- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 46 การสอบต้นเทอม
บทที่ 46 การสอบต้นเทอม
บทที่ 46 การสอบต้นเทอม
โรงเรียนมัธยมปลายหมายเลขสี่ เมืองมู่ซิง
เปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิ หลังจากการวิ่งตอนเช้าเสร็จสิ้น นักเรียนมัธยมปลายปีสามก็ถูกเรียกรวมเพื่อฟังคำชี้แจงจากผู้อำนวยการเกี่ยวกับแผนการเรียนในภาคเรียนสุดท้าย
“นักเรียนทุกคน! ภาคเรียนนี้เราจะเข้าสู่ช่วงเร่งเครื่องครั้งสุดท้าย ผมเชื่อว่าหลายคนได้ปรับตัวและเตรียมพร้อมมาแล้ว ตารางเรียนยังคงเหมือนเดิม แต่ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เวลาเลิกนักเรียนปีสามจะเปลี่ยนจาก 17:40 เป็น 21:40 โรงเรียนจะจัดอาหารเย็นที่มีโภชนาการครบถ้วนฟรี พร้อมทั้งมีบริการหอพักให้ นักเรียนที่บ้านไกลเกิน 40 นาที แนะนำให้พักอยู่ที่โรงเรียน
หลังอาหารเย็นเวลา 18:30 จะเป็นคาบพิเศษภาคค่ำ เริ่มด้วยการฝึกพละเข้มข้นสองชั่วโมง หลังพักสิบนาที ชั่วโมงสุดท้ายจะเรียนตามวิชาที่นักเรียนถนัดที่สุด
วันนี้จะมีการสอบวัดระดับเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบเดียวกับการสอบ ‘เลื่อนระดับ’ ตอนกลางวันทุกคนจะสอบวิชาวัฒนธรรมและการคิดเชิงตรรกะในห้องเรียน ตอนกลางคืนจะเป็นการสอบพละครั้งใหญ่ ผลการสอบจะถูกนำมาพิจารณาในการจัดตารางเรียนภาคค่ำ”
คำพูดของผู้อำนวยการสั้น กระชับ และชัดเจน นักเรียนส่วนใหญ่ก็ปรับสภาพตัวเองมาตั้งแต่ช่วงปิดเทอมแล้ว พร้อมรับมือกับครึ่งปีสุดท้าย
ช่วงเช้าเป็นการสอบวิชาวัฒนธรรม ครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศิลปะ มนุษย์ศาสตร์ จิตวิทยา ฯลฯ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของหลัวตี้ เขามักทำคะแนนได้แค่ระดับกลาง ๆ แม้วิชานี้จะมีน้ำหนักเพียง 20% ในการสอบเลื่อนระดับ แต่ถ้าใครติด 1 ใน 100 ของทั้งเมือง ก็จะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาต่อด้านวิชาการ
หลังเลิกประชุม ทุกคนกลับไปที่ห้องเรียน เตรียมเข้าสอบวิชาวัฒนธรรมเป็นเวลาสามชั่วโมง
เกาโหยวเสวียนนั่งหลับตาพักผ่อน เขาเป็นคนที่ถนัดด้านนี้ที่สุด หากทำได้ตามมาตรฐาน ไม่เพียงจะได้ที่หนึ่งในห้อง แต่ยังสามารถติดสามอันดับแรกของทั้งชั้นได้
ด้วยความสำคัญของการสอบครั้งนี้ ผู้คุมสอบจึงไม่ใช่ครูประจำชั้น แต่เป็นครูผู้ชายคนหนึ่งที่หิ้วถุงข้อสอบเข้ามา ใบหน้าเรียวซีด ดวงตาลึกโบ๋ แต่แต่งกายสุภาพเรียบร้อย เขาเดินอืดอาดเหมือนกับว่าแค่การถือข้อสอบก็หนักเกินไป ร่างกายที่บอบบางแบบนี้แทบจะไม่ค่อยเห็นในยุคปัจจุบัน
ระหว่างที่เขาจัดข้อสอบ นักเรียนก็แอบซุบซิบกัน
“นั่นไม่ใช่ครูสอนวิชาวัฒนธรรมของห้องหนึ่งเหรอ?”
