เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 เก็บศพ

บทที่ 10 เก็บศพ

บทที่ 10 เก็บศพ


โถงใหญ่ในคฤหาสน์

ทั้งสี่คนสวมถุงมือทำความสะอาดกับหน้ากากอนามัย กำลังเก็บอาหารเน่าทั้งหมดใส่ถุง เพื่อนำไปทิ้งนอกคฤหาสน์ พวกเขาพยายามใช้น้ำสะอาดล้างพื้นให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อลดกลิ่นเหม็นภายในตัวอาคาร ส่วนปัญหาที่ลานหลังบ้าน คงต้องปล่อยไว้ก่อน แล้วค่อยหาทางจัดการทีหลัง

หลังจากเคลียร์สถานที่จัดพิธีศพเรียบร้อยแล้ว ทั้งสี่ยังคงแบ่งหน้าที่กันไปติดอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘ไฟติดผนังแบบแถบ’ ไว้ทั่วทั้งคฤหาสน์ ไฟชนิดนี้มีลักษณะเป็นแถบยาวแบน สามารถติดบนเพดานหรือผนังได้อย่างง่ายดาย และด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง ทำให้สามารถส่องสว่างต่อเนื่องได้ยาวนานถึงหนึ่งสัปดาห์ โดยไม่ต้องชาร์จ

ด้วยวิธีนี้ จึงมั่นใจได้ว่าจะมีแสงสว่างเพียงพอตลอดช่วงเวลาการฝึกปฏิบัติจริง แม้ว่าโคมไฟจะถูกทำลายก็ไม่มีปัญหา ตลอดกระบวนการทั้งหมดใช้ระยะนานกว่าสามชั่วโมง และในช่วงเวลานั้น คฤหาสน์ทั้งหลังก็ยังคงสงบนิ่ง ไม่มีเสียงผิดปกติหรือภาพประหลาดใดปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

ชั้นสอง ห้องนอนใหญ่

ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ชั่วคราว พวกเขาเช็ดเหงื่อบนหน้าผากด้วยกระดาษทิชชู่ แล้วเริ่มหารือพูดคุยกันถึงพื้นที่ด้านหลังคฤหาสน์ซึ่งเป็นเขตที่รับมือได้ยากที่สุด และก็น่าสงสัยที่สุดด้วย

เพียงแค่คิดถึงกลิ่นในสวนหลังบ้าน แอนนาก็ยังรู้สึกปวดบิดในกระเพาะขึ้นมาทันที จากการประมาณคร่าว ๆ คาดว่าน่าจะมีหมูและวัวมากกว่า 30 ตัวกองพะเนินอยู่ในนั้นและแทบทั้งหมดอยู่ในสภาพ ‘ผิดปกติ’ ถ้าจะลากศพเหล่านั้นออกไปฝังทีละตัวบนภูเขาหรือในป่า ไม่เพียงแต่จะสิ้นเปลืองแรง แต่ยังเปลืองเวลาเกินไป และที่สำคัญคือ อาจจะมีเชื้อโรคชนิดร้ายแรงที่สามารถแพร่ระบาดได้ซ่อนอยู่ในซากพวกนั้น แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ ศพเหล่านั้นอาจจะไปเกี่ยวพันกับพิธีกรรมอันชั่วร้ายบางอย่างเข้า

แน่นอนว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ ร่างของมนุษย์สี่ศพที่ถูกแขวนอยู่บนต้นไม้ หลัวตี้ ผู้ที่ดูหนังสยองขวัญมาไม่น้อย กำลังใช้ความคิด แล้วก็ตกผลึกได้เป็นข้อสันนิษฐานหนึ่งที่น่าขนลุกเกินจะพูด

อาหารในห้องพิธีศพนั้น จริง ๆ แล้วอาจถูกจัดไว้ให้แขกอย่างพวกเขา ส่วนซากหมูและวัวที่เกลื่อนอยู่หลังบ้าน ก็คืออาหารของ ‘เจ้าของบ้าน’ ที่ถูกแขวนอยู่บนต้นไม้นั่น บางที... พอถึงเวลา เจ้าของร่างเหล่านั้นอาจจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง และเมื่อคิดมาถึงเรื่องนี้…

