- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 13 ความลับ
บทที่ 13 ความลับ
บทที่ 13 ความลับ
หัวหน้าห้องเก็บขยะที่ทุกคนทิ้งไว้หลังมื้ออาหารอย่างตั้งใจ แล้วจัดการรวบรวมใส่ถุงเพื่อนำไปทิ้งนอกคฤหาสน์ พอกลับมา เธอก็พบว่าทุกคนกำลังต่อสู้อยู่กับเปลือกตาของตัวเองอย่างเต็มกำลัง
“ดูจากสภาพแล้วทุกคนน่าจะง่วงกันมาก งั้นเอาแบบนี้แล้วกัน! เราจะแบ่งเวรกันเฝ้ายาม คนละสองชั่วโมง แบบนี้ทุกคนจะได้พักอย่างน้อยหกชั่วโมงพอดี วันนี้หลัวตี้ออกแรงมากที่สุด มีผลงานโดดเด่นที่สุด ก็ขอมอบสิทธิ์ในการนอนบนเตียงให้เขาเลยแล้วกัน เวรแรกวันนี้ฉันจะเฝ้าให้เอง ยังไม่รู้ว่าเพราะไม่ได้ออกแรงเท่าไหร่หรือเปล่า ตอนนี้ยังไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด”
พูดยังไม่ทันขาดคำ หลัวตี้ก็เอนตัวลงนอนบนเก้าอี้หวายแล้วหลับสนิท แถมยังมีเสียงกรนเบาๆแว่วมาให้ได้ยินอีกต่างหาก เกาโหยวเสวียนหยิบแผ่นรองกันชื้นออกมากางเป็นที่นอนบนพื้น ทำให้เตียงใหญ่เหลือให้แอนนาใช้คนเดียว ซึ่งก็พอดี เพราะด้วยร่างกายแบบแอนนา คงไม่มีที่อื่นให้เธอนอนได้สบายกว่านี้แล้ว
บ้านเก่าโทรมๆ ที่เคยมีคนตายมาแล้วแบบนี้ ผ้าห่มหมอนมุ้งอะไรนั่นย่อมไม่มีทางใช้ได้อยู่แล้ว แอนนาเลยรื้อเอาของทั้งหมดบนเตียงออก เหลือไว้แค่พื้นไม้เปล่าๆ แล้วค่อยปูแผ่นรองกันชื้นของตัวเองลงไป พอจะนอนได้แบบพอถูไถ
“วัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ แค่นอนก็หลับแล้ว”
หัวหน้าห้องมองดูสามคนที่หลับสนิทอยู่ในห้องนอนด้วยสีหน้าพึงพอใจ บนใบหน้าเธอไม่มีแม้แต่เค้าลางของความเหนื่อยล้า
เสียงฝนกระหน่ำกระแทกคฤหาสน์อย่างรุนแรง ต่อเนื่องและมีจังหวะสม่ำเสมอจนกลายเป็นเสียงพื้นหลังที่ช่วยให้เงียบสงบ และกลบเสียงอื่น ๆ ไปหมด
หัวหน้าห้องย่ำเท้าเบา ๆ คล้ายท่าทางบัลเลต์ แล้วเริ่มร่ายรำอยู่ภายในบ้านอย่างเงียบงัน เมื่อจบเพลง เธอก็เดินไปหยุดที่โต๊ะเครื่องแป้งเก่าในห้องนอนใหญ่ ใช้ผ้าเช็ดฝุ่นบนกระจกออกจนใส แล้วตามด้วยการเช็ดหวีไม้เก่าด้วยกระดาษทิชชูให้สะอาด
เธอปล่อยผมหางม้าลง จากนั้นก็หยิบขี้ผึ้งบางอย่างที่ติดตัวมา ทาลงบนหวีไม้ ก่อนจะค่อย ๆ หวีผมตัวเองหน้าโต๊ะเครื่องแป้งด้วยท่าทางเชื่องช้า
ใบหน้าของหัวหน้าห้องที่สะท้อนในกระจกยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม ตั้งแต่เริ่มกิจกรรมนี้มาจนถึงตอนนี้ เธอไม่เคยแสดงความตึงเครียดออกมาเลยแม้แต่น้อย
ยามค่ำคืนย่างกราย
เมื่อตะวันลาลับ ท้องฟ้าก็ถูกกลืนกินด้วยม่านรัตติกาล ต่างจากตัวเมืองที่แสงสว่างไสวส่องสว่างยามค่ำคืน บนเนินเขาเล็ก ๆ แห่งนี้ที่ตั้งอยู่นอกเมือง กลับถูกปกคลุมไปด้วยความมืด
โชคดีที่หัวหน้าห้องกับคนอื่น ๆ ติดตั้งโคมไฟผนังไว้ล่วงหน้า แสงจากโคมเหล่านั้นส่องกระจายอยู่ทั่วทั้งคฤหาสน์ ทำให้ทั้งอาคารยังคงสว่างไสว
21:00 น.
