำแน่นอยู่ก็พร้อมเสมอ หากอีกฝ่ายมีการเคลื่อนไหวอะไร เขาจะลงมือทันที
เดิมเขาคิดว่าครูกัวคงไม่ต่างจากพวกมนุษย์เทียมอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้ ‘เสียงกระซิบจากมุมมืด’ ได้ละทิ้งความเป็นมนุษย์ไปหมด เหลือเพียงความปรารถนาที่จะสังหารมนุษย์เพื่อตอบสนองความใคร่หรือเพื่อแลกเปลี่ยนรางวัลบางอย่าง
แต่ไม่เหมือนที่คิด ครูกัวกลับพยักหน้าให้เหมือนเช่นเคย และแววตาที่มองมายังหลัวตี้นั้นยังแฝงด้วยความชื่นชม
“อืม หลัวตี้ ห้องมัธยมปลาย ปี 3 ใช่ไหม ฉันจำได้ เธอเป็นนักเรียนที่มีเอกลักษณ์จริง ๆ ฉันเร่งตรวจข้อสอบของนักเรียนทั้งโรงเรียนให้เสร็จทันก่อน ‘ห้วงรอยต่อ’ จะก่อตัวขึ้น ข้อสอบของเธอได้ 93 คะแนน ถือว่าพัฒนาขึ้นมากจากที่ผ่านมา
โดยเฉพาะคำตอบข้อสุดท้ายที่เกี่ยวกับ ‘ปรัชญาแห่งความเป็นและความตาย’ นอกจากเนื้อหาจากในตำราแล้ว เธอยังเขียนความเห็นของตัวเองเพิ่มเข้ามาด้วย และมันก็เป็นความเห็นที่น่าสนใจมาก ถึงขนาดที่ฉันเองก็ยังได้อะไรบางอย่างจากคำตอบนั้น
คงเป็นเพราะเธอเคยผ่านประสบการณ์เผชิญหน้ากับความเป็นตายจริง ๆ จึงชอบคิดเรื่องนี้บ่อย ๆ ใช่ไหมล่ะ? ดีมาก”
“ขอบคุณครับ ครูกัว”
“ว่าแต่ว่า ปกติมักจะเห็นเธอเดินอยู่กับหัวหน้าห้อง ลู่เหวินนี่นา เธอหายไปไหนแล้วล่ะ?”
“เธอ…”
หลัวตี้เดิมทีคิดจะพูดความจริง แต่ในส่วนลึกของความคิดกลับผุดสมมติฐานขึ้นมาทันที จึงเปลี่ยนคำพูดไป
“ระหว่างทางที่เรามา เจอเข้ากับมนุษย์เทียมที่แข็งแกร่งมาก เลยถูกบังคับให้ต้องแยกกัน ผมเองก็ไม่รู้ว่าหัวหน้าห้องไปไหนแล้ว ตอนนี้เรามาที่ศูนย์กีฬา ก็เพื่อจะหาครูพละให้ช่วยกันตามหาหัวหน้าห้องครับ”
ครูกัวไม่ได้สงสัยคำพูดของหลัวตี้ แต่ถามต่อว่า “พอจะเล่าได้ไหมว่า มนุษย์เทียมที่เจอมีลักษณะยังไง?”