รองหัวหน้าชั้นที่นั่งพิงอยู่ตรงมุมผนังโค้งเสนอความคิดขึ้นมา

“เผามันซะ เผาพร้อมกับต้นไม้นั่นในสวนหลังบ้านเลย แบบนี้จะได้กำจัดกลิ่นและขจัดอันตรายไปพร้อมกัน”

ความคิดนี้ตรงกับที่หลัวตี้คิดไว้ไม่มีผิด ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้วการเผาคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดจริง ๆ แต่ปัญหาคือ...จะเผายังไงดีล่ะ? หัวหน้าชั้นเอานิ้วเคาะคางเบา ๆ พลางพยายามรื้อฟื้นความรู้จากวิชาทฤษฎีในห้องเรียน

“ซากสัตว์พวกนั้นส่วนใหญ่ตอนนี้อยู่ในสภาพบวมพองเพราะมีแก๊สสะสมในร่างกาย  กลิ่นที่เหม็นฟุ้งไปทั่วสวนหลังบ้าน ทุกคนก็คงได้สัมผัสกันไปแล้ว ถ้าเผาแบบส่งเดชล่ะก็...มันอาจจะระเบิดขึ้นมาก็ได้”

“งั้นเอาไปทิ้งบนภูเขาแทนดีกว่า หาเนินลาด ๆ แล้วโยนลงไปเลย” หลัวตี้ที่ยืนอยู่ใกล้หัวเตียงเอ่ยขึ้นทันที

“ซากสัตว์พวกนั้นไม่ต้องเผาก็ได้ แค่เผาศพมนุษย์สี่คนบนต้นไม้นั่นก็พอ”

หัวหน้าชั้นถามกลับอย่างรวดเร็ว

“แล้วจะเผายังไง? ถ้าเผาทั้งต้นไม้ก็อันตรายนะ ตอนนี้ระดับแก๊สมีเทนในสวนหลังบ้านน่าจะสูงเกินจุดที่ระเบิดได้แล้ว… ถ้าเกิดระเบิดขึ้นมา อาจลามไปทั้งคฤหาสน์เลยก็ได้”

“ก็แค่ย้ายศพออกไปเผาข้างนอก ยกออกไปที่ลานโล่งด้านนอกคฤหาสน์ ขุดหลุมตื้น ๆ แล้วตั้งฟืนให้พอ จากนั้นก็เผาตรงนั้นเลย”

หัวหน้าชั้นพยักหน้าช้า ๆ อย่างพอใจ

“วิธีนี้ใช้ได้เลย งั้นเราก็แบ่งหน้าที่เลยละกัน แอนนา เธอกับหลัวตี้ไปเตรียมฟืน ฉันกับเสี่ยวเกาจะไปย้ายศพเอง”

“ตกลง”

พอแอนนาได้ยินว่าตัวเองไม่ต้องไปยังสวนหลังบ้านที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ก็รีบหันไปกอดหัวหน้าห้องแน่นจนแทบหายใจไม่ออก แต่เกาโหยวเสวียนกลับพูดค้านขึ้นทันที

“ไม่ได้นะ ฉันคิดว่าพวกเราต้องไปกันทั้งสี่คน”

“ศพที่แขวนอยู่ในสวนหลังบ้านมันน่าสงสัยมาก ระหว่างขนย้ายอาจจะเกิดอันตรายขึ้นก็ได้ เราควรไปที่หลังบ้านกันเลย เอาศพออกไปไว้นอกคฤหาสน์ก่อน เรื่องเผาค่อยว่ากันทีหลัง”

หัวหน้าห้องเมื่อสลัดตัวหลุดจากการกอดของแอนนาได้ ก็ทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือ

“อื้ม ตกลงตามนี้เลย! ไปกันเถอะ ทุกคนเตรียมหน้ากากให้พร้อม เรามีสี่คน คนละศพพอดีเลย!”

