- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 48 ความร่วมมือ
บทที่ 48 ความร่วมมือ
บทที่ 48 ความร่วมมือ
ว่ากันตามความอาวุโสของครูผู้สอนแล้ว หยวนจื้อจวินอาจอยู่ในระดับกลาง ๆ ของโรงเรียน แต่ถ้าวัดกันที่ฝีมือจริงและความเข้มงวด เขาสามารถติดหนึ่งในสามอันดับแรกได้อย่างไม่ต้องสงสัย
นี่คือสิ่งที่ทำให้ มัธยมปลายปี 3 ห้อง 5 ต้องทนทุกข์ที่สุด คือ ทุกคาบพลศึกษาของเขาเหมือนกับการฝึกทหารย่อม ๆ
สิ่งที่ทำให้ต่างจากคนอื่นก็คือ หยวนจื้อจวินให้ความสำคัญกับ ‘กฎเกณฑ์’ เป็นอย่างมาก แม้ครูพละส่วนใหญ่จะชอบสอนเกินเวลา หรือแย่งคาบวิชาอื่น แต่เขากลับไม่เคยทำเช่นนั้น พอหมดเวลา เขาก็เลิกทันที ไม่เคยเบียดบังเวลาใคร
สำหรับการต่อสู้จริง ทั้งห้องก็เคยผ่านมันมาแล้วในการสอบปลายภาค และแค่เพียงคิดย้อนถึงตอนนั้น เด็กส่วนใหญ่ก็ต้องฝันร้าย หรือไม่ก็ยังลูบคลำตำแหน่งที่เคยถูกฟาดฟันจนกระดูกแตกหัก
เมื่อคิดว่าจะต้องต่อสู้แบบตัวต่อตัวกับครูประจำชั้น ทุกคนก็รู้สึกขนลุกไปทั้งร่าง ยิ่งกว่านั้นก็คือการทดสอบจำลองการเลื่อนระดับ ครูยังพกอาวุธมาด้วย
แม้แต่หัวหน้าห้องยังเหงื่อแตกพลั่ก เธอเริ่มอบอุ่นร่างกายล่วงหน้า เตรียมพร้อมที่จะดึงพลังจากชุด ‘นักสอบสวน’ ออกมาใช้อีกครั้ง
เพราะในสายตาหยวนจื้อจวิน ไม่เคยมีการแบ่งแยกเพศ เขาลงมือหนักเท่ากันหมด
วันแรกที่เขาเข้ามาเป็นครูประจำชั้น เขาก็ประกาศกับทุกคนว่า
“มีแต่กระดูกหักเท่านั้น ถึงจะเป็นตำราเรียนที่ดีที่สุด”
ทั้งห้อง 5 มีเพียงหลัวตี้ที่รู้สึกตื่นเต้น
ในโรงยิมขนาดใหญ่ที่แบ่งพื้นที่ให้แต่ละห้องใช้สอบการต่อสู้ ห้อง 5 ถูกจัดไปอยู่ในโซนฝึกซ้อมที่ปิดล้อมกว้างขวาง นักเรียนทุกคนยืนเข้ากระบวนแถวตามปกติ
หยวนจื้อจวินในชุดเครื่องแบบทหารไม่ได้ชมเชยหัวหน้าห้องที่ทำลายสถิติความเร็วเมื่อคืนนี้แม้แต่น้อย เขาเพียงยืนด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเหมือนคาบพลศึกษาปกติแล้วเอ่ยว่า
“การทดสอบครั้งนี้จะต่างออกไป พวกเธอฝึกกับฉันมาแล้วสองปีครึ่ง การต่อสู้ครั้งนี้ ฉันจะใช้มาตรฐานการเลื่อนระดับจริง ๆ ถ้าใครเผลอจนถูกฉันทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ก็เตรียมเขียนคำร้องขอเลื่อนการเรียนจบไว้ได้เลย
ถ้าใครเริ่มกลัวแล้ว ก็เลิกไปซะ หันไปอ่านหนังสือ สอบเข้าสายงานพลเรือนก็ยังไม่สาย อีกอย่าง อย่ามัวปิดบังความสามารถ แสดงทุกอย่างที่คุณมีออกมา”
พูดจบ เขาก็ปรายตามองหลัวตี้อย่างมีนัยยะ
“เอาล่ะ! เลขที่ 1 ถึง 5 ออกมา! ที่เหลือถอยไปอยู่นอกเส้นขาว การทดสอบเริ่มขึ้นแล้ว”
นักเรียนห้าคนที่ถูกเรียกก้าวออกมาทันที ปรับร่างกายเข้าสู่สภาพพร้อมรบอย่างรวดเร็ว พวกเขาล้อมครูประจำชั้นเป็นวงกลม ใช้อาวุธที่เตรียมไว้ส่วนใหญ่คือมีดสนามแบบตรง ซึ่งพกง่าย คล่องตัว เหมาะกับการต่อสู้ระยะประชิด รองหัวหน้าห้อง เกาโหยวเสวียน ก็เลือกใช้อาวุธแบบนี้เช่นกัน