“เป็นผู้ปกครองของนักเรียนปี 3 คนหนึ่ง ร่างทั้งร่างเหมือนถูกลอกหนังออก เคลื่อนไหวรวดเร็วและถนัดการซ่อนตัว”
“อืม” ครูกัวพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พวกเธอสองคนอย่าเข้าไปใน ‘โรงยิม’ เด็ดขาด ข้างในนั้นมีความซับซ้อนของพื้นที่สูงที่สุดในทั้งโรงเรียน ถ้าเผลอเข้าไปอาจหลงจนหาทางออกไม่ได้
เพื่อเป็นการตอบแทนข่าวที่พวกเธอให้มา ฉันก็มีข่าวจะมาบอกบ้าง ข้างในนั้นมี ‘ตัวอันตราย’ ตัวหนึ่ง กำลังใช้สิทธิ์เหนือพื้นที่ล่าเหยื่อด้วยเลือดและเนื้อ มันเป็นมนุษย์เทียมประเภทเลือดเนื้อ สามารถยึดครองร่างมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย เจ้าตัวนั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเธอจะรับมือได้ หากเจอเข้ามีแต่ทางตายเท่านั้น
ลองไปที่ตึกหอพักสิ หาห้องนอนสักห้องแล้วซ่อนตัวอยู่ในนั้น ตรงนั้นน่าจะเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโรงเรียน ไม่มีที่ไหนดีกว่านี้แล้ว มันจะคุ้มครองพวกเธอไม่ให้ถูกตามล่า แค่ซ่อนตัวจนกว่าทุกอย่างจะจบ ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
ฉันจะพยายามทำให้ระยะเวลาของห้วงรอยต่อนี้สั้นลง ยุติเรื่องทั้งหมดให้เร็วที่สุด เพื่อลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็นของทั้งครูและนักเรียน”
“ขอบคุณครับ แต่พวกเราต้องหาหัวหน้าห้องให้เจอ”
“ฟังดูสมกับแนวคิดที่เธอตอบในข้อสอบจริง ๆ งั้นก็ขออวยพรให้โชคดีแล้วกัน ถึงฉันจะชื่นชมในตัวลู่เหวินอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำ”
“ครูกัว ลาก่อนครับ”
ครูกัวเดินผ่านไหล่ของทั้งสองไป
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้แผ่ไอสังหารออกมาแม้แต่น้อย แต่หลัวตี้กลับสัมผัสได้ถึงความอันตรายที่ไม่เคยมีมาก่อน ลิ้นในปากยังเผลอกระดกดีดเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัว
แต่ถึงจะอันตรายเพียงใด… ครูกัวก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย
ตอนที่ทั้งสองหันกลับไป ครูกัวก็เดินออกจากทางออกด้านหลังไปแล้ว ทว่าหญ้าเขียวที่ถูกครูกัวเหยียบย่ำกลับม้วนงอตัวขึ้นอย่างเป็นระเบียบ เกิดเป็นวังวนเล็กใหญ่หลายจุดเรียงราย แม้แต่แขนเสื้อด้านหนึ่งของหลัวตี้ ก็ปรากฏรอยยับย่นเป็นลายเกลียววนเช่นเดียวกัน
เสี่ยวอิ๋งถึงกับอึ้งไปทั้งตัว เอ่ยเสียงสั่นพร่าออกมาเบา ๆ
“หลัวตี้… ครูกัวเป็นมนุษย์เทียมหรือเปล่า? ทำไมเขาไม่ฆ่าเรา แถมยังชี้ทางรอดให้ด้วย? ฉันจำได้ว่าบทเรียนบอกไว้ชัดเจน ยิ่งมนุษย์เทียมอยู่มานาน ก็ยิ่งถูก ‘มุมมืด’ ครอบงำจนความคิดเปลี่ยนไปหมด กลายเป็นพวกต่อต้านสังคมไม่ใช่เหรอ?”
