- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 53 ค่ำคืนก่อนสอบ
บทที่ 53 ค่ำคืนก่อนสอบ
บทที่ 53 ค่ำคืนก่อนสอบ
วันก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ท้องฟ้ามืดครึ้ม อุณหภูมิ 27℃
【ชุมชนที่พักหมายเลขหนึ่ง】
ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในย่านที่พักเก่าแก่ที่สุดของเมืองมู่ซิง สร้างขึ้นเพื่อประชาชนทั่วไปมากว่าสามสิบปีแล้ว เมื่อเทียบกับเขตที่หลัวตี้อาศัยอยู่ตรงหมายเลขสิบสาม ย่านนี้ยิ่งทรุดโทรมกว่า บางตึกถูกติดป้ายเตรียมทุบทิ้งเพราะโครงสร้างไม่มั่นคง เหลือคนอยู่ไม่กี่ครอบครัว
ตึกสาม ห้อง 502
อพาร์ตเมนต์สองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น ตกแต่งเรียบง่าย เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนเป็นของเก่า แต่ภายในกลับสะอาดสะอ้านไร้ที่ติ
กรงนกที่ควรแขวนอยู่ในบ้านกลับว่างเปล่า ไม่เห็นร่องรอยของนกอีกต่อไปแล้ว
เวลาเที่ยงคืน
แสงไฟในบ้านดับลงหมดสิ้น มีเพียงแสงจากเสาไฟข้างนอกลอดเข้ามา
หน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้งในห้องนอนใหญ่ หญิงวัยราวสี่สิบปีนั่งอยู่ เครื่องสำอางราคาแพงที่ไม่เข้ากับบรรยากาศบ้านวางเรียงอยู่ตรงหน้า
ทั้งที่ควรเป็นเวลานอน แต่เธอกลับกำลังแต่งหน้า
มือหนึ่งทาแป้งฝุ่นลงบนผิว อีกมือดึงรั้งผิวหน้าตัวเองขึ้นลง
เมื่อการแต่งหน้าใกล้เสร็จ เธอก็เปล่งเสียงอ่อนโยนละมุนคล้ายกับแม่ออกมา ทว่าปากกลับแทบไม่ขยับ
“เหวินหยา รีบเข้านอนได้แล้วนะ พรุ่งนี้คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่สำคัญที่สุดของชีวิต
ความหวังทั้งหมดของบ้านเราอยู่ที่ลูก ต้องทำให้ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นความพยายามกว่าสิบปีของแม่ก็จะสูญเปล่า… การให้กำเนิดคนไร้ประโยชน์อย่างมันสิ้นเปลือง”
เสียงนั้นดังลอดไปถึงห้องนอนเล็กที่ประตูเปิดค้างอยู่ แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา
หญิงคนนั้นยังคงใช้แหนบจัดการสิ่งสกปรกตามจมูกและในปากต่อ
“ขอโทษนะ ลูกรักของแม่
เมื่อกี้แม่พูดแรงเกินไป ไม่ควรกดดันลูกเลย
แม่ควรรู้ตั้งนานแล้วว่าพ่อที่ไร้ค่าของลูกก็ทิ้งแต่พันธุกรรมห่วย ๆ เอาไว้ ทำให้ผลการเรียนไม่ดีขึ้นสักที
ไม่ต้องกลัวนะ พรุ่งนี้ไปสอบให้เต็มที่ ต่อให้สอบออกมาแย่แค่ไหน แม่ก็ยังรักลูกเสมอ”
แต่ห้องนอนเล็กก็ยังคงเงียบงัน
หญิงสาวหยิบมีดโกนมาโกนขนแขนขนขา สีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและเด็ดขาด
