- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 27 การชดเชยจากสถาบันวิจัย
บทที่ 27 การชดเชยจากสถาบันวิจัย
บทที่ 27 การชดเชยจากสถาบันวิจัย
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์บูรณาการ เมืองมู่ซิง
ที่นี่ไม่ใช่สถานที่เดียวกับสถาบันวิจัยที่พวกเขาเคยไปฝึกภาคปฏิบัติครั้งก่อน พูดให้ชัดเจนก็คือ ที่ที่พวกเขาไปคราวก่อนเป็นเพียง ‘สาขาย่อย’เท่านั้น
ตึกสูงทรงเหลี่ยม โทนเข้ม ให้ความรู้สึกทรงพลัง ผสานเข้ากับแผงไฟเรืองแสงแบบไดนามิกที่ติดกระจายอยู่อย่างหนาแน่นทั่วทั้งอาคาร ตึกนี้ฉายภาพเกี่ยวกับงานวิจัยที่สามารถเผยแพร่ต่อสาธารณะทั้งวันทั้งคืน ทำให้ภายนอกตึกสว่างไสวตลอดเวลา
เมื่อรถโดยสารที่เรียกผ่านทางออนไลน์มาถึง ทั้งสามเพิ่งก้าวลงจากรถก็เห็นแอนนา อีวานโนวิช รออยู่ก่อนแล้วต่างจากสามคนที่ยังใส่ชุดนักเรียน แอนนาใช้เวลาเพื่อมาเปลี่ยนเป็นชุดลำลอง หรือพูดอีกอย่างก็คือเธอ เธอจำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อไม่ให้ไปกระตุ้นความทรงจำแย่ ๆ ของหัวหน้าห้อง
“เหวินเหวิน!”
“แอนนา”
แค่ได้เห็นหัวหน้าห้องที่ดู ‘สมบูรณ์ครบถ้วน’ แอนนาก็เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนกอดกันเธอก็ระวังไม่ให้กอดแรงเหมือนทุกที
ทั้งสี่เดินมาถึงด้านล่างของตึกวิจัย พวกเขาได้รับสิทธิ์ให้เข้าไปเพียงครั้งเดียว เพียงสแกนใบหน้าก็สามารถผ่านเข้าไปได้ทันที ก้าวแรกที่เหยียบเข้าสู่โถงใหญ่ของสถาบันวิจัย ก็เห็นลูกศรดิจิทัลสะท้อนอยู่บนพื้นหินอ่อนอันเงาวับ นำทางพวกเขาไปยังโซนที่ต้องการ
บางทีอาจจะเพราะเลยเวลาเลิกงานแล้ว ทำให้ตลอดทางไม่เห็นเจ้าหน้าเลยที่สักคน หลังจากเดินฝ่าตัวตึกที่เหมือนเขาวงกตอันว่างเปล่าอยู่ราวสิบนาที ทางเดินที่ดูต่อเนื่องกันโดยไร้โครงสร้างของกรอบประตูก็เปิดออก ลูกศรบนพื้นก็หายไปตรงจุดนั้นพอดี
ภายในเป็นห้องสีเทาเข้ม ไร้หน้าต่าง โครงสร้างเป็นรูปทรงลูกบาศก์ ผนังกระเบื้องมีเอฟเฟกต์เรืองแสงในตัว ตรงกลางห้องมีโต๊ะหินยาววางอยู่ ด้านที่หันไปทางประตูมีเก้าอี้สี่ตัว ส่วนฝั่งตรงข้ามมีชายวัยกลางคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว
ศีรษะของเขาแทบจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ใส่แว่นไร้ขอบ และเหนือริมฝีปากมีไฝสีดำเด่นชัด
แม้จะมีสีหน้าเคร่งขรึม แต่เมื่อทั้งสี่หนุ่มสาวก้าวเข้ามา เขาก็ลุกขึ้นก่อนและยื่นมือทักทายจับมือกับแต่ละคน
“ผมชื่อหวังซั่วคัง ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายจัดการบันทึกของสถาบันวิจัย ส่วนพวกคุณไม่ต้องแนะนำตัว ผมดูวิดีโอบันทึกการฝึกภาคสนามและข้อมูลส่วนตัวของพวกคุณหมดแล้ว พวกคุณคือกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ยอดเยี่ยมมาก โปรดให้ผมเป็นตัวแทนสถาบันย่อยที่เกิดเรื่องขึ้น กล่าวคำขอโทษกับพวกคุณด้วย”
“ตอนนี้เราปิดทำการและปรับปรุงสถาบันสาขาที่เกิดเหตุแล้ว เจ้าหน้าที่ที่บกพร่องจะถูกลงโทษอย่างหนัก”
หลังจากโค้งให้หนึ่งครั้ง ผู้อำนวยการหวังก็นั่งลงอีกครั้ง