“เขาเป็นมนุษย์เทียมแน่นอน แต่ทำไมยังรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้… หรือบางทีเขาอาจยึดมั่นในหลักการบางอย่างอยู่ก็ได้ ถ้าผลสอบวิชาวัฒนธรรมของฉันแย่ หรือคำตอบไม่ตรงกับแนวคิดของเขา… ฉันเองก็คงถูกฆ่าไปแล้วเหมือนกัน”
ข้อเท็จจริงที่ครูกัวคือมนุษย์เทียมนั้นไม่ต้องสงสัย และเขายัง ‘พิเศษ’ ผิดแปลกกว่าพวกอื่น จากพลังที่เขาเผยออกมา เห็นได้ชัดว่า ‘วังวน’ ที่ปกคลุมทั้งโรงเรียนนี้ล้วนเกี่ยวพันกับครูกัวโดยตรง
เสี่ยวอิ๋งพลันนึกเชื่อมโยงได้ทันที แล้วเอ่ยสรุปออกมา
“ใช่แล้ว! ฉันรู้แล้วว่าทั้งหมดมันเกิดอะไรขึ้น จากข้อมูลที่ครูกัวบอก มีมนุษย์เทียมที่พัฒนาเต็มที่อยู่สองตัวในศูนย์กีฬา ตัวแรกก็คือครูกัว ส่วนอีกตัว คือมนุษย์เทียมสายเลือดเนื้อ ที่ตอนนี้กำลังไล่ล่าอยู่ในโรงยิมตามที่เขาบอก”
มนุษย์เทียมสายเลือดเนื้อตนนั้น เพื่อให้ได้ชัยชนะใน ‘การคัดเลือกของห้วงรอยต่อ’ จึงรีบตรงมาที่ศูนย์กีฬาซึ่งมีคนรวมตัวหนาแน่นที่สุด หวังจะสูบกินเลือดเนื้อนักเรียนเพื่อเสริมพลังกับให้ตัวเอง เขาอาจจะแฝงตัวปลอมเป็นนักเรียนมาตั้งแต่แรก หรือไม่ก็เป็นนักเรียนจริง ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่พวกเรา
อาศัยผลกระทบของห้วงรอยต่อ และอาศัยความโกลาหลจากการกลายพันธุ์หมู่ในสนามกีฬา
มันใช้โอกาสนั้นลงมืออย่างไร้ความปรานี ฆ่านักเรียนเป็น ๆ แล้วกลืนกินเนื้อเลือดอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ยุ่งเหยิงจนแม้แต่ครูพละเองก็ยากจะควบคุมได้ในเวลาอันสั้น ระหว่างที่มนุษย์เทียมสายเลือดเนื้อกำลังฆ่าล้างนักเรียน สูบกลืนร่าง และต่อสู้กับครูพละ… ครูกัวก็มาถึงที่นี่ด้วยตัวตนของ ‘มนุษย์เทียม’ เช่นกัน
สองมนุษย์เทียมพิเศษผู้แข็งแกร่งมาพบกันที่ศูนย์กีฬา ผนวกกับความโกลาหลรอบด้าน ครูพละจึงทำได้เพียงพานักเรียนที่เหลือรอดถอยไปชั่วคราว มุ่งหน้าไปยังโรงยิมเพื่อรวมกลุ่มกับนักเรียนที่อยู่ในนั้น หวังจะรวมกำลังเป็นหนึ่งเดียว
ส่วนมนุษย์เทียมสายเลือดเนื้อตนนั้น ก็คงรับรู้ถึง ‘อันตราย’ ของครูกัวเช่นกัน จึงเลือกไม่เผชิญหน้าโดยตรง แต่ละทิ้งเศษศพที่กระจัดกระจายอยู่รอบสนาม แล้วเร่งเข้าไปในตัวอาคารโรงยิมทันที กว่าจะถึงเวลาที่มันกลืนกินเลือดเนื้อจนแข็งแกร่งพอ… นั่นแหละ จึงจะเปิดฉาก ‘การต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่างมนุษย์เทียม’
หลังได้ยินการวิเคราะห์ที่สมบูรณ์แบบของเสี่ยวอิ๋ง หลัวตี้ก็พยักหน้า เห็นด้วยว่านี่เป็นคำอธิบายที่เข้าเค้าและมีเหตุผล แต่เมื่อไล่ตามตรรกะทั้งหมดจนถึงที่สุด ก็ยังมีคำถามหนึ่งที่คาใจอยู่
“แล้วครูกัว…กำลังทำอะไรอยู่กันแน่?”