“แม่ตัดสินใจแล้ว ในเมื่อแกมันไร้ค่าจริง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องไปอับอายให้คนอื่นเห็น พรุ่งนี้การสอบเข้ามหาวิทยาลัย…แม่จะไปแทนแกเอง
แล้วแม่จะเลือกเด็กนักเรียนที่เก่งจริง ไม่มีพันธุกรรมห่วยแตก มาเป็นของขวัญให้แก
แบบนั้น แกก็จะกลับมาเป็นลูกรักของแม่อีกครั้ง”
กล้องค่อย ๆ เคลื่อนออกจากห้องนอนใหญ่ เลื่อนไปยังห้องนอนเล็กที่เงียบมาตลอด
ผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้ สามารถเห็นได้ว่า เด็กสาวที่สวมชุดนักเรียนโรงเรียนหมายเลขสี่…แขวนคอตัวเองอยู่บนพัดลมเพดาน
…
ยามดึก
ในออฟฟิศเล็ก ๆ ของบริษัทสื่อออนไลน์แห่งหนึ่งในเมืองมู่ซิง เน็ตเวิร์กภายในมีปัญหา ทำให้ช่างซ่อมอินเทอร์เน็ตต้องอยู่ทำงานล่วงเวลาจนถึงสี่ทุ่มกว่าจะซ่อมเสร็จ
เขาดูเหมือนอายุเพียงสามสิบต้น ๆ แต่ผมร่วงจนหัวเถิก พุงใหญ่เพราะนั่งทำงานนาน ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
ทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาถือใบลางานเดินเข้าไปในห้องเจ้านาย ทว่าทันทีที่ก้าวเข้าไปกลับโดนด่าซ้ำ ๆ
“ให้ไปแก้เน็ต ทำไมเสียเวลานานขนาดนี้? ไลฟ์คืนนี้ต้องเลื่อน รู้ไหมบริษัทเสียหายไปเท่าไหร่?”
“ตอนนี้เน็ตเสถียรแล้วครับ”
“ฉันเห็นแล้ว! ออกไปได้แล้ว!”
“ผมอยากลาพักหนึ่งวัน พรุ่งนี้โรงเรียนเก่ามีสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมอยากกลับไปดู…”
“สอบเข้ามหาวิทยาลัยมันเกี่ยวอะไรกับแก? อีกอย่าง บริษัทเรามีช่างซ่อมเน็ตแค่คนเดียว ถ้าพรุ่งนี้เน็ตมีปัญหาอีก ใครจะรับผิดชอบ? เงินเดือนแค่นั้นหักเท่าไหร่ก็ไม่พออยู่แล้ว
ไม่อนุญาตให้ลา! เอาไว้รออีกสองสามวันค่อยว่ากัน”
“ถ้าอย่างนั้น…ผมลาออกได้ไหม?”
เจ้านายยิ่งโมโห “ได้สิ! แต่ตามสัญญาต้องส่งต่องานอีกครึ่งเดือน พรุ่งนี้แกยังต้องมาทำเหมือนเดิม ไม่งั้นจะถือว่าขาดงาน เงินเดือนกับค่าชดเชยก็อดไปเลย”
“งั้นผมขอลาพักดีกว่า อย่างน้อยยังมีเงินเดือนกลับบ้าน ไม่งั้นคนที่บ้านจะไม่พอใจ”
“เฮ้ย! กงซิน! หรือแกฟังไม่รู้เรื่อง?”
แต่กงซิน ช่างซ่อมเน็ตกลับไร้สีหน้า เดินตรงเข้าหาเจ้านายหนุ่มที่อายุไม่ต่างกันมาก
ความประหลาดคือตอนที่เดินเข้าไป เขาเริ่มปลดกระดุมเสื้อ เผยให้เห็น ‘ท้อง’ ของตัวเอง
เจ้านายที่เมื่อครู่ยังทำท่าทางกร่าง พอเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อก็หน้าซีดเผือดทั้งตัว ถึงอย่างนั้น เขาเองก็เคยผ่านการศึกษาภาคบังคับ ผ่านการฝึกพลศึกษาเชิงระบบมาแล้ว
เขารีบตั้งสติ ยื่นมือไปหยิบปืนที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะทันที
แต่สิ่งที่ปลายนิ้วสัมผัสกลับไม่ใช่ความเย็นของโลหะ หากเป็นเนื้อเยื่ออุ่นชื้น…