ทว่าในวันนี้ ครูประจำชั้นที่เคยสู้ด้วยมือเปล่ามาตลอด กลับหยิบอาวุธพิเศษออกมา ‘กระบองกล’
เป็นอาวุธที่ไม่ถึงตาย ปกติใช้ควบคุมและปราบปรามผู้ต้องสงสัย แต่ในมือของเขา ต่อให้เป็นกระบองธรรมดาก็กลายเป็นอาวุธสังหารได้
นี่คือครั้งแรกที่นักเรียนต้องเผชิญหน้ากับครูผู้ถืออาวุธจริง ๆ
ผ่านไปเพียงสองนาที
นักเรียนห้าคนที่ล้อมครูไว้กระจัดกระจายไปทั่วสนาม บ้างนอนครวญคราง บ้างหมดสติไปแล้ว
ผู้ที่ยืนดูอยู่รอบนอกต่างพากันกลืนน้ำลาย ความกดดันถาโถมจนบางคนต้องพึ่งยากดประสาทที่เกินขนาดเพื่อไม่ให้สติแตก
กลุ่มที่สองขึ้นสังเวียนต่อ พวกเขายื้อได้นานกว่ากลุ่มแรกนิดหน่อย เป็นสามนาทีเต็ม แต่ก็มีคนโดนฟาดที่ศีรษะจนตัวแข็งทื่อ ต้องให้ทีมแพทย์ที่เฝ้ารออยู่รีบเข้ามาช่วยพาตัวไปห้องพยาบาล
ถึงตากลุ่มที่สาม ซึ่งเป็นกลุ่มของหัวหน้าห้อง
เธอกินยาเม็ดเล็ก ๆ หนึ่งเม็ดก่อนขึ้นสนาม พร้อมทำการยืดเหยียดร่างกายเพื่อเตรียมพร้อม
นี่เป็นครั้งแรกที่หลัวตี้เห็นหัวหน้าห้อง ‘พึ่งยา’ระหว่างการทดสอบร่างกาย แต่ดูจากขนาดเม็ดยาแล้วน่าจะเป็นยาขนาดต่ำที่ช่วยเสริมความเสถียรของร่างกาย เพื่อให้ทนรับแรงกดดันจากชุดนักสอบสวนได้
เมื่อหัวหน้าห้องก้าวเข้าสนาม สมาชิกอีกสี่คนก็รีบเข้ามาล้อมเธอเป็นศูนย์กลาง วางแผนการสู้ร่วมกัน
พวกเขาไม่ได้แยกออกเป็นวง แต่เลือกยืนรวมเป็นกลุ่ม
หยวนจื้อจวินมองลู่เหวินอย่างชื่นชมในใจ เพราะเธอช่วยดูแลห้องเรียนจนเขาแทบไม่ต้องกังวล อีกทั้งผลการเรียนก็ดีเยี่ยม แถมเมื่อคืนยังทำลายสถิติความเร็วได้ด้วย
“ลู่เหวิน ดาบของเธอล่ะ? ฉันจำได้ว่าเทอมที่แล้วเธอยังใช้มันอยู่เลย การแสดงดาบตอนสอบปลายภาคก็ได้คะแนนสูงมาก”
“คุณครูหยวน ตอนนี้ร่างกายของหนูแทบจะปรับตัวเข้ากับชุดนี้ไม่ได้เลยหนูอยากจะใช้ประโยชน์จากชุดและฝึกฝนวิชาดาบไปพร้อมๆ กัน แต่คิดว่าคงทำไม่ได้หรอก วันนี้หนูขอลองฝึกมือเปล่าดูก่อนนะคะ กว่าการฝึกภาคเรียนที่สองของชั้นปีสุดท้ายจะจบ หนูคิดว่าฉันน่าควบคุมมันได้”
“อืม…เริ่มเถอะ”
ทั้งห้าคนยืนรวมกัน โดยมีเพียงหัวหน้าห้องที่ไร้อาวุธ
ครูประจำชั้นเดาไว้ว่า นักเรียนทั้งสี่คนน่าจะใช้หัวหน้าห้องเป็นแกนกลาง คอยคุ้มกันแล้วเปิดการโจมตีเป็นทีม
แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น!
ฟุ่บ หัวหน้าห้องระเบิดฝีเท้าเหมือนตอนวิ่งสปรินต์ เธอทะลวงออกจากกลุ่มเป็นคนแรก พุ่งโจมตีตรงไปหาครูโดยไม่รอใครคุ้มกันด้านหลัง
“หืม?”
ยุทธวิธีที่เหนือความคาดหมายนี้ทำให้หยวนจื้อจวินชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที แต่ขณะนั้นขาหัวหน้าห้องก็ปัดสูงเข้าใส่ด้านข้างแล้ว
เขาจำต้องยกกระบองกลขึ้นป้องกัน
ผั๊วะ!