หลัวตี้ที่ถูกมอบหมายให้เฝ้ายามผลัดสุดท้าย ก็ตื่นขึ้นเหมือนตั้งนาฬิกาไว้ในตัว เขาลืมตาตื่นขึ้นมาเองโดยไม่ต้องให้ใครปลุก เดิมทีเขาคิดว่าจะมีคนมาปลุกให้เปลี่ยนเวร แต่กลับพบว่ามีดวงตาสามคู่กำลังจ้องมองมาทางเขาพร้อมกัน
“ตื่นแล้วเหรอ?” หัวหน้าห้องเอ่ยถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“พวกเธอ...ทำไมยังไม่ไปนอนกัน?”
“มานี่เร็ว เกาโหยวเสวียนเจอความลับของคฤหาสน์ระหว่างที่เฝ้ายาม เลยปลุกพวกเราทุกคนขึ้นมา พวกเราก็เลยรออีกครึ่งชั่วโมงเพราะเห็นว่านายเหนื่อยมาทั้งวัน”
“ความลับอะไรเหรอ?”
หัวหน้าห้องยิ้มเจ้าเล่ห์ ก้าวไปยืนชิดผนัง ใช้นิ้วเคาะเบา ๆ ลงไป เสียงสะท้อนกลับมาเป็นเสียงกลวงอย่างชัดเจน
“เกาโหยวเสวียนกะระยะของโถงทางเดิน แล้วเปรียบเทียบระหว่างห้องนอนใหญ่กับห้องข้างเคียง สุดท้ายก็พบว่าระหว่างสองห้องนี้ยังมีช่องว่างใหญ่อยู่ ซึ่งน่าจะพอสำหรับห้องลับหนึ่งห้อง ดูแล้วน่าจะมี ‘ห้องลับ’ ซ่อนอยู่ด้านใน เพียงแต่พวกเรายังหาไม่เจอว่าปุ่มเปิดอยู่ตรงไหน อาจเป็นไปได้ว่าทางเจ้าของบ้านรื้อกลไกนั้นออกไปก่อนหน้าแล้ว”
หลัวตี้ลองใช้นิ้วเคาะผนังบ้าง “ฟังดูเหมือนผนังไม่ได้หนาเท่าไหร่ เราน่าจะพังเข้าไปได้นะ”
“ก็ใช่น่ะสิ แต่เรากลัวว่าจะทำให้นายตื่นก่อนเวลาไงล่ะ”
หัวหน้าห้องหมุนตัวอย่างอ่อนช้อย แล้วผายแขนไปทางด้านซ้ายเพื่อเปิดตัวเพื่อนสาวคนสนิท ในมือแอนนากำค้อนก่ออิฐไว้แน่น พร้อมลุยเต็มที่ ค้อนหน้าตาเก่าคร่ำคร่า ดูแล้วน่าจะเป็นอุปกรณ์ที่เจออยู่ภายในคฤหาสน์นี้ กล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างของเธอขึงตึง เธอบิดลำตัว หมุนสะโพกตามแรง แล้วเหวี่ยงค้อนออกไปด้วยแรงทั้งหมดที่มี
ผัวะ!
เสียงกระแทกดังสนั่น
แรงของเธอมหาศาลเพียงพอจะทำให้กำแพงแตกร้าวทันที รอยร้าวแผ่เป็นเส้น ๆ จากจุดที่ค้อนกระแทก ผนังบริเวณนั้นยุบลึกลงไปอย่างชัดเจน เธอยังไม่หยุด ยกค้อนขึ้นอีกครั้งแล้วฟาดลงอย่างแรง
โครม!