เสี่ยวอิ๋งยกนิ้วเคาะขมับตัวเอง แต่ก็คิดหาคำตอบไม่ได้
“เขาไม่ได้ดูดกลืนศพ ไม่ได้ก่อการฆ่าล้างโรงเรียนอย่างชัดเจน แล้วก็ไม่ได้ลงมือกับมนุษย์เทียมอื่น ๆ เหมือนกัน ดูเหมือนเขาแค่ ‘เดินเล่น’ เท่านั้นเอง…ไม่สิ เมื่อกี้ตอนเขายืนอยู่หน้ากล่อง เหมือนเขากำลังสื่อสารกับสิ่งที่อยู่ข้างใน? ฉันก็ไม่แน่ใจ… แต่ครูกัวไม่ได้คิดจะทำร้ายเรา งั้นก็คงยังไม่ต้องสนใจเขาก็ได้ ตอนนี้เราจะเอายังไงต่อ? จะไปหาครูแล้วรวมตัวกันในโรงยิมจริง ๆ ไหม?”
หลัวตี้เองก็กำลังครุ่นคิดอยู่เช่นกัน จากข้อมูลที่ครูกัวให้มา โรงยิมตอนนี้คือพื้นที่ที่ซับซ้อนที่สุดในทั้งโรงเรียน ผลกระทบของห้วงรอยต่อเกือบทั้งหมดก็กดทับอยู่ตรงนั้น จุดประสงค์ก็เพื่อกักขังเหล่าครูพละที่น่าปวดหัวที่สุดเอาไว้ หากก้าวเข้าไป ก็คือความเสี่ยงที่จะจมลึกจนหาทางออกไม่ได้ และสุดท้ายอาจกลายเป็นอาหารของมนุษย์เทียมสายเลือดเนื้อตัวนั้น
ต่อให้สามารถหาพวกครูในโรงยิมเจอจริง ๆ และรวมกลุ่มกับครูประจำชั้นได้ ก็ไม่รู้ว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสียเวลาไปมากเท่าไหร่ ที่สำคัญ ครูประจำชั้นก็อาจไม่มีเวลามาช่วยเรื่องของหัวหน้าห้องอยู่ดี เพราะภัยคุกคามตรงหน้ายังไม่ได้ถูกจัดการ
“พวกเราไปตึกเรียนตามหาหัวหน้าห้องโดยตรงดีกว่า บางทีเธออาจไปถึงห้องรักษาความปลอดภัยแล้ว ถ้ารวมกับทีม รปภ. ได้ ก็น่าจะพอรับมือผู้หญิงหนังหุ้มคนนั้นไหว”
“ฉันก็คิดเหมือนกัน”
เมื่อเป้าหมายชัดเจนแล้ว ทั้งสองก็รีบเร่งฝีเท้าวิ่งอ้อมตามลู่วิ่งรอบนอกสนาม เพื่อย่นระยะทางและใช้เวลาให้สั้นที่สุดในการไปถึงตึกเรียน แต่ทว่า ทันทีที่ทั้งสองวิ่งมาถึงกลางสนาม
บูม!เสียงมหึมาดังก้องออกมาจากประตูโรงยิม!
บานประตูเหล็กมหึมาและผนังโดยรอบถูกพลังบางอย่างกระแทกจนพังทลาย ก้อนหินแตกกระจาย ละอองฝุ่นลอยฟุ้งไปทั่ว
หลัวตี้กับเสี่ยวอิ๋งมองทะลุผ่านม่านควันฝุ่นไป เห็นเพียงเงาร่างมหึมาของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง และทุกก้าวที่มันก้าวออกมา ร่างกายก็หดเล็กลงเรื่อย ๆ จนในที่สุด…ก็กลายเป็นร่างมนุษย์
ชายคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบนักเรียน แต่รูปลักษณ์และอายุกลับไม่สอดคล้องกันเลย ศีรษะเกือบล้าน ผมบางจนแทบจะไร้เส้นผม ผิวหน้าหย่อนคล้อย พ่วงด้วยพุงใหญ่จากการไม่ได้ออกกำลังมานาน แม้จะอยู่ห่างกันกว่าร้อยเมตร แต่เสียงของอีกฝ่ายกลับดังชัดเจนราวกับอยู่ตรงหน้า
“หลัวตี้! ในที่สุดฉันก็หานายเจอ!”