นอกจากหลัวตี้แล้ว ที่เหลือทุกคนต่างเก็บความไม่พอใจไว้ในใจ ความรู้สึกนั้นค่อยๆ จางลงด้วยช่วงเวลาที่ได้ใช้ในโรงเรียน รวมถึงคำขอโทษอย่างจริงใจของผู้อำนวยการหวังในตอนนี้
แน่นอน…ก็ต้องดูด้วยว่าการชดเชยต่อจากนี้จะเป็นยังไง
ผู้อำนวยการหวังหยิบเอกสารสี่ชุดออกจากกระเป๋าเอกสารด้านข้าง ยื่นให้หนุ่มสาวทั้งสี่
“นี่คือรายงานการฝึกภาคสนามและผลการประเมินขั้นสุดท้ายของพวกคุณ ลองดูว่ามีตรงไหนไม่พอใจหรือไม่ ถ้าไม่มีปัญหา กรุณาเซ็นในช่องสุดท้าย พรุ่งนี้มันจะถูกบันทึกเข้าแฟ้มประวัติส่วนบุคคลของพวกคุณ”
เมื่อได้รับรายงานการฝึกภาคสนามฉบับแรกในชีวิต ทุกคนก็ตื่นเต้นไม่น้อย ด้านในบันทึกอย่างละเอียดถึงประสบการณ์ทั้งหมด พร้อมแยกรายการ ‘พฤติกรรมเชิงบวกที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์จริง’ ของแต่ละคนออกมา รวมถึงคำประเมินจากผู้เชี่ยวชาญของสถาบันวิจัย และในหน้าสุดท้ายก็มีผลการจัดระดับตามเกณฑ์คะแนนเฉพาะ
“เย้! ฉันได้ S” หัวหน้าห้องชูกำปั้นขึ้น เหมือนกำลังประกาศชัยชนะบางอย่าง
“ว้าว ฉันก็ได้ S เหมือนกัน!” แอนนาก็ดีใจไม่แพ้กัน เกรดแบบนี้ช่วยลดความกดดันเรื่องการสอบเข้าในโรงเรียนอันดับหนึ่งได้มาก เธอรีบเกี่ยวก้อยกับหัวหน้าห้อง ดีใจจนแทบจะกระโดดออกจากเก้าอี้
“S!”
แม้แต่เกาโหยวเสวียน ที่ปกติไม่ค่อยพูดอะไรมากนัก ก็ถึงกับร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น ผลการประเมินของเขาสูงกว่าใคร ๆ เพราะสามารถนำการฝังเข็ม มาประยุกต์ใช้จริงระหว่างภารกิจ และยังคงสติได้ดีในช่วงสุดท้าย กดโทรศัพท์สายพิเศษเพื่อขอความช่วยเหลือ
จากนั้นทุกสายตาก็หันไปมองหลัวตี้ ที่นั่งอยู่ริมสุดและยังคงเงียบไม่พูดอะไร
“เฮ้ หลัวตี้ นายก็คงได้ S เหมือนกันใช่ไหม?”
แต่เขาไม่ได้ตอบ เพียงแค่พลิกหน้าสุดท้ายของเอกสารรายงานภาคปฏิบัติแล้ววางลงบนโต๊ะ
‘S+’
นี่คือระดับสูงสุดของการประเมินภาคปฏิบัติ ตามสถิติแล้ว นักเรียนมัธยมปลายที่สามารถทำคะแนนเกินระดับ A ได้ มีเพียง 1.3% เท่านั้น และยิ่งจะก้าวข้าม A จนไปถึงระดับ S ได้ ก็ยิ่งน้อยมากจนแทบจะนับคนได้
แสงประกายที่ส่องออกมาจากดวงตาของหัวหน้าห้องนั้นเจิดจ้ากว่าตอนเห็นคะแนนของตัวเองเสียอีก
“ว้าว! S+ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันได้เห็น หลัวตี้ ขอดูเอกสารประเมินของนายหน่อยได้ไหม? อยากรู้จริง ๆ ว่านายทำยังไงถึงได้คะแนนสูงสุดแบบนี้”
แต่หลัวตี้เพียงส่ายหัว ก่อนจะเซ็นชื่อและส่งเอกสารคืนให้ผู้อำนวยการหวัง
หัวหน้าห้องก็ไม่ได้ถือสาอะไร หันไปเซ็นชื่อในเอกสารของตัวเองแทน
หลังจากเก็บเอกสารที่ทุกคนเซ็นเสร็จ หวังซั่วคังจึงพูดต่อว่า
“ต้องยอมรับว่าพวกเธอทุกคนเก่งมาก ที่สามารถเอาตัวรอดกันได้ทั้งหมดแม้จะเจอเหตุการณ์เลวร้ายแบบนั้น เพื่อเป็นการขอโทษ รวมทั้งแสดงถึงความสำคัญที่เรามอบให้กับคนมีความสามารถ ทางสถาบันวิจัยจึงได้จัดทำแผนการชดเชยขึ้นมา”
เขาวางเอกสารปกแดงหนึ่งฉบับลงบนโต๊ะ
สถาบันวิจัยได้พิจารณาตามคุณสมบัติของผู้รับชดเชย ได้แก่ เป็นนักเรียนมัธยมปลาย มีร่างกายธรรมดา มีความสามารถโดดเด่น รวมถึงความร้ายแรงของความผิดพลาดในภาคปฏิบัติ และได้จัดเตรียม ‘ตัวเลือกการชดเชย’ ไว้ทั้งหมดสี่แบบ
1.ได้สิทธิ์ดัดแปลงอวัยวะเทียม ฟรีหนึ่งครั้ง ไม่จำกัดว่าจะเป็นแขนขาหรืออวัยวะใด ๆ และจะมีผลบังคับใช้ถาวร
2.ได้รับโควตาการบรรจุเข้าสถาบันวิจัยของเมือง (แต่ต้องเรียนต่อให้จบตามปกติ และผลการเรียนทุกด้านต้องอยู่ในระดับดีขึ้นไป)
3.เงินชดเชยจำนวน สิบล้านรูเบิล
4.‘วัตถุ’ (ที่เกี่ยวกับอสูรหรือสิ่งผิดปกติ) ระดับเริ่มต้น
สามข้อแรกดูปกติดี เพียงแต่ข้อสุดท้ายกลับทำให้ทุกคน ยกเว้นหลัวตี้ ต่างก็ขมวดคิ้วทันที
หัวหน้าห้องก็เปลี่ยนสีหน้ากลายเป็นจริงจังขึ้นมา
“ท่านผู้อำนวยการหวัง ตัวเลือกที่สี่นี่ไม่ได้พิมพ์ผิดหรอคะ? เท่าที่หนูจำได้ ของแบบนี้น่ามีข้อจำกัดอายุที่ ’อายุ 20ปีขึ้นไป’ สำหรับพวกเราที่ยังเป็นนักเรียนอยู่ มันอาจจะมีผลข้างเคียงร้ายแรงและอาจกระทบต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกายและจิตใจของเราด้วย”
หวังซั่วคังพยักหน้าช้า ๆ
“ถูกต้องแล้ว วัตถุมุมมืดเคยถูกจำกัดไว้ว่า ต้องอายุเกินยี่สิบปีถึงจะใช้ได้ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความต้องการของชาติ เราได้เริ่มทดลองให้มนุษย์อายุน้อยกว่านั้นใช้ เพื่อให้ปรับตัวได้ล่วงหน้า ซึ่งจากข้อมูลที่มีอยู่ ผลลัพธ์โดยรวมก็นับว่าไม่เลว
ยิ่งไปกว่านั้น วัตถุที่สถาบันใหญ่จัดให้นี้เป็น ‘ระดับเริ่มต้น’ และยังจำกัดประเภท ส่วนใหญ่เป็นของใช้ภายนอก ผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจจะถูกลดให้น้อยที่สุด ทันทีที่พวกเธอเลือก ก็จะมีการจัดการทดสอบความเข้ากันได้ หากผลไม่ผ่าน ก็จะไม่มีการส่งมอบให้”
พูดมาถึงตรงนี้ หวังซั่วคังก็โน้มศีรษะลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“และสุดท้าย… นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุด เหตุผลที่เรามี ‘ตัวเลือกที่สี่’ อยู่ ก็เพราะเราเชื่อว่าครั้งนี้อาจไม่ใช่ ‘อุบัติเหตุ’ ล้วน ๆ แต่มีความเกี่ยวพันกับตัวพวกเธอเองในบางแง่มุม อย่าลืมว่า ศูนย์สถาบันสาขาที่รับผิดชอบการจำลองสิ่งผิดปกตินั้นทำงานได้ดีมาโดยตลอด แม้กระทั่งจัดหาทรัพยากรระดับชาติจำนวนมากให้กับเมืองของเรา และก่อนหน้าพวกเธอ ก็เคยมีการฝึกภาคปฏิบัติมาแล้วกว่า 20 ครั้ง โดยไม่เกิดปัญหาใด ๆ
อาจเป็นไปได้ว่ามีใครบางคนในพวกเธอสี่คนนี้มีความ ‘พิเศษ’ บางอย่าง… คุณสมบัติที่มองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้ แต่สามารถดึงดูดหรือกระตุ้นให้ ‘อุบัติเหตุ’ เกิดขึ้น และคุณสมบัตินี้ อาจไม่หายไปแม้การฝึกภาคปฏิบัติจะสิ้นสุดแล้วก็ตาม
นั่นหมายความว่า ในชีวิตประจำวันต่อจากนี้ พวกเธอมีโอกาสที่จะเผชิญ ‘อุบัติเหตุ’ ได้มากกว่าคนทั่วไป ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ สถาบันใหญ่จึงเสนอ ‘ตัวเลือกที่สี่’ หากพวกเธอสามารถควบคุมวัตถุได้ ก็จะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตในครั้งถัดไปได้อย่างมหาศาล
สำหรับเรา ไม่ว่าจะเป็นสถาบันใหญ่หรือทั้งประเทศ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘คนเก่ง’ และคนที่รอดมาได้เท่านั้น จึงจะเป็น ‘คนเก่ง’ ที่สามารถสร้างคุณูปการต่อภารกิจของเราได้ จงเลือกตามชอบเถอะ”