“แล้วก็หิ้วถุงนอนของเราติดมือไปด้วย เอาไว้ใช้ห่อศพกันเชื้อโรคได้ ยังไงเราก็เจอห้องที่ใช้นอนพักได้แล้วอยู่แล้ว”

แอนนาที่เข้าใจว่าเธอไม่ต้องไปหลังบ้านเมื่อกี้ ถึงกับคลื่นไส้อีกครั้ง รีบคว้าหน้ากากมาสวมซ้อนกันสี่ชั้นในทันที

สวนหลังบ้าน

ซากหมูและวัวกองสุมระเกะระกะจนเกิดเป็นทางเดินคดเคี้ยว ระหว่างช่องว่างของทางเดินเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยของเหลวเน่าเปื่อยที่ไหลซึมออกมาจากร่างที่เน่าสลาย แมลงวันนับไม่ถ้วนพากันรุมตอมอย่างบ้าคลั่ง พวกมันเต้นรำ หมุนวน ร่วมงานเลี้ยงอันโอชะด้วยความหิวโหย

บางทีอาจจะเพราะได้ผ่านประสบการณ์ครั้งแรกมาแล้ว พอได้เห็น ‘ภาพอันงดงาม’ เบื้องหน้าอีกครั้ง ทุกคนจึงพอจะประคองสติไว้ได้บ้าง

ทุกคนคลุมตัวด้วยเสื้อกันฝน สวมถุงมือ และพันรอบรองเท้าด้วยถุงพลาสติกจนมิด

“ไปกันเถอะ~”

แปะ!

หลัวตี้เดินนำเป็นคนแรก หัวหน้าห้องรีบเดินตามหลังมาติดๆ เธอรู้สึกไม่สบายใจนักตอนที่ฝ่าเท้ากดลงบนของเหลวเหนียวหนืดเปียกแฉะพวกนั้น

“หลัวตี้ นายดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านอะไรเลยนะ? ที่โรงเรียนเราก็ไม่ได้เรียนอะไรแบบนี้นี่นา”

“ฉันทำอาหารที่บ้านบ่อย พอมีเวลาก็จะไปช่วยแม่จับจ่ายที่ตลาดสด ฆ่าสัตว์ปีกบ้างเป็นบางครั้ง เคยช่วยเชือดหมูด้วย เทียบกับที่นี่แล้ว...ก็แค่กลิ่นมันแรงกว่านิดเดียว ไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่”

หัวหน้าห้องไม่ได้สงสัยอะไรในคำพูดนั้น ตรงกันข้าม เธอกลับสนใจเรื่องอื่นมากกว่า

“ว้าว นายทำอาหารเป็นด้วยเหรอ? ถ้าเราผ่านด่านนี้ไปได้ ขอชิมฝีมือหน่อยได้ไหม?”

“ไม่ได้”

สายตาของหัวหน้าห้องเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง

“เดี๋ยวตอนเก็บศพอาจจะมีอันตรายเกิดขึ้น ระวังตัวด้วยนะ”

“อืม”

ทั้งสี่คนเหยียบย่ำผ่านคราบสกปรก จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้า ต้นฮว๋าย กลางสวน ไม่รู้ว่าเพราะมันดูดซับของโสมมมานานแค่ไหน เปลือกของลำต้นนั้นถึงได้เต็มไปด้วยรูพรุนเล็กจนน่าขนลุก และลมเย็นยะเยือกที่พัดวนรอบคฤหาสน์หลังนี้ ก็เหมือนจะไหลซึมออกมาจากรูพวกนั้น รูพรุนเรียงรายหนาแน่นไปหมด มองแล้วชวนให้รู้สึกไม่สบายตา

ศพที่แขวนอยู่บนกิ่งไม้สี่ร่าง ดูแล้วน่าจะเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ ภรรยาของเขา และลูกชายลูกสาวของทั้งคู่ความสูงของเชือกแขวนแต่ละเส้น ดูเหมือนจะถูกจัดวางมาอย่างจงใจ ชายชราที่น่าจะเป็นหัวหน้าครอบครัว ถูกแขวนไว้สูงที่สุด และร่างของเขาก็เน่าเฟะมากที่สุด รองลงมาคือหญิงวัยกลางคน และที่อยู่ต่ำสุดคือชายหญิงวัยหนุ่มสาวสองคน ซึ่งเริ่มแสดงอาการบวมอืด ให้เห็นแล้ว

