- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 15 การสนับสนุน
บทที่ 15 การสนับสนุน
บทที่ 15 การสนับสนุน
แอนนารีบวิ่งขึ้นบันไดกลับไปที่ห้องด้วยความเร็วสูงสุดที่ทำได้ เพื่อหยิบ "วัตถุหยางสูงสุด" สำหรับจัดการกับเจียงซือ
‘ไม่น่าเชื่อเลยว่านี่จะเป็นซอมบี้ของประเทศที่เหวินเหวินอยู่ ถึงคำว่าซอมบี้ในภาษารัสเซียจะหมายถึงศพเดินได้เหมือนกันก็เถอะ แต่เอาเข้าจริงแล้วมันคนละเรื่องเลย ทั้งที่เราขัดขวางพิธีได้ทันเวลา ไม่ให้มันกลายสภาพขั้นสุดท้ายได้สำเร็จ แต่ว่าร่างกายมันกลับยังแข็งแรงขนาดนี้… ขนาดขวานของฉันที่ใช้ฟันต้นไม้เล็กๆ ขาดได้ในทีเดียวแท้ๆ แต่กลับฟันกระดูกไหล่ของมันไม่เข้าเลย
ทั้งที่นี่ก็เป็นแค่การฝึกซ้อมจำลองที่ถูกปรับลดความยากลงมามากแล้ว และอยู่ภายใต้การควบคุมของสถาบันวิจัย ถ้าเจอ ความผิดปกติ ของจริงละก็… มันจะต้องน่ากลัวกว่านี้อีกหลายเท่าแน่ ๆ พลังกับทักษะของฉันยังห่างไกลจริง ๆ ไม่แปลกใจเลยที่อาจารย์ตัดชื่อฉันออกจากงานกีฬาสี…กลับไปคราวนี้ต้องฝึกหนักขึ้นเป็นสองเท่า’
หลังจากจัดระเบียบความคิดที่ยุ่งเหยิงให้เรียบร้อย แอนนาก็ยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนใหญ่แล้ว แต่พอเธอกำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตู
แผลบ! (เสียงแลบลิ้น)
แค่เสียงแผ่วๆ สั้นๆ แต่ชัดเจนนั้นเพียงครั้งเดียว กลับทำให้ความหวาดกลัวที่ถาโถมเข้ามา พุ่งแซงหน้าเจียงซือข้างล่างทันที เสียงนั้นราวกับดึงสายตาแอนนาให้หันไปที่ทางเดินตรงประตูทางเข้า ทั้งที่เธอจำได้แม่นว่าห้องนอนใหญ่นั้นอยู่สุดปลายทางเดิน ติดกับผนังด้านในสุดของทางเข้าแท้ ๆ แต่ตอนนี้ทางเดินกลับยืดยาวต่อออกไปอีก ลึกลงไปจนมืดสนิท ไม่มีแสงจากไฟแถบติดผนังแม้แต่นิดเดียว มืดจนมองไม่เห็นปลายทาง
เสียงเมื่อครู่นั้นดังออกมาจากในความมืดนั้นเอง และยิ่งจ้องนานเท่าไหร่ ความกลัวก็ยิ่งก่อตัวขึ้นในใจ จู่ๆ แอนนาก็สังเกตแวบหนึ่งว่าเหมือนมีบางอย่างอยู่ในเงามืดนั้น มันกำลังค่อยๆ เดินออกมาช้าๆ เริ่มเผยให้เห็นรูปร่างร่างกายบางส่วน
มันคือบางสิ่งที่ใช้ ลิ้น แทนหัว ขยับขาเดินอย่างกับมนุษย์มีชีวิต มันกำลังจะก้าวออกมาจากความมืด พร้อมเผยโฉมสุดท้ายที่น่าสะพรึงเกินจะจินตนาการ…
ปั๊ก!
มือข้างหนึ่งตบลงบนไหล่ของแอนนาอย่างรวดเร็ว สัมผัสที่ไม่ทันตั้งตัวนี้ดึงความสนใจของแอนนาออกจากความมืดในทางเดิน ภายในพริบตา ทางเดินก็กลับมาเป็นปกติ ปลายทางอยู่ห่างออกไปประมาณสามเมตร มีกระถางดอกไม้วางอยู่
“แอนนา นิ่งอยู่ตรงนี้ทำไม?”
แอนนาเหลียวกลับไปมอง คนที่เรียกเธอคือเกาโหยวเสวียน ผู้ที่ใส่แว่นกรอบเรียบ
“เมื่อกี้เธอได้ยินเสียงแปลกๆ ไหม?”