คราวนี้ผนังแตกเป็นช่องขนาดเท่ากำปั้น สามารถมองลอดเข้าไปเห็นความมืดสนิทที่อยู่ภายในได้แล้ว
ความมืดที่แผ่ปกคลุมอยู่นั้นทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ สำหรับพวกเขาที่เติบโตมาในเมืองใหญ่ แทบจะไม่เคยได้สัมผัสกับความมืดมิดเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นตรอกซอกซอยที่ห่างไกลแค่ไหน ก็ยังมีแสงสว่างสาดส่องอยู่เสมอ เมื่อเห็นความมืดที่ไม่สมควรจะมีอยู่ตรงหน้า หัวหน้าห้องก็ไม่ลังเล เธอขว้างลูกกลมๆ ที่มีลักษณะเป็นลูกบอลแสงแบบสัมผัสพื้นแล้วทำงาน เข้าไปในความมืดนั้นทันที
แปะ!
ลูกบอลตกลงไปในห้องแล้วกระทบกับพื้น เปิดการทำงานตามแรงกระแทก
แต่สิ่งที่แปลกคือ ลูกบอลเปล่งแสงสีขาว ทว่าทุกสิ่งที่สะท้อนออกมากลับกลายเป็น ‘สีแดง’
การทุบผนังยังคงดำเนินต่อไป
โครม!
ค้อนหนักทุบลงไปอีกครั้งเป็นครั้งที่สาม ก้อนอิฐจำนวนมากพังครืนลงมาพร้อมกัน และทันทีที่ห้องลับเผยออกจนหมด กลิ่นเหม็นเน่าที่แตกต่างจากในสวนหลังก็ทะลักทะลายออกมา มันไม่ใช่เพียงแค่กลิ่นเน่าของการเน่าเปื่อยธรรมดา หากแต่ยังปนด้วยกลิ่นธูปเทียนที่เหม็นฉุน
บนพื้นห้องเต็มไปด้วยซากศพอีกา ลูกบอลแสงที่ขว้างเข้าไปตอนแรก ตอนนี้ตกอยู่บนกองศพเหล่านั้น ห้องลับคับแคบจนไม่เหลือแม้แต่ที่วางเท้า ผนังทั้งสี่ด้านของห้องถูกชโลมด้วยเลือดอีกาจนกลายเป็นสีแดงเข้ม ในส่วนลึกของห้องมืดนั้นมีแท่นบูชาที่คลุมด้วยผ้าเหลืองวางอยู่ บนแท่นมีสิ่งของหลายอย่าง
โคมไฟน้ำมันโลหะ
ผลไม้เซ่นไหว้ที่เน่าเปื่อย
เทียนและธูปที่เผาจนหมด
ยันต์สีเหลืองที่ยังไม่ถูกใช้
และ... รูปถ่ายครอบครัวหนึ่งใบ
นี่คือครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ามาในคฤหาสน์ ที่พวกเขาได้พบกับภาพถ่ายของครอบครัวนี้ ทว่า สิ่งของที่ใช้ในพิธีกรรมดูเหมือนจะถูกย้ายออกไปก่อนหน้านี้แล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างนึงคือ ด้านบนของห้องมีตะขอเหล็กโค้งสี่อัน ติดอยู่ที่มุมทั้งสี่ ดูเหมือนจะถูกออกแบบไว้เพื่อแขวนอะไรบางอย่าง
เกาโหยวเสวียนเริ่มวิเคราะห์อย่างจริงจังโดยอ้างอิงจากความรู้ทั้งในและนอกตำรา
“บางที… ที่นี่อาจถูกใช้สำหรับ ‘การกลั่นศพ¹’ ก็ได้ ถ้าฉันเดาไม่ผิด ตะขอพวกนี้เอาไว้แขวนโลงศพ”
“กลั่นศพงั้นเหรอ?”
ทุกคนต่างนึกถึงภาพศพทั้งสี่ที่แขวนอยู่บนต้นไม้ในสวนด้านหลังทันที โดยเฉพาะ ศพชายชรา ที่แขวนอยู่สูงที่สุด จนเป็นคนเดียวที่ไม่สามารถถูกเผาได้อย่างสมบูรณ์
แววตาของหลัวตี้นั้นเฉียบคม เขาสังเกตเห็นว่ารูปถ่ายครอบครัวบนแท่นบูชานั้นดูแปลก ๆ เขาหยิบถุงพลาสติกมาสวมรองเท้า แล้วค่อยๆ ย่ำลงบนกองศพอีกา เดินเข้าไปหยิบภาพถ่ายขาวดำ ใบหนึ่งขึ้นมา
“นี่มัน...!”