“เหมือนว่าจะชื่อกัว ได้ยินว่ามีวิธีการสอนแปลก ๆ จนผลสอบวิชาวัฒนธรรมของห้องนั้นแย่กันทั้งห้อง แถมยังโดนวิชาพละเบียดเอาเวลาไปอีกต่างหาก”
หลัวตี้ที่นั่งริมหน้าต่างไม่ได้สนใจเสียงซุบซิบ เขากลับรู้สึกว่าครูกัวคนนี้มีอะไรพิเศษบางอย่าง ระหว่างที่สังเกตร่างกายอันผอมแห้งของครู เขาก็เหลือบไปเห็นหัวหน้าห้องนั่งกลางห้อง กำลังหันมามองพร้อมชูมือเชียร์เขาอย่างจริงจัง การสอบเริ่มขึ้น ข้อสอบห้าใบ ครอบคลุมความรู้ด้านวัฒนธรรมทั้งหมด สามชั่วโมงที่ตึงเครียดเริ่มต้นขึ้น
ไม่นานหลังจากการสอบเริ่มต้น ‘นิสัย’ของหลัวตี้ ก็ปรากฏขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะที่เขาจดจ่ออยู่กับคำถาม เสียงลิ้นของเขาดังเป็นพิเศษในบรรยากาศที่เงียบสงัดของห้องเรียน แม้แต่เขาเองก็ยังตกใจ เขาเพิ่งนึกได้ว่าเพราะนิสัยนี้ ทำให้การสอบภาคเรียนก่อน ๆ ต้องแยกไปสอบในห้องพักครู แต่มาคราวนี้กลับเผลอลืมแจ้งไว้
ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นบางคนมองมาที่เขา ครูผู้คุมสอบเดินก็มาถึงที่นั่งของเขา หลัวตี้อธิบายสถานการณ์อย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจจะนำข้อสอบไปไว้ที่ห้องทำงานของอาจารย์เพื่อทำข้อสอบให้เสร็จ แต่ในขณะที่หลัวตี้กำลังจะยืนขึ้น ก็มีมือวางลงบนไหล่ของเขาอย่างแผ่วเบา คุณครูกัวพูดด้วยสำเนียงภาษาจีนกลางที่ฟังดูไพเราะและฟังดูเหมือนมาตรฐานมากว่า “เทอมก่อนฉันก็เห็นเธอไปสอบที่ห้องครู เธอควบคุมมันไม่ได้ใช่ไหม?”
“ใช่ครับ”
“ไม่ต้องไปห้องพักครู ทำข้อสอบต่อที่นี่เลย ในอนาคตพวกเธอต้องเจอสถานการณ์มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ห้องสอบที่เงียบเชียบแบบนี้ แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายหรือเร่งด่วนที่ต้องดึงความรู้จากสมองออกมาให้ได้ ถ้าแม้แต่เสียงรบกวนเล็กน้อยแค่นี้ยังทนไม่ได้ ก็ไม่ต้องคิดจะสอบต่อเลย นักเรียนคนอื่นก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับท่านั่ง หรือจำกัดตัวเอง ถ้าอยากไอหรือตะโกนก็ไม่เป็นไร ขอแค่ไม่จงใจสร้างความวุ่นวายก็พอ แต่ถ้าใครลอกข้อสอบ ฉันจะเป็นคนแรกที่ลากเธอออกไปเอง เอาล่ะ ทำข้อสอบให้ดีเถอะ”
นักเรียนห้องห้าต่างก็งุนงง พวกเขาไม่เคยเจอ ‘มาตรฐาน’ แบบนี้ในการสอบมาก่อน แต่เมื่อทุกคนค่อยๆ ยอมรับคำแนะนำของอาจารย์กัว ความตึงเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจก็ค่อยๆ บรรเทาลง ราวกับได้กลับคืนสู่ภาวะไร้กังวลในช่วงปิดเทอมฤดูหนาว ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในใจก็ค่อยๆ ถูกปลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ
ไม่มีใครใส่ใจเสียงดีดลิ้นของหลัวตี้แล้ว มันกลายเป็นเพียงเสียงพื้นหลังหนึ่งในห้อง
การสอบทั้งสามชั่วโมงจบลงโดยที่ทุกคนไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนครั้งก่อน ๆ บางคนถึงกับดีใจที่ทำได้ดีกว่าที่คิด
เมื่อส่งข้อสอบ หลัวตี้มองตามแผ่นหลังของครูกัวที่เดินออกไป พลันเกิดความคิดว่าอยากฟังการสอนของเขาสักครั้ง
“มองอะไรอยู่เนี่ย? ครูกัวน่าดูขนาดนั้นเลยเหรอ…ไปสิ! รีบไปกินข้าวกัน”
หัวหน้าห้องเดินเข้ามาชนไหล่ของหลัวตี้ เกาโหยวเสวียนก็ยืนรออยู่หน้าประตูห้องแล้ว
“หัวหน้าห้อง เธอรู้จักครูคนนี้เหรอ?”
