เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 ซั่งซี

บทที่ 36 ซั่งซี

บทที่ 36 ซั่งซี


ครั้งแรกที่ออกไปฝึกภาคสนามในภูเขาก็ได้พบกับงานศพ ครั้งนี้เขาได้พบกับเหตุการณ์แปลกประหลาดในละแวกบ้านของเขากลับเป็นงานมงคล ทว่าแทนที่จะชวนให้ชื่นบาน สีแดงนี้กลับน่าขนลุกยิ่งกว่างานศพเสียอีก หัวหน้าห้องที่สวมรองเท้าปักลายดอกไม้ กับหลัวตี้ เดินเบียดกันเข้าไปในห้องโถง

กลางห้องมีโต๊ะไม้แปดเซียนเก่า ๆ ตั้งอยู่ รอบ ๆ กระจัดกระจายไปด้วยเก้าอี้ไม้แกะสลักหลายตัว บนเก้าอี้มี “หุ่นกระดาษ” สี่ตัวแต่งกายหรูหรา สวมวิกผมขาวโพลน หน้าอกยังปักลายดอกไม้ หุ่นกระดาษพวกนี้ดูแปลกประหลาด ร่างกายของพวกเขาพองโต ราวกับถูกยัดไว้ด้วยสิ่งมีชีวิตบางชนิด

ดวงตากระดาษของพวกมันทั้งหมด จ้องไปที่ทีวีเก่า ๆ เครื่องหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะ ส่งเสียงซ่าไม่หยุด

ทั้งคู่เดินผ่านห้องนั่งเล่น เลี่ยงหุ่นกระดาษพวกนั้น แล้วตรงไปยังระเบียง หวังว่าจะกระโดดออกไปข้างล่างได้ แต่หน้าต่างระเบียงทั้งหมดกลับถูกปิดตายด้วยไม้กระดานที่ถูกตอกทับอย่างยุ่งเหยิง ด้านบนยังแปะตัว ‘ซั่งซี’ ไว้หลายแผ่น

“ฉันจะลองงัดดู…”

หลัวตี้ใช้มีดทำครัวแซะไม้ทีละแผ่น กว่าจะงัดออกได้ก็เหนื่อยไม่น้อย แต่สิ่งที่เผยออกมาไม่ใช่วิวภายนอก ทว่ากลับเป็นบรรยากาศสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิม

นอกหน้าต่าง ไม่มีวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืน มีเพียงผนังก่ออิฐแดงแน่นขนัด ตรงตามตำราเรียนที่ว่า“พื้นที่กึ่งมุม” ย่อมไม่มีช่องทางหลบหนี

ทั้งคู่หันหลังกลับเตรียมสำรวจต่อ แต่คราวนี้ หุ่นกระดาษที่เมื่อครู่ยังจ้องทีวีอยู่ กลับพร้อมใจกันหันหน้ามาทางพวกเขาที่ระเบียง

“หลัวตี้… หรือจะจัดการหุ่นพวกนี้ก่อนดี?”

“ถ้าอีกฝ่ายจงใจล่อให้เราทำลายล่ะ? หรือบางทีในตัวหุ่นอาจจะมี ‘กับดัก’ ซ่อนอยู่ก็ได้”

ทั้งสองคุยกันยังไม่ทันจบ ตาของหุ่นตัวหนึ่งก็ถูกดันให้แง้มออก แมงมุมขนดกตัวหนึ่งคลานออกมา จากช่องที่มันเบียดเปิดนั้น เผยให้เห็นภายในหุ่นถูกอัดแน่นไปด้วยฝูงแมงมุม

เพียงทำลายหุ่น…ฝูงแมงมุมก็จะแห่ทะลักออกมา และจะเกิดปัญหาใหญ่กว่าเดิม

หลัวตี้เห็นแบบนั้นก็ดึงแขนเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว “ลองไปดูที่ครัวกันก่อน ถ้ามีไฟ เราอาจจะเผามันได้”

ทั้งสองเดินหาตามผังบ้าน แต่กลับพบว่าที่นี่…ไม่มีครัวอยู่เลย โครงสร้างบ้านเปลี่ยนไปทั้งหมด สิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุดคือทางเดินสู่ห้องนอน ปกติบ้านพักแบบนี้จะมีพื้นที่แค่ร้อยกว่าตารางเมตร และเพียงกำแพงกั้นระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องนอน แต่ตอนนี้กลับมีทางเดินยาวออกมา ราวสิบกว่าเมตร ยาวเกินโครงสร้างจริงของอาคารไปมาก