วินาทีต่อมา กึกกัก กึกกัก~
ทั้งห้องทำงานัมีเพียงเสียงเนื้อสดขยับไหว
กงซินแทบไม่ต้องเสียเวลาเก็บศพ ไม่ถึงสองนาทีก็เดินออกมาพร้อมใบลางานที่เปื้อนเลือดเป็นรอยฝ่ามือ
เขาไม่กังวลว่าจะถูกเปิดโปงเลย เพราะในวันพรุ่งนี้ เขากำลังจะไปยังสถานที่ที่ ‘นักสอบสวน” เองก็ไม่อาจติดตามเขาได้ ห้วงลึกที่มองไม่เห็น…
…
ค่ำคืนก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย
นักเรียนที่ไม่ใช่มัธยมปลายปีที่3ได้เริ่มหยุดเรียนไปแล้ว ส่วนมัธยมปลายปีที่3เองก็จะเลิกเรียนในเวลา16:30 น. ยกเว้นนักเรียนที่อยู่หอใน
ตอนนี้เหลือเวลาอีกสี่สิบนาทีก่อนเลิกเรียน
นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ฝึกต่อแล้ว ต่างจับกลุ่มกับเพื่อนสนิทเที่ยวเล่นรอบโรงเรียนเพื่อผ่อนคลายให้มากที่สุด
หลัวตี้เองก็ดูต่างจากเดิม เขาไม่ได้ซ้อมเพิ่มก่อนสอบ แต่เลือกนั่งคุยเล่นกับหัวหน้าห้อง เกาโหยวเสวียน และเสี่ยวอิ๋งในห้องเรียนแทน
ในกลุ่มนี้ คนที่กดดันที่สุดคือเกาโหยวเสวียนกับหลี่เสี่ยวอิ๋ง คนหนึ่งอยากพิสูจน์ตัวเองนอกเหนือจากวิชาทั่วไป อีกคนอยากสอบให้ได้ใกล้เคียงกับหัวหน้าห้อง เพื่อจะได้ไปอยู่ในที่เดียวกัน
เกาโหยวเสวียนเปิดประเด็นขึ้น “ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ตอนจับฉลากจะได้กลุ่มยังไงนะ?”
หัวหน้าห้องถือถุงขนมจากร้านขายของชำ เคี้ยวไปพลางพูดไป “แค่ไม่จับได้กลุ่มเดียวกับหลัวตี้ก็ดีหมด ไม่งั้นถึงพวกเราจะทำได้ดีแค่ไหน ก็ยังโดนเขากลบอยู่ดี ใช่ไหม หลัวตี้
‘มนุษย์เทียมต่ำกว่าครึ่งปี’ ตอนนี้นายคงฆ่าได้ด้วยตัวเองแล้วล่ะ?”
หลัวตี้ตอบอย่างระมัดระวัง “ถ้าไม่รู้ลักษณะของคู่ต่อสู้ ก็ยังสรุปไม่ได้หรอก”
“เชอะ” หัวหน้าห้องจ้องเขาหนึ่งที ก่อนก้มกลับไปสนใจขนมในมือ
“จริงสิ หลังเรียนจบ พวกนายอยากไปที่ไหนกัน?” เสี่ยวอิ๋งรวบรวมความกล้า เสนอคำถามแทรกขึ้นมา
เกาโหยวเสวียนที่จริงก็อยากถามเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงต่อทันที “ฉันกับหลัวตี้อยากไปเมืองหลวง แต่ฉันจะไปสถาบันวิจัย ส่วนเขาอาจเข้าบริษัทใหญ่โดยตรง
แล้วพวกเธอล่ะ?”
“ฉัน…คงต้องดูผลสอบก่อนค่อยตัดสินใจ” เสี่ยวอิ๋งตอบ แล้วหันไปมองหัวหน้าห้อง
หัวหน้าห้องหยุดเคี้ยวขนมไปชั่วครู่ ก่อนดูดผงเครื่องปรุงที่ปลายนิ้ว แล้วชี้เข้าหาตัวเอง
“ฉันเหรอ? ที่บ้านจะเป็นคนตัดสินใจตามผลสอบ หน้าที่ของฉันคือทำข้อสอบให้เต็มที่ก็พอ ถ้าโชคดีอาจมีโอกาสไปเมืองหลวงกับพวกนายเหมือนกัน แต่เรื่องนี้ฉันตัดสินใจเองไม่ได้หรอก”
เกาโหยวเสวียนดันแว่นขึ้น “เรื่องแบบนี้ตัดสินใจเองไม่ได้เลยหรือ?”