ทุกคนที่เห็นภาพถ่ายถึงกับนิ่งงันในภาพมีคนห้าคน ชายหญิงหนุ่มสาวหนึ่งคู่ หญิงวัยกลางคนหนึ่งคน และชายชราอีกหนึ่งคน ล้วนเป็นศพที่เคยถูกแขวนอยู่บนต้นไม้ ทั้งหมดได้รับการจัดการไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ในหมู่พวกเขา ยังมีอีกคนหนึ่ง ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ที่นั่งอยู่บนรถเข็น สวมเสื้อผ้าธรรมดา
ถึงแม้รูปถ่ายจะเป็นแบบขาวดำเก่า ๆ และเบลอเล็กน้อย แต่ก็พอมองออกว่า คนผู้นี้ดูทรุดโทรมมาก อาจป่วยหนักจนใกล้ตาย และคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา เอามือวางบนรถเข็น ก็คือชายชราที่แขวนอยู่บนต้นไม้สูงสุด ศพที่พวกเขาไม่สามารถเผาได้
หัวหน้าห้องค่อย ๆ พูดออกมาเหมือนต่อจิ๊กซอว์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน
“ว่าแล้วเชียว~ ชายชรากับหญิงวัยกลางคนนั่นอายุห่างกันขนาดนั้น จะให้เป็นสามีภรรยาก็คงไม่ใช่ ที่จริงแล้วเขาเป็น คนรับใช้ของบ้านนี้ ชายที่นั่งรถเข็นนั่นต่างหากที่เป็นเจ้าบ้าน! เขาน่าจะรู้วิชาไสยเวทอะไรบางอย่าง แล้วเพราะป่วยหนักใกล้ตาย เลยตั้งใจจะกลั่นร่างตัวเองเป็นศพอมตะ โดยมีทั้งครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของพิธี
ครอบครัวทั้งหมดน่าจะถูกควบคุมด้วยยันต์ หรือไม่ก็ถูกสะกดจิต แล้วเรียนรู้ขั้นตอนของการกลั่นศพล่วงหน้า ซึ่งขั้นตอนแรก ก็เริ่มที่ห้องลับนี้แหละ ศพถูกใส่ในโลง แล้วแขวนไว้บนตะขอในห้องนี้จากนั้นใช้เลือดอีกาเข้มข้นดูดซับพลังงานหยิน พอสะสมพลังได้เพียงพอ ก็ให้ครอบครัวทั้งหมดช่วยกันแบกโลงไปยังสถานที่กลั่นศพจริง ซึ่งก็น่าจะเป็น ถ้ำลับที่ซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง
จากนั้นทุกคนก็กลับมาจัดพิธีศพในคฤหาสน์ ฆ่าวัวหมูที่เตรียมไว้ในสวนหลังบ้าน เสร็จแล้ว แขวนคอตายหมู่ ศพของวัวหมูกับคนที่ผูกคอตัวเอง จะกลายเป็นปุ๋ยให้อาหารแก่ต้นไม้กลางสวน รากของมันจะดูดพลังหยินลงไปเรื่อย ๆ จนทำให้การกลั่นศพสำเร็จสมบูรณ์...แต่แล้วพวกเราก็ดันมาขัดจังหวะ ทุกอย่างที่วางแผนไว้อย่างดีถูกทำลาย เจ้าบ้านที่อยู่ในภาพนั่น บางทีอาจปีนออกมาจากโลงแล้วก็ได้ ตอนที่พิธียังไม่ทันเสร็จ และบางที... ตอนนี้เขาอาจ กลับเข้ามาในบ้านหลังนี้แล้วก็ได้”
คำพูดของหัวหน้าห้องราวกับหยดน้ำแข็งที่แช่พวกเขาไว้ทั้งเป็น บรรยากาศทั้งหมดแข็งค้าง หายใจแทบไม่ออกทุกคนหันไปมองที่ประตูห้องนอน ซึ่งปิดไว้ด้วยหน้าต่างกระดาษ ไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่น้อย
¹ “การกลั่นศพ” เป็นคำเรียกเชิงพิธีกรรมหรือวิทยาศาสตร์เหนือธรรมชาติ หมายถึงการใช้วิธีเฉพาะ (เช่น ความร้อน สารกระตุ้น หรือเวทพิธี) เพื่อแยก “สารบางอย่าง” ที่มองไม่เห็นจากศพ เช่น พลังชีวิต วิญญาณ ความทรงจำ หรือเงาของตัวตนเดิม คล้ายการกลั่นในทางเคมี แต่เป็นการกลั่นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการตรวจจับทางกายภาพ