เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 งานศพ

บทที่ 30 งานศพ

บทที่ 30 งานศพ


ผ่านไปครึ่งปี ฤดูร้อนลาลับ ฤดูหนาวมาเยือน

ลมหนาวที่พัดพาและเม็ดฝนปรอยๆ ทำให้นักเรียนทุกคนต้องสวมชุดเครื่องแบบฤดูหนาวหนาๆ ภาคเรียนต้นของชั้นมัธยมปลายปีสามสิ้นสุดลงแล้ว นักเรียนแต่ละคนกางร่มเล็ก ๆ วิ่งออกจากรั้วโรงเรียน

หลัวตี้ก็ยังคงเหมือนเดิม ออกจากโรงเรียนตอนแทบจะหมดเวลาพอดี เขาไม่ได้มีนิสัยชอบพกร่ม เพียงแค่ใช้หมวกฮู้ดของชุดนักเรียนคลุมหัวไว้ และเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากโรงเรียนภายใต้สายตาของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง บริเวณหน้าประตูโรงเรียนที่ควรจะเงียบสงัดกลับดังขึ้นด้วยเสียงคุ้นหู

“หลัวตี้ เฮ้!”

เขาเงยหน้าขึ้นมอง

หัวหน้าห้องที่ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนไว้ใต้ผ้าพันคอกำลังโบกมือเรียกอยู่ตรงขอบถนน พอเห็นหลัวตี้ยังคงเชื่องช้าอยู่ เธอจึงเป็นฝ่ายกางร่มเดินเข้ามา ร่มขนาดพอดีครอบคลุมทั้งสองคน

หลัวตี้พูดเสียงเบา “วันนี้ไม่มีรถมารับเธอเหรอ?”

“วันนี้คุณลุงคนขับรถมีธุระที่บ้าน เลยลาหยุด ฉันเลยเรียกแท็กซี่กลับเองก็ได้ อีกอย่าง วันนี้เลิกเรียนก่อนตั้งชั่วโมงนึง ฉันจะกลับบ้านช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร

บ้านฉันกับนายดูเหมือนจะไปทางเดียวกัน งั้นรอไปพร้อมกันเลยดีกว่า! ฉันไม่ได้ขึ้นรถเมย์มานานแล้ว พอดีเลย จะได้ลองอีกซักครั้ง”

“พูดจาเหมือนคุณหนูจริงๆ”

“เฮ้ อย่างน้อยมันก็ทำให้นายพูดมากขึ้นอีกหน่อยนะ”

บนรถเมย์ในฤดูหนาวคนน้อยลงไปกว่าครึ่ง หลัวตี้ก็ยังนั่งตรงริมหน้าต่างด้านหลังสุดเหมือนเคย เพียงแต่คราวนี้ที่นั่งข้างๆ กลับดูแคบลงเล็กน้อย

“มีดนั่นใช้ได้ดีไหม?”

“ก็ดี บางครั้งได้ก็ยินเสียงกัดฟันของเจียงซือ แต่ผลตรวจของสถาบันวิจัยทุกเดือนก็ไม่พบปัญหาอะไร”

“งั้นก็ดี อีกแค่ครึ่งปีก็สอบเข้ามหาลัยแล้ว ฉันนึกภาพออกเลยว่าตอนนายเอาของนี่ออกมาโชว์ในการทดสอบร่างกาย จะทำให้นักเรียนทั้งโรงเรียนตกใจแค่ไหน บางทีนายอาจจะได้ที่หนึ่งของทั้งโรงเรียนเลยก็ได้”

“ไม่สำคัญ ขอแค่เริ่มงานบริษัทได้ตามปกติก็พอ”

หลัวตี้มองออกไปนอกหน้าต่าง เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ แต่ก็ถูกศอกเบาๆ ดึงสติกลับมา

“ปิดเทอมฤดูหนาวมีแผนอะไรไหม? ฉันน่าจะมีเวลาว่างสักสามวัน อยากจัดปริปชวนเพื่อนไปเที่ยวด้วยกันไหม?”

“ไม่ไป” หลัวตี้ปฏิเสธทันที เขาวางแผนจัดตารางดูหนังไว้สามสิบวันเต็ม ไม่อยากให้มีใครมารบกวน

“อืม ถ้าเป็นเสี่ยวเกาถาม นายก็คงจะไปล่ะสิ? ช่วงนี้เห็นพวกนายสองคนทำท่าวิดพื้นด้วยกันทุกวัน กินข้าวเสร็จ ตอนเดินกลับห้องก็ยังคุยกันตลอด”

“ฉันไม่อยากไปจริงๆ”

“ก็ได้…”

การสนทนาเหมือนถูกตัดขาด บรรยากาศด้านหลังเงียบกริบลง

หัวหน้าห้องหันตามสายตาของหลัวตี้ออกไปนอกหน้าต่าง แม้จะไม่รู้ว่ามีอะไรน่าสนใจ แต่ในใจกลับค่อยๆ สงบลงไปด้วย

“ถึงป้ายชุมชนพักอาศัยที่ 13 ประตูรถจะปิดในสิบวินาที”

“ไปแล้วนะ” หลัวตี้เบียดตัวผ่านระหว่างขาของหัวหน้าห้อง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนตัวผ่านเสากั้นลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว

น่าแปลกที่ตอนลงจากรถ หลัวตี้กลับเกิดความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อน รู้สึกว่าการร่ำลาแบบขอไปทีในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวเช่นนี้ ดูไม่ค่อยเหมาะสมนัก เขาจึงหันกลับไปมองที่กระจกบานหลังของรถเมย์ เตรียมจะโบกมือบอกลาอย่างเป็นทางการสักหน่อย แต่ยังไม่ทันได้โบกมือ ก็เห็นว่าหัวหน้าห้องลงมาพร้อมกับเขาแล้ว

“เธอลงมาทำอะไร?”

“หา? ก็บอกไปแล้วไงว่าฉันกลับบ้านช้าหน่อยก็ได้ อีกอย่าง เหมือนนายจะไม่ได้เอาร่มมา ฉันเลยอยากมาส่งนายกลับบ้าน”

“เธอกลับบ้านเถอะ ฉันไม่ต้องการร่ม”

“ไม่!” ลู่เหวินเลือกที่จะปฏิเสธ ดวงตาเต็มไปด้วยความจริงจัง

“แค่ถึงข้างล่างตึกเท่านั้นนะ”

“เย่!” หัวหน้าห้องที่เคร่งขรึมกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเบิกบาน

ทั้งสองเพิ่งเดินเข้ามาในชุมชนพักอาศัยได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญ พร้อมกับกระดาษสีเหลืองปลิวว่อนไปมา เมื่อมองไปข้างหน้าก็พบว่ามีคนกำลังจัดงานศพอยู่ ตรงตึกพักอาศัยที่อยู่ติดกับบ้านหลัวตี้

ทั้งคู่ไม่พูดคุยกันต่อ พยายามเดินผ่านไปอย่างเงียบที่สุด ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ญาติพี่น้องที่สวมชุดดำต่างร้องไห้จนน้ำตานองหน้า พอหลัวตี้เดินผ่านหน้างานศพ เขาก็ประสานมือ โค้งศีรษะเคารพ ส่วนหัวหน้าห้องที่เดินข้างๆ ก็ทำตาม

ในขณะที่ทั้งคู่ก้มหัวพร้อมกันนั้น สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านไป ราวกับซึมซาบเข้าสู่ผิวหนัง และลูบไล้ผ่านกระดูก ความเย็นเฉียบบังคับให้ทั้งคู่เร่งฝีเท้าผ่านเขตจัดงานศพ ตรงหน้าเป็นตึกด้านในสุดของชุมชนพักอาศัย ซึ่งเป็นที่ที่หลัวตี้อาศัยอยู่

หัวหน้าห้องเองก็ไม่ได้คิดจะก้าวเกินเลย จึงหยุดฝีเท้าไว้ตรงนั้น ทั้งสองยืนอยู่ใต้ร่มเดียวกัน แขนแนบชิดกัน

หัวหน้าห้องยกมือดึงผ้าพันคอที่บังใบหน้าลง เผยริมฝีปากที่เปียกชื้นโน้มเข้ามาใกล้ เกือบจะชิดหูของหลัวตี้ เอ่ยเสียงแผ่วเบา

“เฮ้ นายเห็นหรือเปล่า? รูปที่แขวนอยู่ในศาลาศพ เหมือนจะเป็นแค่เด็กสาววัยรุ่นเองนะ”

“เห็นแล้วล่ะ อย่าไปพูดถึงเรื่องงานศพเลย”

“อื้อ…” หัวหน้าห้องรีบเอามือปิดปาก แต่ก็ยังกระซิบต่อ “ทำไงดีล่ะ~ ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาแล้ว นายไปส่งฉันกลับป้ายรถเมย์หน่อยได้ไหม?”

“เธอน่าจะกล้ามากกว่าฉันนะ”

“เชอะ! แค่อยากจะคุยกับนายให้นานกว่านี้อีกหน่อยน่ะ อีกไม่นานฉันก็ต้องอยู่กับครูสอนพิเศษตลอดทั้งเดือน มันน่าเบื่อจะตาย! ใช่แล้ว ช่วงปิดเทอมฤดูหนาวฉันมีเวลาว่างอยู่สามวัน มาทำการบ้านที่บ้านนายได้ไหมล่ะ? แบบนี้ไม่น่าจะมีปัญหาใช่ไหม?”

“อย่าเลย”

“เฮ้อ… งั้นลาก่อน ไว้เจอกันเทอมหน้า”

หัวหน้าห้องไม่เซ้าซี้ต่อ ดึงผ้าพันคอขึ้นปิดอีกครั้ง ตอนหันหลังเดินจากไป แววตาของเธอดูเหมือนจะหม่นลงเล็กน้อย ไม่นานหลังจากเธอเดินออกไป ก็มีเสียงที่ไม่ค่อยชัดดังมาจากด้านหลัง

“ถ้าแค่ทำการบ้าน… นัดกันที่ร้านฟาสต์ฟู้ดใกล้ๆ ก็ได้ละกัน บ้านฉันไม่สะดวก”

“ได้” หัวหน้าห้องเพียงตอบรับเบาๆ โดยไม่หันกลับมา

ระหว่างเดินกลับไปที่ป้ายรถเมย์เพียงลำพัง ตอนผ่านหน้าศาลางานศพ ความเย็นยะเยือกยิ่งแรงขึ้น เหมือนมีบางสิ่งเร่งรัดให้เธอรีบออกไป

ส่วนทางหลัวตี้ ตอนนี้เขาขึ้นมาถึงชั้นบนสุดแล้ว

“พ่อ แม่ พี่สาว ผมกลับมาแล้วครับ”

“สอบเป็นยังไงบ้าง?” เสียงพ่อดังมาจากห้องครัว

“ก็เหมือนเดิม”

“มาเร็ว กินข้าวได้แล้ว รอแค่แกอยู่เนี่ย”

“ผมไปล้างมือก่อน”

หลัวตี้เดินไปห้องน้ำ ระหว่างล้างมือก็เหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาเลื่อนออกไปยังป้ายรถเมย์นอกชุมชนพักอาศัย เมื่อเห็นเงาร่างคุ้นตากับสีร่มที่คุ้นเคย เขาก็หันหลังกลับมาที่โต๊ะอาหาร นั่งกินข้าวพร้อมกับครอบครัว

“น้องชาย ช่วงปิดเทอมพวกเราจะไปเที่ยวกัน นายไปด้วยไหม?”

“ไม่ไป”

“ดีเลย! งั้นภารกิจเฝ้าบ้านก็ฝากให้นายล่ะกัน”

“รู้แล้วน่า เดินทางกันให้ปลอดภัยด้วย”

ชีวิตการอยู่คนเดียวคือสิ่งที่หลัวตี้ชอบที่สุด เขาเริ่มจินตนาการถึงความสุขที่จะได้ ทั้งดูหนัง ยกดัมเบล และกินแป้งขนมปังที่ทำเองไปพร้อมๆ กัน

วันตรุษจีนวันที่สิบ

เหลือเวลาอีกสิบวันก่อนปิดเทอมฤดูหนาวจะสิ้นสุดลง เมื่อวานครอบครัวได้ออกเดินทางกันไปแล้ว หลัวตี้จึงได้เริ่มต้นช่วงเวลาแห่งความสุขของการอยู่คนเดียวอย่างเป็นทางการ

เช้าวันนี้ ขณะที่เขากำลังแทะหมั่นโถวไปด้วย ทำความสะอาดบ้านไปด้วย พอจัดการทุกอย่างเสร็จและกำลังจะนั่งทำการบ้านอยู่นั้น

ก๊อก ก๊อก! เสียงเคาะประตูหนักๆ ติดต่อกันดังขึ้นอย่างกะทันหัน

หลัวตี้หันไปมองเวลาบนสายรัดข้อมือ เป็ยเวลา 08:40 น. ซึ่งไม่ใช่เวลาเริ่มงานของสำนักงานชุมชน เพราะกว่าสำนักงานชุมชนจะเปิดก็เก้าโมงเช้า จึงไม่มีทางที่จะมีใครมาในเวลานี้

เขามองออกไปทางตาแมว แต่กลับไม่เห็นใครอยู่ข้างนอก

“หูฝาดไปหรือเปล่า?” หลัวตี้หันหลังจะกลับเข้าไปนั่งทำการบ้านต่อ

ก๊อก ก๊อก!

เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง เขารีบวิ่งกลับเข้าห้องนอน หยิบมีดขนาดใหญ่ที่พันด้วยผ้าห่อศพจากใต้เตียงออกมา พอมองออกไปที่ตาแมวก็ยังไม่เห็นใครเช่นเดิม แต่ครั้งนี้หลัวตี้ไม่ได้เดินหนีไปไหน เขากลับใช้มือข้างหนึ่งจับลูกบิดประตูไว้ แล้วเงียบรอฟัง

ก๊อก ก๊อก!

เมื่อเสียงเคาะดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม เขาก็เปิดประตูออกอย่างแรงพร้อมแกว่งคมมีดที่พันด้วยผ้าขาวออกไปทันที แต่ท่าของเขากลับหยุดค้างกลางอากาศ เพราะที่หน้าประตูมีเด็กนักเรียนหญิงม.ปลายคุกเข่าอยู่ พร้อมทำท่ายอมแพ้เรียบร้อยแล้ว

“หลัวตี้ นายจะระวังเกินไปแล้วนะ… เกือบทำฉันตกใจตายแน่ะ”

“หัวหน้าห้อง!?” หลัวตี้รีบดึงประตูกลับเข้ามาปิด กั้นไม่ให้เธอมองเห็นข้างในบ้าน

“ไม่ต้องห่วง ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากนาย ฉันไม่เข้าไปหรอก

ก่อนหน้านี้นายบอกไม่ใช่เหรอ ว่าจะไปทำการบ้านกันที่ร้านฟาสต์ฟู้ดได้ ฉันคิดว่าถ้าโทรหานายคงโดนปฏิเสธตรงๆ แน่ เลยโผล่มาหาเลยดีกว่า จะไปไหม? ถ้าไม่ไปก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันนัดแอนนาแทนก็ได้”

“ไป รอฉันแป๊บนึง”

จบบทที่ บทที่ 30 งานศพ

คัดลอกลิงก์แล้ว