“ก็ไม่นะ... รีบไปเถอะ หัวหน้ากับหลัวตี้จะไม่ไหวแล้ว”
ตอนนี้คือช่วงวิกฤตของภารกิจนี้ เกาโหยวเสวียนไม่มีเวลามาคิดเรื่องอื่น ทุกวินาทีที่เสียไปคือการเสี่ยงชีวิตเพื่อนร่วมทีม เหตุผลที่เขาเลือกวิ่งกลับมาที่บ้านหลังนี้นั้นก็ง่ายมาก คะแนนวิชาพละของเขาถือว่าต่ำที่สุดในกลุ่มสี่คนนี้ แม้แต่แอนนายังฟันเจียงซือไม่เข้า เขาที่ถือมีดทหารก็ยิ่งทำอะไรไม่ได้เลย
แต่เกาโหยวเสวียนก็เตรียมตัวมาอย่างดี เขามีอุปกรณ์พิเศษซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพาย ซึ่งตั้งใจว่าจะเอาไว้ช่วยเหลือทางการแพทย์กับเพื่อนร่วมทีม แต่ตอนนี้อาจจะได้เอามาใช้กับเจียงซือแทน
เห็นเกาโหยวเสวียนวิ่งเข้าไปในห้องนอนใหญ่เพื่อค้นหา แอนนาก็วิ่งตามเข้าไปด้วย แต่ความรู้สึกหวาดกลัวที่มาจาก ‘เสียงแลบลิ้น’ นั้นยังคงติดอยู่ที่โคนลิ้น
ถึงแม้เธอจะพยายามเตือนตัวเองให้เชื่อมั่นในสถาบันวิจัย เชื่อว่าภารกิจนี้จะมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่ภาพที่เพิ่งเห็นเมื่อกี้มันไม่ใช่แค่เรื่องหลอกลวง
แอนนาเปิดกระเป๋าสะพายหาอุปกรณ์ไปพลางพูดไปด้วย
“เกาโหยวเสวียน เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงแลบลิ้นในทางเดิน แล้วก็เห็นบางอย่างที่เหมือนปีศาจ ฉันรู้สึกได้เลยว่ามันอันตรายมาก”
แปลกที่เกาโหยวเสวียนไม่ได้ตอบอะไร แต่ดูเหมือนเขาจะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำอย่างเต็มที่ เขาหยิบกล่องไม้แปลกๆ ออกมาจากกระเป๋าสะพาย เหมือนในหัวเขาจะคิดถึงแต่เรื่องเจียงซือและอยากรีบไปช่วยเพื่อนมากกว่า จนไม่ได้สนใจสิ่งที่แอนนาพูด
เกาโหยวเสวียนเปิดกล่องไม้ตรวจดู พบว่ามีเข็มเงินเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ
“นี่... การแพทย์แผนจีนเหรอ?”
แอนนาไม่ใช่คนจีน แต่รู้จักแพทย์แผนจีนดีพอสมควร ในยุคที่บริษัทใหญ่แทบจะผูกขาดเทคโนโลยีทางการแพทย์ชีวภาพ คลินิกแพทย์แผนจีนที่กระจายอยู่ทั่วเมือง กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการรักษาพยาบาล ช่วยให้คนทั่วไปเข้าถึงการรักษาได้ เธอเคยมีโอกาสได้ลองฝังเข็มมาแล้ว ครั้งหนึ่งมันช่วยปรับสมดุลร่างกายให้ดีขึ้น และทำให้สอบวิชาพละได้ผลดี แต่เข็มเงินในกล่องนี้ยาวกว่าที่ใช้ฝังเข็มปกติหลายเท่า เข็มที่ยาวที่สุดนั้นยาวจนแทงทะลุแขนได้
แอนนายังหยิบอุปกรณ์อื่นออกมาจากกระเป๋า มีวอดก้าสามขวดที่เธอดื่มตอนกินข้าวก่อนหน้านี้ สองขวดแรกเป็นเหล้าที่เธอโปรดปราน มีระดับแอลกอฮอล์ 60 เปอร์เซ็นต์ส่วนขวดสุดท้ายคือ สปีรีตุส วอดก้าชนิดพิเศษที่มีแอลกอฮอล์สูงถึง 96 เปอร์เซ็นต์ ใช้สำหรับผสมค็อกเทลโดยทั่วไป แอนนาไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งนี้จะได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ นอกจากนี้ยังมีผ้าขาดและไฟแช็คกันลมอีกด้วยด้วย
“ไปกันเถอะ!”
“ได้”
ทั้งสองคนรีบเปิดประตูห้องนอนใหญ่ แม้จะอยู่ห่างกันแต่เสียงโลหะกระทบกันก็ยังดังทะลุออกมาได้
“เหวินเหวิน!”
แอนนา ซึ่งเป็นคนที่ฟันเจียงซือเองรู้ดีว่ามันน่ากลัวแค่ไหน ความเป็นห่วงเพื่อนรักกดทับความกลัวในใจไว้หมด ตอนนี้ไม่มีเวลาคิดเรื่องเสียงแลบลิ้นลึกลับนั้น ต้องรอจัดการเจียงซือตัวนี้ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยหารือกัน
ทั้งสองรีบวิ่งออกจากบ้าน พอผ่านประตูออกมา ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาตกตะลึง เสียงการต่อสู้ที่ได้ยินเมื่อครู่หายไปแล้ว เลื่อยไฟฟ้าสีเงินใหม่วางอยู่ข้างประตูบ้าน แต่ใบเลื่อยที่สำคัญได้หักเสียหายไปแล้ว ไม่สามารถใช้งานได้อีก
หลัวตี้ล้มลงบนพื้นห่างไปสิบกว่าเมตร มือขวากำต้นแขนซ้ายไว้แน่น มีรูทะลุผ่านกล้ามเนื้อขนาดความกว้างเท่าสามนิ้ว บาดแผลสีดำคล้ำเต็มไปด้วยเลือดและหนองไหลออกมา
แต่ยังมีแขนข้างหนึ่งที่ถูกห่อด้วยผ้าถูกทิ้งอยู่ที่ลานหน้าบ้าน เลือดสีดำเหม็นเน่าล้นออกมาเต็มพื้น ดูจากรอยตัดหยาบๆ แล้ว คาดว่าน่าจะถูกตัดขาดโดยเลื่อย แลกกับการที่เลื่อยไฟฟ้าถูกทำลายและแขนที่ได้รับบาดเจ็บ หลัวตี้สามารถเลื่อยแขนของเจียงซือออกมาได้หนึ่งข้าง
สองคนที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ถึงกับตกใจในพลังของหลัวตี้ แต่ความจริงแล้วมีเพียงหลัวตี้คนเดียวที่รู้ว่ากระบวนการนี้ต้องอาศัยความอดทนของหัวหน้า ที่คอยเบี่ยงเบนเจียงซือให้เขามีโอกาสใช้เลื่อยไฟฟ้าซึ่งเป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างไม่คล่องตัวนี้ตัดเจียงซือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และหัวหน้าก็มีฝีมือการต่อสู้ที่ไม่เหมือนเด็กมัธยมทั่วไปเลย
“อ๊ากกก”
ควันดำพวยพุ่งออกมาจากปากเจียงซือ การสูญเสียแขนทำให้มันโกรธมากขึ้น มันถือหลัวตี้ซึ่งใช้เลื่อยไฟฟ้าเป็นเป้าหมายหลัก รองเท้าผ้าสีดำลอยขึ้นและพุ่งโจมตีอย่างรวดร็ว หลัวตี้ซึ่งเพิ่งลุกขึ้นไม่ทันหลบ ในช่วงวิกฤตนั้น วัตถุเรืองแสงบางอย่างพุ่งออกมาจากประตูบ้าน วาดโค้งไปในอากาศก่อนพุ่งชนด้านข้างเจียงซืออย่างแม่นยำ
เสียงแก้วแตกดังสนั่น ตามด้วยเสียงร้องคำรามอย่างน่าสะพรึงกลัว เปลวไฟดูดซับออกซิเจนและลามไปทั่วร่างเจียงซือ กลิ่นแอลกอฮอล์แรงฟุ้งกระจาย ขวดไฟง่าย ๆ ที่ทำจากแอลกอฮอล์ แม้จะไม่ทำให้เจียงซือไหม้ได้หมด แต่ก็เผาผลาญส่วนหนึ่งของร่างกายมันได้
เปลวไฟที่มีแสงสว่างสูงมีฤทธิ์ต่อต้านศพที่มีพลังหยิน แม้หนองที่ไหลออกจากใต้ผิวของมันจะช่วยต้านไฟได้ แต่ก่อนที่ไฟจะดับมันก็มากพอที่จะสร้างความเสียหายได้ ในจังหวะนี้เองก็ มีวัตถุอีกชิ้นถูกขว้างมา ครั้งนี้ไม่ได้ขว้างใส่เจียงซือ แต่ขว้างให้หลัวตี้ที่เพิ่งลุกขึ้น
หมับ!
หลัวตี้รับได้อย่างมั่นคง มันคือขวดวอดก้า 60 เปอร์เซ็นต์ ขวดปากไม่ได้ถูดปิดด้วยผ้าจุดไฟ แม้ไม่ถึงมาตรฐานแอลกอฮอล์ทางการแพทย์ที่ 70-75เปอร์เซ็นต์ แต่ก็พอมีฤทธิ์ฆ่าเชื้ออยู่ หลัวตี้เทวอดก้าลงบนแผลที่แขนทันที
มันเจ็บปวดและทรมานมาก และพิษจากศพที่เน่าเปื่อยก็ไม่ได้รักษาง่ายๆ ขนาดนั้น ขณะนั้นมืออ่อนโยนแทบไร้ความรู้สึกสัมผัสเบา ๆ ลงบนไหล่ของหลัวตี้ สัมผัสนั้นเหมือนพาเขากลับไปยังวินาทีสุดท้ายก่อนปิดเทอม กลับไปยังตอนที่หัวหน้าเพิ่งเจอเขาและชวนมาฝึกปฏิบัติ เสียงนุ่มนวลแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากใต้หน้ากาก
“ที่เหลือให้พวกเราจัดการเอง เจียงซือที่ขาดแขนหนึ่งข้าง พวกเราจัดการได้สบาย อย่าดูถูกเพื่อนร่วมทีมของนายล่ะ”