แรงจากชุดนักสืบเสริมกำลังเตะจนผิวชุดสั่นสะท้อนเป็นคลื่นริ้ว แม้รากฐานมั่นคงขนาดครูยังเซถอยไปหลายก้าว เสียสมดุลทันที
โอกาสถูกเปิดออกแล้ว
นักเรียนอีกสี่คนไม่รอช้า รีบพุ่งเข้าโจมตีจากหลายทิศ ถืออาวุธพร้อมฟาดใส่ครูที่กำลังเสียหลัก
หัวหน้าห้องก็รีบตามเข้าไปซ้ำ แต่เพียงเสี้ยววินาทีเธอก็ชะงัก หยุดการพุ่งเข้าใกล้ราวกับเห็นบางสิ่ง
ปั๊ก! ปั๊ก! ปั๊ก!
นักเรียนสามคนถูกฟาดเข้าตามจุดสำคัญ ล้มลงนอนหมดสภาพ
เหลือเพียงหนึ่งที่ยังเอาตัวรอดได้ด้วยการกลิ้งถอยหนีไปไกล
จังหวะเปิดที่เหมือนจะดี แต่กลับแตกพ่ายในพริบตาเหลือเพียงหัวหน้าห้องกับเด็กผู้หญิงคนนั้น
หยวนจื้อจวินมองนักเรียนที่สลบไสลไป นัยน์ตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง
“ถ้าเธอประสานกับลู่เหวินได้ดีกว่านี้ ฉันอาจจะถูกกดดันจริง ๆ ก็ได้ แต่ความกลัวในใจพวกเธอยังไม่ถูกลบออก ศักยภาพที่แสดงออกยังไม่ถึงระดับตอนฝึกปกติ แบบนี้จะจบการศึกษาได้ยังไง!”
นักเรียนหญิงที่รอดมาได้เริ่มหวั่นไหว ในสายตาเธอ การต่อสู้แบบเหลือสองต่อหนึ่งนั้นเธอต้องแพ้แน่ๆ แถมยังหวนนึกถึงเพื่อนที่โดนฟาดหัวจนตัวแข็ง เธอยิ่งกลัวว่าตัวเองจะเจ็บหนักจนหมดสิทธิ์เลื่อนระดับ
ทว่าในจังหวะนั้นเอง
ฝ่ามืออุ่นนุ่มวางลงบนไหล่เธอ เสียงคุ้นเคยแต่แฝงความอ่อนโยนกว่าที่เคย คล้ายเส้นด้ายลอดเข้าสู่หูเข้าไปสัมผัสถึงในสมอง ปล่อยความตึงเครียดให้คลายลง
“เสี่ยวอิ๋ง อย่ากังวลไปเลย ฉันยังอยู่ตรงนี้นะ”
“ค่ะ…หัวหน้าห้อง!”
เพียงถ้อยคำไม่กี่คำก็ทำให้ใจที่สั่นไหวกลับมั่นคงขึ้น เด็กสาวโฟกัสกับการต่อสู้ตรงหน้าอีกครั้ง
การต่อสู้ยืดเยื้อต่อไปอีกห้านาที
ท้ายที่สุด หัวหน้าห้องก็หมดแรง ถูกซัดกระเด็นล้มลง ส่วนเสี่ยวอิ๋งก็โดนฟาดล้มตามไป
โชคดีที่ทั้งคู่ไม่ได้บาดเจ็บสาหัส ไม่ถึงขั้นต้องส่งไปห้องพยาบาล
การต่อสู้ของกลุ่มที่สามสิ้นสุดลง
หัวหน้าห้องยันร่างลุกขึ้น เธอไม่กลับไปพัก แต่เดินไปหาคู่หู เอื้อมมือวางบนผมทรงเห็ดของเธอ “การประสานงานเยี่ยมมาก ถ้าไม่มีเธอ ฉันคงยื้อไม่ได้นานขนาดนี้ หวังว่าตอนสอบจริงเธอจะทำได้ดียิ่งกว่านี้นะ”
“ขอบคุณค่ะ หัวหน้าห้อง”
แก้มของเสี่ยวอิ๋งขึ้นสีแดงอ่อน กัดริมฝีปากเขิน
ในเวลานั้นเอง กลิ่นอายอีกชนิดหนึ่งพัดมาจากด้านนอกสนาม ผ่านข้างหัวหน้าห้องไป กลิ่นศพจางๆลอยอบอวล
หัวหน้าห้องนั่งยองๆ อยู่บนพื้น มองไปที่ฝ่ามือของอีกฝ่ายที่ห้อยอยู่ ฝ่ามือสากกร้าน ไม่ใช่มือของเด็กมัธยมที่จะมีได้ และในมือนั้นกำดาบที่พันด้วยผ้าห่อศพเอาไว้
หัวหน้าห้องเปลี่ยนสีหน้า จากอบอุ่นเมื่อครู่เป็นตกตะลึง “หลัวตี้! นายคิดจะใช้มันที่นี่จริง ๆ เหรอ?”
“…อืม”