ตลอดทางมีโคมแดงแขวนอยู่ทุกสองเมตร แสงสว่างจัดจ้า ปลายสุดของทางเดิน ไม่ใช่ประตูห้องนอน แต่เป็นบันไดที่เลี้ยวขึ้นไปยังชั้นสอง ซึ่งนี่ก็คือ ‘การยืดขยายของพื้นที่’ ตามที่ตำราว่าไว้

จากสิ่งที่เขาเห็น ตอนนี้ทั้งชั้นหนึ่งเหลือเพียงห้องนั่งเล่นกับทางเดินประหลาดนี้เท่านั้น

“ไปเถอะ เดินเข้าไปให้ลึกกว่านี้อีกหน่อย”

“เดี๋ยวก่อน!”

หัวหน้าห้องรีบวิ่งกลับไปยังระเบียง คว้าไม้กระดานที่งัดออกเมื่อครู่ขึ้นมา ส่วนปลายยังมีตะปูติดอยู่หลายตัว พอจะใช้แทนอาวุธได้

เมื่อพวกเขามายืนอยู่ที่ปากทางเดินซึ่งแขวนโคมแดง หุ่นกระดาษทั้งหมดก็หันหน้ามาอีกครั้ง คล้ายกำลังบอกลา หรือไม่ก็…เร่งให้พวกเขารีบไปรับเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าไปทำพิธีให้เสร็จ

และทันทีที่สายตาทั้งสองสะดุดกับหุ่นเหล่านั้น ก็พอดีกับที่ปลายทางเดินปรากฏผู้หญิงในชุดเจ้าสาวสีแดง สวมผ้าคลุมหน้า เดินขึ้นบันไดไปอย่างช้า ๆ

หัวหน้าห้องตอบสนองฉับไว ดึงตะปูจากไม้กระดานแล้วเหวี่ยงไปเต็มแรง

ตะปูเหล็กพุ่งตกไปที่ปลายทางไกลสิบเมตร แทบจะปักใส่ผู้หญิงในชุดแดงคนนั้น

หลัวตี้ตกตะลึงกับปฏิกิริยาตอบสนองและความสามารถในการขว้างอาวุธของหัวหน้าห้อง เขาคิดว่าเธอเชี่ยวชาญแค่ดาบ ไม่คิดว่าจะขว้างอาวุธเก่งขนาดนี้

เหมือนเธอรู้ว่าเขากำลังจ้องอยู่ จึงอธิบาย “ฉันเคยเรียนวิชาขว้างของเสริมไว้ด้วย บางครั้งสิ่งแวดล้อมรอบตัวก็มีค่ามากกว่าอาวุธในมือ…น่าเสียดายที่คราวนี้ยังช้าไปนิด”

“ดูจากส่วนของผู้หญิงคนนั้น เธอคงเป็นร่างจริงของมนุษย์เทียม เราไปกันเถอะ”

“อืม”

โคมแดงใหญ่แขวนสูงอยู่เหนือหัว ทั้งคู่เดินในทางเดินโดยไม่เจอกับดักหรืออันตรายใด ๆ แต่พวกเขาก็ยังเลือกเดินแบบพิงหลังกัน คอยเฝ้ามองทั้งด้านหน้าและด้านหลังไปพร้อมกัน

ตามผนังยังมีภาพวาดแขวนอยู่บ้าง เป็นภาพของหนุ่มสาวสองคนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ทว่าหน้าตาของทั้งชายและหญิงกลับเลือนลาง

ปลายสุดทางเดินแขวนรูปถ่ายแต่งงานแบบจีน หญิงสาวในรูปถึงจะคลุมผ้าแดง แต่ก็ยังสามารถมองเห็นรอยยิ้มสีสดได้… รอยยิ้มนั้นกลับดูเหมือนของเด็กสาวมากกว่าจะเป็นรอยยิ้มของมนุษย์เทียมตัวจริง

พอมาถึงปลายทาง ก็เจอบันไดเล็กที่เลี้ยวขึ้นไปยังชั้นสอง

แสงสว่างที่นี่เปลี่ยนจากโคมแดงเป็นเทียนสีแดงเรียงรายอยู่ข้างทาง เทียนหลายเล่มดับไปแล้ว ความสว่างต่ำกว่าค่าที่กำหนดด้วยซ้ำ

ไฟฉายที่หัวหน้าห้องถือมาจึงได้ใช้ประโยชน์จริงเสียที ทั้งสองเดินขึ้นบันไดโดยไม่หยุด ไปสู่ชั้นสอง ที่ไม่ควรมีอยู่ที่นั่นมีเทียนน้อยลง แสงสลัวหนัก แต่การออกแบบยังคงอิงกฎเขตมุม โดยใช้เส้นโค้งเว้าเป็นหลัก

ด้านบนมีห้องอยู่สามห้อง ได้แก่ ห้องนอนใหญ่ ห้องนอนเล็ก และห้องน้ำ ประตูห้องนอนใหญ่ที่อยู่ลึกที่สุดถูกปิดสนิท แต่กลับมีแสงสีแดงเล็ดลอดออกมาจากร่องประตู คงเป็นเจ้าสาวชุดแดงที่เห็นก่อนหน้านี้ หรือไม่ก็คือร่างจริงของมนุษย์เทียมที่อยู่ด้านใน

นอกจากนี้ ยังมีเสียงน้ำหยดจากห้องน้ำข้างๆ ดังอยู่ตลอดเวลา

ก่อนเข้าห้องนอนใหญ่ ทั้งสองเลือกจะสำรวจให้ทั่วเสียก่อน พวกเขาสบตากันแล้วจึงเปิดห้องน้ำที่ไม่ได้ล็อก ด้านในมืดสนิท ไม่มีแม้โคมไฟหรือเทียนสักดวง

สำหรับคนที่เติบโตมาในแสงสว่างทั้งชีวิต ความมืดมิดแบบนี้นับเป็นแรงกดดันทางจิตใจมหาศาล

หัวหน้าห้องรีบยกไฟขึ้น ส่องทะลวงผ่านความมืด โครงสร้างห้องน้ำค่อย ๆถูกเผยชัด แต่เท่าที่มองเห็น ก็ยังไม่มีจุดใดที่สามารถก่อ ‘มุมมืดกายภาพ’ ได้

พื้นห้องเต็มไปด้วยคราบเลือด ที่ท่อน้ำทิ้งยังมีเศษเส้นผมกับเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ติดอยู่ ส่วนลึกสุดคืออ่างอาบน้ำ คลุมด้วยม่านพลาสติก

ติ๋ง…ติ๋ง… เสียงหยดน้ำที่ดังไม่หยุด มาจากในอ่างนั่นเอง

หัวหน้าห้องค่อย ๆ ขยับแสงไฟในมือไป พอแสงส่องทะลุม่าน ก็เห็นเงาคนสองร่างเหมือนนั่งเผชิญหน้ากันในอ่าง คล้ายกำลังแช่น้ำด้วยกัน

ตอนที่หลัวกำลังคิดหาวิธีรับมืออยู่นั้น ก็มีแผ่นไม้ที่ติดตะปูลอยมา

โครม!

ความเงียบถูกทำลาย ม่านขาดกระจาย เผยภาพที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

อ่างน้ำเย็นเฉียบเต็มไปด้วยน้ำ ในนั้นมีหัวมนุษย์สองหัวลอยอยู่

น้ำหยดจากก๊อกที่หลวม หัวทั้งสองก็คือหัวของสาวน้อยที่เคยเป็นก้นแมงมุม ผมดำลอยแผ่กระจายอยู่ในน้ำ ทั้งคู่หันหน้ามาที่ประตู แล้วยิ้มให้

ขณะที่หลัวตี้กำลังจะยกมีดขึ้น เพื่อจัดการกับหัวทั้งสองที่อาจเป็นอันตราย ประตูห้องนอนใหญ่ชั้นสองก็ถูกเปิดออก เพียงชั่ววินาทีที่สติถูกดึงไป หัวทั้งสองในอ่างก็หายไปแล้ว

เวลานี้ แม้ทั้งคู่จะผ่านการฝึกอดทนกับความกลัวมาบ้าง แต่ในสมองก็ยังมีเงาของอารมณ์ดั้งเดิมที่ก่อตัวขึ้น นั่นคือ ความหวาดกลัว

แต่หลัวตี้กลับระงับมันลงได้อย่างรวดเร็ว ในมุมมองของเขา เป็นไปไม่ได้ที่ฆาตกรจะรู้สึกกลัว ความรู้สึกเช่นนี้…คงเป็นความอัปยศที่สุดสำหรับเขา ในฐานะผู้ที่คลั่งไคล้ในภาพยนตร์สยองขวัญ

* ซั่งซี ใช้ในวัฒนธรรมจีนโดยเฉพาะงานแต่งงาน หมายถึง ความสุขของคู่บ่าวสาว

จบบทที่ บทที่ 36 ซั่งซี

คัดลอกลิงก์แล้ว