“ไม่ได้จริง ๆ พ่อฉันก็อยู่ในกลุ่มคนชั้นนำ การมองการณ์ไกลของเขากว้างกว่าฉันมาก ทุกการตัดสินใจของเขามักจะออกมาดีเสมอ”
เกาโหยวเสวียนพยักหน้า “นั่นก็จริงอยู่ อย่างน้อยฝีมือของหัวหน้าห้องอย่างเธอ ก็ไปเมืองหลวงได้แน่นอนอยู่แล้ว
จริงสิ หลังเรียนจบ พวกเรานัดรวมตัวกินข้าวกันเหมือนเดิมดีไหม? ชวนแอนนาด้วย”
หัวหน้าห้องมองถุงขนมในมืออีกครั้ง “ไว้รอสอบเสร็จก่อนค่อยว่ากัน ทุกคนพรุ่งนี้สู้ ๆ ล่ะ”
เวลามักผ่านไปเร็วในช่วงผ่อนคลาย ไม่นานเสียงกริ่งเลิกเรียนก็ดังขึ้น นักเรียนที่ไม่อยู่หอทยอยออกจากโรงเรียนเป็นกลุ่ม ๆ
ในห้องเรียน หลัวตี้เก็บกระเป๋าเสร็จ กำลังจะออกไป แต่กลับรู้สึกว่ามีใครบางคนดึงชายเสื้อเขาไว้เบา ๆ
เกาโหยวเสวียนที่เห็นเข้าก็รีบหาข้ออ้างแล้วเผ่นออกไปทันที
ส่วนเสี่ยวอิ๋งที่ตั้งใจจะกลับห้องพักกับหัวหน้าห้องก็กลับก้มหน้าเดินออกทางประตูหลังไปก่อน แล้วไปยืนรออยู่เงียบ ๆ ที่ทางออกด้านล่าง
ห้องเรียนจึงเหลืออยู่เพียงสองคน
ยังไม่ทันที่หลัวตี้จะพูดอะไร ก็รู้สึกถึง “ความนุ่มนวล” และ “ความอบอุ่น” แนบเข้ากับแผ่นหลัง
สองแขนโอบกอดเขาแน่น
ไม่มีคำพูด
ไม่มีการเคลื่อนไหวเกินเลย
เพียงแค่นั้น และกอดอยู่อย่างนั้นนานถึงห้านาทีก่อนจะค่อย ๆ คลายออก
“หลัวตี้ พรุ่งนี้ต้องทำให้ดีที่สุดนะ”
“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่หรอก แค่รู้สึกซึ้งใจนิดหน่อย อาจจะหลังจากนี้พวกเราคงแทบไม่ได้เจอกันอีก กลับไปเถอะ ฉันเดาว่านายยังจะออกไปวิ่งกลางคืนอยู่ดี งั้นลองวิ่งให้เร็วขึ้นหน่อย แล้วพักผ่อนให้ไวขึ้น”
“ได้”
หัวหน้าห้องคิดว่าเขาจะเดินออกไปเลย ทว่าในจังหวะนั้น ฝ่ามือใหญ่กลับวางลงบนศีรษะเธอเบา ๆ ไม่ได้ลูบ ไม่ได้กด เพียงแค่วางไว้
“เจอกันพรุ่งนี้”
….
【หน้าโรงเรียน】
เกาโหยวเสวียนยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ เขาและหลัวตี้เกือบตลอดเทอมสองมักกลับบ้านพร้อมกัน เพราะหัวหน้าห้องพักในหอ
เขาคิดว่าวันนี้คงต้องรอนานกว่าปกติ แต่ไม่ถึงสิบ นาทีหลัวตี้ก็เดินออกมาแล้ว
“ไวจัง? นายไม่คิดจะคุยกับหัวหน้าห้องอีกหน่อยเหรอ? ดูจากท่าทางเธอแล้วน่าจะกดดันมากเลยนะ หรือไม่ก็โดนที่บ้านกดดันหนัก”
“รองหัวหน้า นายสนใจมากไปแล้วมั้ง?”
หลัวตี้ยกมือตบหลังเขาเสียงดัง อีกฝ่ายรีบเบี่ยงตัวสวนด้วยหมัดง่าย ๆ ทั้งคู่หลบเลี่ยงกันไปมา ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน
แววตาของหลัวตี้ในวลานั้น ก็แตกต่างจากเมื่อครั้งต้องกลับบ้านเพียงลำพังอย่างสิ้นเชิง