ดูจากลักษณะ น่าจะเป็นพวกเขาที่จัดเตรียมบ้านหลังนี้ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยฆ่าตัวตายตามกันเป็นลำดับหลัวตี้ยังสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างบนร่างของพวกเขา โดยเฉพาะร่างของชายชราที่แขวนอยู่สูงสุดและตายมานานที่สุด บริเวณเล็บของเขามีจุดดำๆ ขึ้นอยู่เต็มไปหมด บางส่วนเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท และยังยาวยื่นออกมาเล็กน้อยให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า แม้จะตายไปแล้ว...เล็บของเขาก็ยังคงงอกยาวต่อไป

แต่แล้ว...ปัญหาใหม่ก็โผล่ขึ้น จะเอาศพที่อยู่ด้านบนสุดลงมายังไงดี?

ศพของคนหนุ่มสาวสองร่าง รวมทั้งศพของหญิงวัยกลางคน ถูกนำลงมาได้โดยไม่มีปัญหาอะไร ตอนตัดเชือกหรือเอาศพใส่ในถุงก็ไม่ได้มีอะไรผิกปกติเกิดขึ้น ลานหลังบ้านยังคงเหม็นเน่าคลุ้งไปทั่ว แต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่นใด

ต่อไปก็เหลือแค่ร่างของชายชราที่แขวนอยู่บนสุด พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะปีนต้นไม้ขึ้นไป แต่เป็นหลัวตี้ที่ร่วมมือกับแอนนาอีกครั้ง โดยเขาขึ้นไปเหยียบบนไหล่ของเธอ ซึ่งสูงพอจะเอื้อมถึงเชือกที่ใช้แขวนศพ ในมือถือมีดพร้าขนาดใหญ่

ฉับ! เชือกป่านถูกฟันขาดในพริบตา ร่างของชายชราที่ไร้จุดยึดก็ร่วงดิ่งลงมา แทบจะเฉียดตัวหลัวตี้ในระยะประชิด ไม่รู้ว่าเพราะอะไร...หรืออาจเป็นสัญชาตญาณก็ได้ เขารู้สึกถึงอันตราย และขยับขาไปด้านหลังโดยอัตโนมัติแต่เพราะเขายืนอยู่บนไหล่ของแอนนา การก้าวถอยทำให้เขาล้มลงไปด้านหลัง

ทว่าการกระแทกพื้นอย่างที่คาดไว้กลับไม่เกิดขึ้น สองมือที่ยกขึ้นมาป้องกันศีรษะค้างอยู่กลางอากาศ หลัวตี้รู้สึกสับสนเล็กน้อย เขารู้สึกได้ถึงสองแขนที่แข็งแรง โอบพยุงแผ่นหลังและต้นขาของเขาไว้มั่น แอนนาออกตัวเร็วมาก เธอตอบสนองอย่างรวดเร็ว หันตัวและยื่นมือออกไปแทบจะในเสี้ยววินาทีที่หลัวตี้เสียหลัก จังหวะพอดิบพอดีกับที่เขากำลังจะร่วง

หลัวตี้ไม่ได้รู้สึกอายอะไร กลับกันเขาแปลกใจมากกว่าที่เด็กม.ปลายคนหนึ่งจะสามารถรับน้ำหนักตัวเขาที่หนักถึง 80 กิโลกรัมได้อย่างง่ายดาย และนั่นก็ยิ่งทำให้เขาประเมินแอนนา นักเรียนต่างชาติจากโรงเรียนอื่นคนนี้ สูงขึ้นไปอีกระดับ ทางหัวหน้าห้องกับเกาโหยวเสวียนก็ช่วยกันจัดการกับศพอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ พวกเธอสองคนจะกอดกันอีกนานไหม เดี๋ยวก็โดนห้องปกครองเรียกไปอบรมหรอกน”

หัวหน้าห้องหัวเราะแปลกๆ แล้วใช้โหมดถ่ายภาพในนาข้อมืออัจฉริยะของตัวเองเก็บภาพเหตุการณ์นี้เอาไว้ เป็นความทรงจำอีกชิ้นจากการปฏิบัติภาคสนามครั้งนี้

จบบทที่ บทที่ 10 เก็บศพ

คัดลอกลิงก์แล้ว