- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 26 ในรั้วโรงเรียน
บทที่ 26 ในรั้วโรงเรียน
บทที่ 26 ในรั้วโรงเรียน
ห้องพักของหัวหน้าห้อง ลู่เหวิน ถูกปิดไม่ให้ใครเข้าเยี่ยม หมอบอกว่าเธอยังต้องนอนโรงพยาบาลต่ออีกครึ่งเดือนโชคดีที่การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี และจะไม่มีผลข้างเคียงตามมา
บ่ายวันถัดมา หลัวตี้ก็ได้ออกจากโรงพยาบาล พร้อมกับสายรัดข้อมืออันใหม่ ข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดของเขาถูกเก็บไว้บนคลาวด์เรียบร้อย
...
เขตพักอาศัยหมายเลข 13
เหลืออีกหกวันก็จะถึงวันชาติ หลัวตี้ใช้เวลาที่บ้านคนเดียว ทำความสะอาด ทำอาหาร ดูหนัง ออกกำลังกาย เขายังหาเวลาค้นข้อมูลเกี่ยวกับ ‘นรก’ และ ‘สัญลักษณ์’ ทางอินเทอร์เน็ต ก่อนนอนก็จะหยิบนิยายปราบผีที่เกาโหยวเสวียนมานั่งอ่าน
ระหว่างนั้น แอนนาโทรมาชวนออกไปเที่ยว แต่เขาก็ปฏิเสธไปโดยอ้างว่ามีธุระที่บ้าน เขาไม่อยากให้ ‘ชีวิตอันแสนปกติ’ ที่เพิ่งได้กลับมา ต้องถูกรบกวนด้วยเรื่องที่ไม่จำเป็น ผ่านไปไม่นาน ช่วงวันหยุดยาวก็สิ้นสุดลง
หลัวตี้ตื่นหกโมงเช้าตามปกติโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก พอลุกจากเตียงเขาก็วิดพื้นสี่เซ็ต เซ็ตละห้าสิบครั้ง จากนั้นเข้าห้องน้ำชำระเหงื่อ เปลี่ยนเป็นชุดนักเรียนฤดูร้อน
บนโต๊ะมีชามบะหมี่ร้อนๆ วางอยู่ ด้านบนโรยผัก ไข่ดาว และหมูสับผัด ที่แม่ตั้งใจทำให้เป็นพิเศษ ระหว่างกินบะหมี่ เขาก็ไม่ลืมกินวิตามินที่หัวหน้าห้องเคยมอบให้ ก่อนออกจากบ้านยังแวะให้อาหารนกแก้วที่เลี้ยงไว้บนระเบียง ทุกอย่างเรียบร้อย เขาสะพายกระเป๋าเดินผ่านครัว เหลือบมองแผ่นหลังของแม่ที่กำลังเตรียมวัตถุดิบ
“แม่ ผมไปนะ”
“ไปดีมาดีล่ะ”
…
โรงเรียนมัธยมปลายหมายเลข 4 เมืองมู่ซิง หรือเรียกสั้นๆ ว่า มู่ซิงหมายเลข 4
เป็นโรงเรียนที่มีศักยภาพโดยรวมอยู่อันดับที่ 4 ของเมือง แม้จะสู้หมายเลข 1 ที่แอนนาเรียนอยู่ไม่ได้ แต่สำหรับนักเรียนทั่วไป นี่ก็ถือว่าดีมากแล้ว
โรงเรียนมีทั้งโรงยิมและสนามกรีฑาที่ได้มาตรฐาน จนได้ชื่อว่าเป็น ‘ศูนย์กีฬา’ อาคารเรียน อาคารทดลอง โรงพยาบาลในโรงเรียน อาคารสำนักงาน และโรงอาหารต่างตั้งล้อมอยู่รอบศูนย์กีฬา
หนึ่งในหลักสูตรที่สําคัญที่สุดสําหรับนักเรียนคือ พละศึกษา ในระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยของประเทศจีน หรือ ‘เกาเข่า’ คะแนนพลศึกษามีสัดส่วนสูงถึง 50% ส่วนอีก 50% แบ่งเป็น ความคิดและตรรกะ 30% และวิชาสามัญ 20%สัดส่วนนี้ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการศึกษาต่อและเกณฑ์ในการรับเข้าเรียนของแต่ละปี
เช้าวันเปิดเรียน นักเรียนทุกห้องจะรวมตัวกันที่สนามกรีฑาเพื่อวิ่งตอนเช้า เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงเต็ม โดยข้อกำหนดจำนวนรอบที่เข้มงวด
“หลัวตี้!” หลังวิ่งเสร็จ เกาโหยวเสวียนก็เดินเข้ามาทัก แล้วชวนเขาเดินกลับห้องเรียนด้วยกัน
“หัวหน้าห้องยังไม่กลับมา ฉันทำหน้าที่แทนอยู่ วันนี้เป็นเวรนายพอดี เดี๋ยวไปที่ห้องรักษาความปลอดภัยเลย ไม่ต้องกลับไปห้องเรียนแล้ว”
“อืม”
หลังจากพูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ หลัวตี้ก็แยกตัวออกจากกลุ่มนักเรียนที่หลั่งไหลเข้าสู่อาคารเรียน ‘นักเรียนเวร’ ในโรงเรียนนี้มีหน้าที่พิเศษ ไม่ใช่แค่เช็ดกระดานหรือทำความสะอาดมุมห้องเหมือนงานเวรทั่วไป ทุกเช้า หลังจบการวิ่งประจำวัน นักเรียนเวรแต่ละชั้นจะต้องไปที่ห้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (ห้อง รปภ.) เพื่อรวมตัว จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ รปภ. ที่สวมอุปกรณ์ครบชุดพาออกตรวจตราโรงเรียนทุกพื้นที่ เพื่อขจัด ‘ความเสี่ยงจากมุมมืด’ ที่อาจเกิดขึ้น
ภารกิจหลักมีดังนี้
1.ตรวจสอบสภาพของหลอดไฟแต่ละดวง
2.ให้อาหารนกแก้วมุมมืด ที่แขวนไว้ตรงสุดทางเดินหรือมุมเลี้ยวที่อาจกลายเป็นมุมอับ
3.สำหรับนักเรียนเวรที่ลงชื่อช่วยงานด้านการแพทย์ จะต้องไปที่ห้องพยาบาลเพื่อช่วยงานคัดกรองสภาพจิตใจของนักเรียนทั้งโรงเรียน
การปฏิบัติหน้าที่ทั้งวันจะหมดไปกับการเดินตรวจลาดตระเวน โดยไม่ต้องเข้าเรียน ตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียนมา โรงเรียนมัธยมปลายหมายเลข 4 แห่งนี้ไม่เคยเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นเลย เป้าหมายหลักของการมีนักเรียนเวรคือการปลูกฝังความตระหนักของนักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัย และในอนาคตหลังจากเข้าสู่สังคมพวกเขาจะสามารถเข้าใจความเสี่ยงมุมมืดและจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้นได้ทันท่วงทีและถูกต้อง
‘นิสัย’ ของหลัวตี้ ไม่ได้หายไปตามกาลเวลา ระหว่างออกตรวจ เขามักจะเผลอทำเสียงดีดลิ้นโดยไม่รู้ตัว และแล้ว ชีวิตหนึ่งสัปดาห์ในโรงเรียนก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
10:30 น.
คาบพละเพิ่งจบลง นักเรียนส่วนใหญ่ต่างหมดแรงฟุบลงกับโต๊ะ กอบโกยเวลาพักระหว่างคาบที่ได้มาอย่างยากเย็น พอเหลือบมองตารางเรียนแล้วเห็นว่าคาบถัดไปเป็นวิชาสามัญเสียที ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความโล่งใจและยินดี
แต่หลัวตี้กลับไม่คิดที่จะพัก เขาใช้พื้นที่ว่างด้านหลังห้องเพื่อวิดพื้นเหมือนที่ทำทุกวัน พฤติกรรม ‘ขยันแบบเกินพอดี’ แบบนี้ มักทำให้ใครหลายคนไม่ชอบ นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากสุงสิงกับเขา
รองหัวหน้าห้อง เกาโหยวเสวียน ก็เคยเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น ในใจก็อดรู้สึกหมั่นไส้คนที่หมกมุ่นอย่างหลัวตี้ไม่ได้ เขาจึงพยายามโฟกัสกับหนังสือของตัวเองแทน แต่ตอนนี้กลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เกาโหยวเสวียนวางหนังสือที่กำลังทบทวนลง ลุกขึ้นเดินไปยังด้านหลังห้อง ก้มตัวลงแล้วเริ่มวิดพื้นข้าง ๆ หลัวตี้
ทั้งคู่รักษาจังหวะไว้ได้เกือบเท่ากัน แต่จะทำท่ามาตรฐานให้ได้เหมือนหลัวตี้นั้น แค่เกินสี่สิบครั้งก็เริ่มรู้สึกว่าเริ่มยาก พอใกล้ครบหนึ่งร้อยครั้ง จู่ๆ ประตูหลังห้องก็เปิดออก ใครบางคนก้าวเข้ามา รองเท้ากีฬาสีขาวสะอาดเดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา ปลายเท้ากดน้ำหนักลง เข่างอแล้วนั่งยองลงมา
“เฮ้! พวกนายเลิกขยันกันจนเว่อร์ได้ไหม ดูฉันที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลสิ เห็นแล้วกดดันชะมัด ขาดทุนสุดๆ เลยนะ!”
เสียงที่คุ้นเคยและอ่อนโยนลอดเข้าหู กระทบเส้นประสาทเข้าอย่างจัง จนแม้แต่หลัวตี้ก็ยังชะงักไป เขาออกแรงดันตัวขึ้นทำท่าวิดพื้นครั้งสุดท้าย แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวที่นั่งยองอยู่ตรงหน้า
“หัวหน้าห้อง!” เกาโหยวเสวียนร้องเรียกออกมาทันที ส่วนหลัวตี้กลับเงียบ ไม่พูดอะไร เพียงแค่เหลือบสายตาไปยังหัวไหล่ของหัวหน้าห้อง ซึ่งถูกปกปิดด้วยชุดนักเรียนจนมองไม่เห็นอาการบาดเจ็บ
ทันใดนั้น เพื่อนทั้งชั้นก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบหัวหน้าห้อง ทุกคนต่างถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง พวกเขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ในภาคปฏิบัติที่ผ่านมา รู้เพียงว่าหัวหน้าห้องลาหยุดเพราะเกิดอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บ
มองภาพที่หัวหน้าห้องถูกคนรุมล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ หลัวตี้ก็ถอยออกอย่างมาเป็นธรรมชาติ กลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง
กริ๊ง! เสียงกริ่งเข้าเรียนดังขึ้น ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับไปนั่งที่ หัวหน้าห้อง ซึ่งเป็นจุดสนใจที่สุดในห้องนั่งลงตรงที่นั่งประจำของเธอ และตั้งใจหันหน้ามองไปยังโต๊ะริมหน้าต่างของหลัวตี้ แต่เขาเพียงจ้องไปที่กระดานดำ เตรียมจดเนื้อหาสำคัญจากครูเท่านั้น
ทั้งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลัวตี้ยังคงเก็บของใส่กระเป๋าอย่างเชื่องช้าเหมือนเดิม จนได้เวลาเลิกเรียนพอดี เงาดำสนิทนั้นกลับมาบนโต๊ะของเขาอีกครั้ง ราวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันก่อนวันชาติ เพียงแต่คราวนี้ คนที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะไม่ใช่แค่หัวหน้าห้องคนเดียว แต่เกาโหยวเสวียนก็มาด้วย พร้อมกระเป๋าที่สะพายอยู่บนหลัง
“หลัวตี้ เย็นนี้นายไม่มีธุระอะไรใช่ไหม? ไม่กลับไปกินข้าวที่บ้านได้ใช่ไหม?”
“มีอะไร?”
“มีอะไรอีกล่ะ! ก็ที่คุยกันไว้นั่นไง ว่าเราจะนัดกินข้าวฉลองที่การฝึกปฏิบัติสำเร็จ อีกอย่าง สำนักงานวิจัยของเมืองก็ติดต่อมาแล้วด้วย บอกให้เรารีบไปคุยเรื่อง ‘ค่าชดเชย’ กัน ฉันว่าเราไปที่สถาบันวิจัยก่อน แล้วค่อยไปกินข้าวพร้อมกัน ดีไหม?”
“อืม เดี๋ยวฉันส่งข้อความบอกที่บ้านก่อน ไปกันเถอะ”
เขาเรียกรถออนไลน์ มองภาพวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่ต่างไปจากเส้นทางกลับบ้าน ครั้งนี้ หลัวตี้กลับไม่รู้สึกหงุดหงิดที่ตารางชีวิตปกติถูกขัดจังหวะ ตรงกันข้าม กลับมีความรู้สึกแปลกๆ ผุดขึ้นมา แม้ความรู้สึกนั้นจะอ่อนมาก แต่ก็ทำให้ทั้งร่างผ่อนคลาย ลิ้นของเขาก็ขยับดีดโดยไม่รู้ตัว ทำเอาหัวหน้าห้องกับเกาโหยวเสวียนที่นั่งในรถด้วยกันถึงกับเย็นวาบ รีบร้องห้ามทันที