“ก็ไม่เชิงหรอก เมื่อก่อนฉันเคยช่วยงานในสำนักงาน เลยเจออยู่บ้าง ครูกัวเป็นคนแปลก ๆ บนโต๊ะทำงานมักจะเต็มไปด้วยหนังสือที่ไม่เกี่ยวกับวิชาเรียน แถมยังไม่ค่อยใช้แผนการสอนหรือทำสไลด์ เขาชอบสอนแบบตามใจตัวเอง ได้ยินมาว่าเขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเลยนะ เพียงแต่เป็นคนสันโดษ…เหมือนกับนายเลย”
“อ้อ”
หลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จ ช่วงบ่ายเป็นการสอบ ‘การวิเคราะห์เชิงตรรกะ’ รูปแบบยังคงเป็นข้อเขียน แต่การออกแบบมีความพิเศษมาก นักเรียนแต่ละคนได้รับ ‘กล่องไม้ ที่ผ่านการดัดแปลงพิเศษ ต้องหาวิธีเปิดกล่องให้ได้ก่อน ถึงจะหยิบข้อสอบออกมาได้ หากกล่องถูกทำลาย จะถูกหักคะแนนทันที 50 คะแนน
ข้อสอบมีเพียงหนึ่งข้อเท่านั้น โดยให้ข้อมูลเป็นข้อความและภาพสถานการณ์ที่มีหลายตัวละคร ข้อมูลมีจำกัด ให้นักเรียนเขียนกระบวนการวิเคราะห์เหตุการณ์อย่างละเอียดที่สุด พร้อมเขียน ‘การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยา’ ของตัวละครหลัก
บางคนอาจทำเสร็จในหนึ่งชั่วโมง บางคนอาจใช้เวลาจนหมดแต่ยังไม่เขียนเสร็จ หรือจับประเด็นไม่ได้
ส่วนหลัวตี้ วันนี้คำตอบที่เขียนออกมากลับ ‘สมบูรณ์แบบ’ อาจเป็นเพราะเหตุการณ์ที่เขาเพิ่งผ่านมาไม่นานนี้
…
ในไม่ช้า ค่ำคืนที่สำคัญยิ่งก็มาถึง
ปกติพวกเขาจะกลับบ้านแล้ว แต่ครั้งนี้ทุกคนต้องอยู่โรงเรียนจนดึก และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่มี ‘การสอบพละเวลากลางคืน’ ถือเป็นการสอบที่สำคัญที่สุด แบ่งเป็นสามหัวข้อหลัก ความเร็ว พละกำลัง การต่อสู้แบบผสมผสาน
แม้อุณหภูมิยังอยู่ที่ราว 10℃ แต่นักเรียนส่วนใหญ่กลับเปลี่ยนเป็นชุดกีฬาบางเบา และที่สะดุดตาที่สุด คือชุดรัดรูปสีดำของหัวหน้าห้อง โดยเฉพาะสัญลักษณ์อักษรเงิน ‘I’ ที่พิมพ์อยู่ตรงอก
ทั้งชั้นปีสามมีทั้งหมด 17 ห้องเรียน รวมแล้วเป็น 721 คน
หลัวตี้ ลู่เหวิน และเกาโหยวเสวียน แม้อันดับในห้องจะเป็นที่ 1–3 แต่เมื่อเทียบกับทั้งชั้นแล้ว อันดับจะต่างออกไปมาก อ้างอิงจากผลการสอบพละปลายภาคเทอมก่อน
หลัวตี้ อันดับ 3 ของชั้นปี
ลู่เหวิน อันดับ 10
เกาโหยวเสวียน อันดับ 31 (แต่เป็นที่ 1 ของชั้นปีในด้านวิชาการ)
การสอบแรกคือ ‘ความเร็ว’ โดยนักเรียนเรียกว่า “การวิ่งพัน-ร้อย”
วิธีสอบง่าย ๆ ก็คือ นักเรียนต้องวิ่ง 100 เมตร + 1000 เมตรอย่างต่อเนื่อง ช่วงแรก 100 เมตรต้องวิ่งเต็มกำลัง ครูจะบันทึกเวลาไว้ จากนั้นต้องวิ่งต่ออีก 1000 เมตรโดยไม่หยุด คะแนนสุดท้ายจะอิงจากเวลารวมทั้งสองช่วง
อีกประเด็นที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็นการสอบครั้งนี้ หรือการสอบ ‘เลื่อนระดับ’ ในอนาคต ล้วนอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือที่เหมาะสมได้ โดยมีกฎระเบียบที่เข้มงวด
อนุญาตให้ใช้ยาหรือฉีดยาที่อยู่ในปริมาณที่ปลอดภัย ไม่ทำลายสุขภาพ (จำกัดขนาดยา)
อนุญาตให้สวมใส่อุปกรณ์ช่วยเหลือ แขน–ขาเทียม หรือตัวช่วยขั้นต้นที่ไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตของผู้เยาว์
เพราะอนาคตพวกเขาจะต้องเผชิญกับสถานการณ์อันตรายจริง ๆ สิ่งเหล่านี้ก็ถือเป็น ‘อุปกรณ์ช่วยรบ’ ได้
เพื่อความยุติธรรม คะแนนบางส่วนจะถูกหักตามการใช้ยาและอุปกรณ์เสริม
การสอบครั้งนี้เรียงตามห้องเรียน และบังเอิญว่าหลัวตี้ ลู่เหวิน และเกาโหยวเสวียน ได้อยู่กลุ่มเดียวกันในการสอบความเร็ว
หลัวตี้เดินไปยังลู่วิ่งขอบสนาม แต่ทันทีที่ยืนประจำที่ เขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ปกติ
หัวหน้าห้องในลู่ที่สองจัดท่าปล่อยตัวแบบมาตรฐาน ใบหน้าไร้ความอ่อนโยนที่เคยเห็น มีเพียงแรงกดดันมหาศาล ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาจากข้างสนาม หัวหน้าห้องหันมามอง สีหน้าเคร่งขรึมเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มในทันที แล้วเธอก็ยกมือทักทาย พลางชี้ไปที่ชุดพิเศษบนตัวเธอ
เกาโหยวเสวียนที่อยู่ลู่กลาง ปรับแว่นกีฬาจนเข้าที่ และเมื่อรู้สึกถึงการโต้ตอบกันระหว่างทั้งสองคน เขาก็ยิ่งหดตัวอย่างเกรง ๆ
ครูผู้คุมสอบค่อย ๆ ยกสัญญาณปืนขึ้น
ทุกคนเปลี่ยนท่าเป็น หมอบลง กล้ามเนื้อขาเกร็งเต็มที่
ปัง! เสียงปืนดังขึ้น
หลัวตี้พุ่งตัวออกเกือบจะทันทีที่ได้ยินเสียง กล้ามเนื้อสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์ ทำให้เขาออกตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ การซ้อมวิ่งกลางคืนทุกวันส่งผลออกมาอย่างชัดเจน ร่างกายเคลื่อนไปข้างหน้าในท่าที่สมบูรณ์ที่สุด หลัวตี้เองยังรู้สึกได้ว่านี่คือการออกตัวที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งของเขา อาจสู้กับหัวหน้าห้องได้อย่างสูสี
แต่… เขาคิดว่าการออกตัวสมบูรณ์แบบอย่างน้อยต้องนำได้สัก 30 เมตรแรก ไม่ควรมีใครวิ่งเคียงข้างเขาได้ และก็จริง…ในมุมสายตาข้าง ๆ ไม่มีใครเคียงคู่เลย แต่ในสายตาด้านซ้ายกลับเห็นคนคนหนึ่ง
คนที่มีท่าวิ่งที่แปลกประหลาด แต่กลับแซงเขาไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่จังหวะออกตัว”
“หัวหน้าห้อง!?”
หัวหน้าห้องในชุดรัดรูปสีดำ พุ่งนำหน้าเขาไปมากกว่าสามช่วงตัว ท่วงท่าของเธอไม่ใช่การวิ่งมาตรฐาน แต่อาศัยการโน้มตัวไปด้านหน้าที่มากผิดปกติ ใช้จังหวะก้าวที่ถี่รัวเกินมนุษย์ และก้าวขายาวราวกับฉีกขาออกสุดแรง เพื่อประคองการโน้มตัวนั้นไว้ ไม่อย่างนั้น ถ้าเป็นคนทั่วไปคงล้มลงไปแล้วตั้งแต่เมตรแรกแล้ว
ฟ้าว!
หัวหน้าห้องวิ่งทะลุเส้น 100 เมตรเป็นคนแรก บนจอจับเวลาแสดงตัวเลขน่าอันตกตะลึง
9.55