เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 ภาพถ่าย

บทที่ 29 ภาพถ่าย

บทที่ 29 ภาพถ่าย


มุมมืดของความคิด

จากงานวิจัยที่มีอยู่ พบว่าเมื่อ ‘มุมมืดของความคิด’ ก่อตัวขึ้น พื้นที่สมองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือ ไฮโปทาลามัส และต่อมใต้สมอง ที่อยู่ในนั้นจะกลายเป็นศูนย์กลางการก่อตัวของมุมมืด เป็นต้นกำเนิดของการถูกชักนำทุกประเภท

มันสามารถรับฟัง ‘เสียงกระซิบ’ ที่ส่งมาจากมุมมืดของความคิดได้ แล้วจะขยายความปรารถนาของบุคคล

มันสามารถมอบ ‘คำแนะนำ’ ที่เป็นเพียงการปลอมแปลงอย่างแนบเนียน

มันสามารถค่อย ๆ ชักนำมนุษย์ให้เปลี่ยนแปลงไปสู่ ‘สิ่ง’ ที่ตนเองหวาดกลัวที่สุด

เมื่อ ‘ร่างเทียม’ ถูกโค่นล้ม ฆ่า และสมองของมันถูกพรากไป ต่อมใต้สมองที่แปดเปื้อนมุมมืดและไม่มีสมองที่สมบูรณ์ให้พึ่งพา ก็จะไม่อาจทำงานได้อีกต่อไป

เมื่อถึงตอนนั้น มนุษย์สามารถหันกลับมาใช้ประโยชน์จาก ‘ต่อมใต้สมองที่ถูกมุมมืดกัดกร่อน’ นี้ เพื่อให้ได้สิ่งที่วิทยาการไม่สามารถมอบให้ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้ทั่วโลกมุ่งความสนใจมายังที่นี่ และนำไปสู่การอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่

[ข้อมูลที่เผยแพร่ได้ - ลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์] ถูกลบออกโดยพลังลึกลับ หากต้องการอ่านเพิ่มเติม สามารถไปดูได้ในผลงานเล่มอื่น ๆ ของผู้เขียน แล้วไปที่สารบัญท้ายเล่ม ลำดับเหตุการณ์บางส่วนยังคงมีอยู่ ลำดับเหตุการณ์จะถูกเพิ่มเติมในภายหลังเพื่อยกระดับประสบการณ์การอ่านของคุณ

การทำให้กลายเป็นวัตถุเป็นมุมมืด’ ก็คือวิธีที่พบได้บ่อยที่สุด และยังถือว่าปลอดภัยที่สุด กระทบต่อบุคคลน้อยที่สุดด้วย พูดอย่างง่าย ๆ ก็คือการนำต่อมใต้สมองที่ถูกแยกออกมา ผนวกรวมเข้ากับวัตถุจริงในโลก เช่น ปิดผนึกต่อมไว้ในคริสตัลหรือโลหะ แล้วประกอบกับฐานแหวน หรือบดต่อมจนละเอียดแล้วผสมลงไปในผ้าชนิดพิเศษ ทำเป็นเสื้อผ้า ถุงมือ หมวก ฯลฯ

ทันทีที่ผนวกรวมเสร็จ ก็จะกระตุ้น ‘คุณลักษณะมุมมืด’ ที่สอดคล้องกันขึ้นมา ซึ่งคุณลักษณะนี้สามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่วิทยาการในปัจจุบันไม่อาจทำได้ และมีประสิทธิภาพสูงเมื่อต้องต่อกรกับร่างเทียมและเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ จนกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสำรวจมุมมืดต่อไป

แน่นอน ระหว่างการใช้ก็ต้องระวังตลอดเวลา หากได้ยินเสียงกระซิบจากวัตถุ หรือรู้สึกว่าร่างกายถูกบางสิ่งบุกรุก ต้องรีบไปตรวจเช็คร่างกายโดยละเอียดที่โรงพยาบาลทันที

ผลข้างเคียงเหล่านี้มักเกิดขึ้นได้ง่ายกว่ากับวัยรุ่นที่ยังไม่พ้นช่วงเจริญเติบโต และบางครั้งอาจทำให้เด็กหนุ่มสาวที่ปกติสมบูรณ์ ถูกกลืนจนเกิดมุมมืดใหม่ขึ้นมาในห้วงความคิดได้

นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้หัวหน้าห้องกังวล เวลานี้ ต่อมใต้สมองของร่างปลอมที่เป็นเจียงซือ ถูกนำออกมา แม้คุณภาพจะยังอยู่ในระดับเริ่มต้น แต่ด้วยป้ายกำกับพิเศษ ‘การกลายเป็นมะเร็ง’ ก็หมายความว่าต่อมนี้เหมาะสมที่สุดที่จะถูกผนวกรวมเข้ากับวัตถุ ไม่ต้องผ่านการบำบัดใด ๆ ก็สามารถรักษา ‘แก่นแท้’ ของมันไว้ได้สูงสุด

และวัตถุที่จะใช้ผนวกรวมก็คือ ‘มีดพร้า’ ที่ใช้สังหารเจียงซือ ก่อนหน้านี้มันยังมีคราบเลือดสีดำและน้ำสมองแห้งกรังติดอยู่ด้วย

ก๊อบ!

ภาชนะกระจกที่เก็บศีรษะของเจียงซือถูกผู้อำนวยการหวังเปิดออก มือของเขาใช้คีมหนีบศีรษะแล้วแทรกเข้าไปในโพรงจมูก ท่วงท่าคล่องแคล่วและรวดเร็ว เสียงแหลมของเนื้อเยื่อสีดำที่ถูกลอกออก เปื้อนไปด้วยของเหลวเน่าเสียจากสมองที่เสียหาย ต่อมใต้สมองที่ควรจะหมองคล้ำ กลับเปล่งประกายสีดำวาวอย่างน่าขนลุก

ทันทีที่เห็นต่อม ทั้งสี่คนก็สัมผัสได้ถึงสายตาอันลึกลับราวกับถูกจ้องมองอยู่ ราวกับว่ามี ‘มุมมืด’ แฝงตัวอยู่ในนั้น ผู้อำนวยการหวังวางต่อมนั้นลงบนมีดพร้าอย่างระมัดระวัง

โดยไม่ต้องอาศัยพิธีการใด ๆ เพียงสัมผัสใบมีด ต่อมก็ราวกับเจอสิ่งที่เฝ้าตามหา อาศัยคุณสมบัติ ‘กลายเป็นมะเร็ง’ ของมันเริ่มงอกขยายตัวอย่างรวดเร็ว เส้นประสาทสีดำเส้นแล้วเส้นเล่ากระจายไปบนพื้นผิวของมีด เครือข่ายเส้นใยแผ่ขยายจนปกคลุมไปทั้งเล่ม ไม่เพียงเท่านั้น ระหว่างเส้นประสาทยังพัฒนาเป็นโครงสร้างคล้ายผิวหนัง ผิวซีดคล้ำแบบเดียวกับเจียงซือเริ่มปกคลุมมีด

เดิมทีเป็นเพียงอาวุธเย็นชืดธรรมดา แต่บัดนี้มันกลับเหมือนถูกปลุกให้มีชีวิต ถึงขั้นมองเห็นเส้นประสาทบางส่วนกำลังดิ้นพล่านอยู่บนตัวมีด ต่อมใต้สมองเองก็เคลื่อนไหวไปมาตามเส้นใย เคลื่อนลงไปยังกึ่งกลางระหว่างด้ามกับตัวใบมีด แปรสภาพเป็นเหมือน ‘ตะปูตรึง’ ที่ฝังแน่นอยู่ภายใน

จนกระทั่ง การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดค่อย ๆ หยุดลง สิ่งที่ปรากฏตรงอยู่หน้าทุกคน คือมีดพร้าที่ถูกปกคลุมด้วยผิวหนังเจียงซือและเส้นประสาทอันวิปริตทั้งเล่ม

การกลายเป็นมุมมืดของวัตถุ

นี่แหละคือ วัตถุที่ ‘กลายเป็นมุมมืด’ ขณะที่คนอื่น ๆ ยังคงจ้องมองมีดพร้าด้วยความระมัดระวัง หลัวตี้กลับยันร่างขึ้นมา มือหนึ่งยื่นออกไปโดยแทบไม่รอช้า

การกระทำที่ไร้ความลังเลเช่นนี้ ทำให้ผู้อำนวยการหวังที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยังอดประหลาดใจไม่ได้ เขาเหลือบมองดวงตาของหลัวตี้แวบหนึ่ง มันเต็มไปด้วยความสนใจ ความมุ่งมั่น และความทะยานในการครอบครอง เดิมทีเขาตั้งใจจะส่งมอบ ‘ถุงมือป้องกัน’ สำหรับการสัมผัสครั้งแรกให้ แต่กลับเปลี่ยนใจ เก็บมันกลับไป แล้วเลือกให้หลัวตี้สัมผัสมันโดยตรง

พั่บ! ฝ่ามือของหลัวตี้คว้ากำด้ามมีดไว้ นิ้วทั้งห้าขดงอแน่นราวกับจะไม่ยอมปล่อยมันอีกต่อไป ในเวลาเดียวกัน ผู้อำนวยการหวังก็แอบกดเปิดเครื่องจับเวลา หากภายในหนึ่งนาทีไม่มีการกัดกร่อนที่ผิดปกติ ก็แปลว่าหลัวตี้สามารถใช้งานวัตถุชิ้นนี้ได้

ทันใดนั้น พลังอันเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมา แทรกซึมฝ่ามือที่กำมีดเอาไว้ แม้แต่เส้นประสาทสีดำก็ยังผุดขึ้นจากด้ามมีด แล้วไต่เลื้อยมาบนมืออย่างชัดเจน ภาพการกัดกร่อนนี้ทำให้ทุกคนในห้องถึงกับตึงเครียด ผู้อำนวยการหวังเองก็เริ่มนับถอยหลังในใจ หากการกัดกร่อนไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลงหลังจากผ่านไปสิบวินาที เขาจะยึดวัตถุคืนทันที

10

9

3

2

ใกล้จะเหลือเพียงวินาทีสุดท้าย

ป๊อก! 

ลิ้นของหลัวตี้ดีดออกเสียงเบา ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ

ทันใดนั้น เส้นประสาทที่ไต่เกาะบนมือก็ค่อย ๆ ถอยกลับ สีเลือดที่ฝ่ามือก็ฟื้นคืนสู่สภาพปกติ

โครม!

เก้าอี้ตัวหนึ่งล้มกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น แอนนาล้มลง ทั้งตัวลงไปกองที่พื้น เธอคว้ากางเกงของหัวหน้าห้องแน่น ราวกับคนที่กำลังถูกกระตุ้นให้หวนกลับไปยังความทรงจำอันเลวร้าย

แต่สายตาของหลัวตี้กลับไม่ไขว้เขว เขาจ้องมีดในมือตาไม่กะพริบ ทดลองฟันและเฉือนหลายครั้ง การควบคุมดูเหมือนจะแปลกไปจากเดิม มันให้ความรู้สึกเหมือนมีอะไร ‘แนบติด’ อยู่ตลอดเวลา ราวกับตัวมีดสามารถปรับจังหวะได้เอง การฟันจึงหนักแน่น รุนแรง และทรงพลังขึ้นกว่าที่เคย

หลัวตี้ถามสิ่งที่เขาสนใจที่สุดทันที

“ผู้อำนวยการหวัง ของสิ่งนี้ฟันร่างเทียมที่ไม่มีตัวตนได้หรือเปล่า?”

“ได้แน่นอน”

“ดี!”

ผู้อำนวยการหวังมองเขาด้วยสายตาชื่นชม

“ดูเหมือนเธอจะปรับตัวเข้ากับวัตถุชิ้นนี้ได้สมบูรณ์แล้ว ตั้งแต่วันนี้ไป ในระยะครึ่งปี เธอต้องมาที่นี่ทุกสุดสัปดาห์เพื่อรับการตรวจสอบความเข้ากันได้ นอกจากนี้ นี่คือ ‘ภาชนะ’ ที่ให้ไปด้วย เวลาที่ไม่ใช้งาน ต้องเก็บวัตถุไว้ในภาชนะเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้อื่น”

ทว่า หลัวตี้ไม่เห็นผู้อำนวยการหวังหรือเจ้าหน้าที่หยิบภาชนะใด ๆที่จะใช้เก็บมีดพร้าออกมาเลย แต่ในไม่กี่อึดใจ เขาก็นึกขึ้นได้ สายตาจับจ้องไปที่ผ้าสีขาวที่เพิ่งใช้ห่อมีดเอาไว้เมื่อครู่…

เมื่อสูดดมใกล้ ๆ จะได้กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ซึมออกมาจากผ้าพันนั้น

“ใช่อันนี้หรือเปล่า?”

“นี่คือ ‘ผ้าห่อศพ’ ที่ผ่านการปรับแต่งมาแล้ว สามารถสะกดร่างเทียมจำพวกซากศพได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแค่พันไว้รอบ ๆ ก็จะยับยั้งการทำงานของต่อมใต้สมองได้ทันที

ถ้าหากผ้าห่อศพเกิดความเสียหายหรือสูญหาย เธอสามารถมาขอรับใหม่ที่นี่ได้ตลอดเวลา เพียงแต่อาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อย”

“ผมจะเก็บรักษามันอย่างดี”

หลัวตี้ใช้ผ้าห่อศพพันมีดจนแน่น ก่อนจะเก็บใส่ในกระเป๋าสะพาย

ถึงตรงนี้ การชดเชยจากสำนักวิจัยแห่งเมืองมู่ซิงต่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดครั้งนี้ก็ถือว่าสิ้นสุดลง พวกหนุ่มสาวทั้งสี่คนทยอยกันออกไป เตรียมไปเลี้ยงฉลองที่ร้านอาหารตามคำแนะนำของหัวหน้าห้อง (แอนนาเลือกเลื่อนการรับชดเชยออกไป รอจนเรียนจบแล้วค่อยกลับมารับอีกที)

ภายในห้องสีขาวสะอาด ผู้อำนวยการหวังยังคงนั่งอยู่กับที่ เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้าง ๆ ใช้น้ำยาทำความสะอาดเช็ดร่องรอยคราบบนโต๊ะจนหมดสิ้น แต่เมื่อทำเสร็จ พนักงานหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาไม่นานก็อดถามไม่ได้ว่า

“ท่านผู้อำนวยการ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมเห็นเด็กหนุ่มสามารถใช้ ‘การสัมผัสโดยตรง’ ควบคุมวัตถุที่กลายเป็นมุมมืดได้”

“ใช่ ตอนนี้อย่าเพิ่งรายงานข้อมูลของเขาขึ้นไปถึงระดับสูง ไม่อย่างนั้นข้างบนอาจจะส่งคนลงมาชิงตัวเชาไปทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบกับหลัวตี้ในตอนนี้ แน่นอน วิธีการเสี่ยง ๆ แบบที่ฉันใช้ครั้งนี้ก็คงจะถูกตำหนิอยู่แล้ว รอจนกว่าอาการของเขาจะคงที่สมบูรณ์ ค่อยไปรายงานเพิ่มในปีหน้าตอนเขาสอบเข้าโรงเรียนใหม่ก็แล้วกัน”

“ครับ”

ร้านหม้อไฟเจี่ยวม่า

ภายในห้องส่วนตัวของร้านหม้อไฟแฟรนไชส์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

“ชนแก้ว!”

แก้วใสที่เต็มไปด้วยน้ำมะพร้าวกระทบกันดังกริ๊ง

“ขอแสดงความยินดีที่พวกเราผ่านการปฏิบัติจริงมาได้โดยไม่มีอันตราย และทุกคนยังได้คะแนนระดับ S กันหมด! และขอแสดงความยินดีกับหนุ่มหลัวตี้ของพวกเรา ที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะก็มี ‘วัตถุมุมมืด’ เป็นของตัวเองแล้ว!”

หัวหน้าห้องที่ปกติทำตัวเรียบร้อยอ่อนหวานในโรงเรียน ตอนนี้กลับดูตื่นเต้นผิดหูผิดตา ใบหน้าขึ้นสีแดงจัดเพราะพริกที่กินเข้าไป ดูเหมือนคนที่เมาแล้วบรรยากาศก็คึกคักขึ้นอย่างรวดเร็ว

แม้แต่รองหัวหน้าห้องอย่างเกาโหยวเสวียน ที่คุ้นเคยกับเธอมาตลอด ก็ยังเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นหัวหน้าห้องในสภาพนี้

“เหวินเหวิน เธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาลนะ กินเผ็ดน้อย ๆ หน่อยสิ”

คำเตือนของแอนนาไม่ได้ทำให้ลู่เหวินหยุดเลยสักนิด เธอยังคีบผ้าขี้ริ้วที่ลวกเสร็จใหม่ ๆ ยัดเข้าปากอย่างหิวโหย เคี้ยวไปด้วย พลางเอามือดึงเสื้อยูนิฟอร์มแขนสั้นที่ยืดหยุ่นดีจนเผยไหล่ออกมาทั้งข้าง

เกาโหยวเสวียนเห็นเข้าก็รีบเบือนหน้าหนีทันที แต่ไม่เหมือนกับเขา หลัวตี้ที่ก่อนหน้านี้มัวแต่จ้องหม้อไฟกลับเบนสายตามามองแทน ดวงตาจับจ้องไปที่ตรงนั้น

แผลเป็นสีขาวทอดยาวขึ้นมาถึงเหนือหน้าอกที่เห็นได้ชัดเจน คงใช้เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่รักษาจนหายขาด ไม่มีผลข้างเคียงหลงเหลืออยู่เลย

“ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ฉันรอจนการอักเสบหายหมดแล้วถึงได้ออกจากโรงพยาบาล โอกาสแบบนี้มีไม่บ่อยหรอก คืนนี้ฉันจะกินให้เต็มที่เลยนั้นแหละ”

แอนนารุดเข้ามาดึงเสื้อของลู่เหวินขึ้นปิดทันที แล้วหันไปจ้องเขม็งใส่หลัวตี้ที่เอาแต่จ้องไม่ละสายตา

“จริงสิ แอนนา ไม่ใช่ว่าเธออยากลองแข่งแรงกับหลัวตี้อยู่แล้วเหรอ? ตอนนี้พวกเราก็เริ่มสนิทกันแล้ว ฉันก็อยากเห็นเหมือนกันว่าใครจะแน่กว่ากัน”

หลัวตี้ที่กำลังเคี้ยวไข่นกกระทาอยู่ทำท่าจะปฏิเสธ แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ก็เปลี่ยนใจพยักหน้าเห็นด้วย

“หืม เอาจริงเหรอ?”

คราวนี้กลับเป็นแอนนาที่แปลกใจเสียเอง เพราะเธอพอจะรู้จักนิสัยของหลัวตี้อยู่บ้าง คิดว่าเขาต้องหาข้ออ้างปฏิเสธแน่ ๆ แต่หลัวตี้วางชามกับตะเกียบลง แล้ววางแขนขวาขึ้นบนโต๊ะ ท่าทีนี้ปลุกสายเลือดในร่างแอนนาให้พลุ่งพล่านทันที เธอเข้าสู่โหมดจริงจัง ดวงตาที่จ้องหลัวตี้เต็มไปด้วยสมาธิไม่ต่างจากตอนที่เผชิญหน้ากับเจียงซือ

“แข่งแรงกันจริง ๆ สินะ! ศึกครั้งนี้ฉันต้องบันทึกเอาไว้ให้ได้!”

หัวหน้าห้องรีบเปิดโหมดกล้องถ่ายในนาฬิกาข้อมือ แล้วสลับเป็นโหมดเซลฟี

ภาพที่โฟกัสอยู่ตรงกลางคือสองคนที่กำลังจะดวลแขนกัน หัวหน้าห้องเองเบียดหัวเข้ามาที่ขอบเฟรม ชูสองนิ้วเป็นสัญลักษณ์วี ส่วนเกาโหยวเสวียนนั่งขดอยู่ด้านในสุดของที่นั่ง มือถือถ้วยที่เต็มไปด้วยอาหารจากถั่วเหลือง จ้องการแข่งอย่างเอาจริงเอาจัง

แชะ!

เสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้น กระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านวัสดุไวแสง บันทึกสีสันที่สมจริงไว้เป็นจุดพิกเซลอันละเอียด

ภาพแรกถูกถ่าย

ทันใดนั้น สองคนบนโต๊ะหม้อไฟก็เริ่มออกแรงพร้อมกัน เพราะมือทั้งสองข้างเปื้อนน้ำมันบ้างเล็กน้อย บวกกับการออกแรงเต็มที่จากทั้งคู่ แรงเสียดทานไม่พอจะต้านไหว

หลุดมือ! แรงส่งมหาศาลเหวี่ยงแขนกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะและหม้อไฟดังโครม

หัวหน้าห้องตกใจจนเผลอกดชัตเตอร์อีกครั้ง บันทึกภาพช่วงเสี้ยววินาทีที่เกิดขึ้นพอดี เธอมองเครื่องแบบที่เปื้อนน้ำมันหม้อไฟสีแดง ก่อนจะตรวจดูผิวหนังที่ไร้รอยไหม้ ไม่นาน เสียงหัวเราะก็ระเบิดขึ้นในห้องส่วนตัว เสียงนั้นราวกับมีเวทมนต์ แผ่ขยายออกไปเรื่อย ๆ ดึงให้ทุกคนหัวเราะตาม ไม่เว้นแม้แต่หลัวตี้ที่ท้ายที่สุดก็เผยรอยยิ้มออกมา แล้วหัวเราะออกมาดังลั่น

จบบทที่ บทที่ 29 ภาพถ่าย

คัดลอกลิงก์แล้ว