- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 9 การต้อนรับอย่างอบอุ่น
บทที่ 9 การต้อนรับอย่างอบอุ่น
บทที่ 9 การต้อนรับอย่างอบอุ่น
“นี่น่ะเหรอ...โคมขาว?” แอนนาเอ่ยขึ้น พลางเงยหน้ามองมันอย่างสนใจ
“เคยได้ยินมาว่าพวกคนจีน เวลาจัดงานศพ มักจะเอาเจ้านี่มาแขวน เคยเห็นในหนังสือเรียนหลายรูปเลย แต่พึ่งจะได้เห็นของจริงก็วันนี้แหละ”
ด้วยความที่แอนนาเป็นคนตัวสูงมาก เธอจึงเอื้อมถึงโคมได้อย่างง่ายดาย และด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงยื่นมือจะไปจับดูใกล้ๆ แต่ทันใดนั้นเอง “ไปกันได้แล้ว” หัวหน้าห้องก็รีบคว้าแขนเธอไว้ ดึงตัวออกห่าง
“ของแบบนี้มันไม่เป็นมงคล แถมยังอาจจะเป็นอันตรายได้ในสถานการณ์ฝึกแบบนี้ด้วย”
“รู้แล้วๆ เหวินเหวิน ฉันไม่ได้จะจับมั่วซั่วซะหน่อย”
แอนนาเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเธอเชื่อใจเพื่อนสนิทของเธออย่างสุดหัวใจ เธอหันไปมองที่ประตูไม้แดงที่ถูกปลดล็อกไว้เรียบร้อยแล้ว แผ่นไม้หนักแน่นที่ปิดทางเข้า ถูกผลักออกด้วยแรงแขนที่มั่นคง
แอ๊ด…
เสียงประตูไม้เก่าที่ผุกร่อนเล็กน้อยดังขึ้น เมื่อมันค่อยๆ ถูกผลักเข้าไปด้านใน
ภายในลานหน้าบ้านเต็มไปด้วยวัชพืชขึ้นรกจนบดบังแนวทางเดินหินที่เคยมีอยู่ ลมเย็นที่พัดผ่านยังคงไม่หยุด และความหนาวก็ยิ่งทวีขึ้นอย่างน่าขนลุก
หลังจากยืนยันแล้วว่าในลานด้านหน้าไม่มีสิ่งผิดปกติ พวกเขาทั้งสี่ก็เดินย่ำไปบนทางเดินหินที่แทบมองไม่เห็น เพราะมันถูกฝังอยู่ใต้พงหญ้า มุ่งหน้าไปยังประตูหน้าของอาคารหลักในคฤหาสน์ ประตูที่ตกแต่งด้วยลายไม้แกะสลักอย่างประณีตนั้นไม่ได้ล็อกแต่อย่างใด แต่ทุกคนกลับลังเลที่จะผลักมันเข้าไป เพราะตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาปลดล็อกประตูแรก การณ์ฝึกก็ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว และ ทุกอย่างหลังจากนี้ล้วนมีความเสี่ยง
พวกเขาจึงใช้วิธีการเดิมแบบตอนเปิดประตูใหญ่ ทุกคนถอยออกห่างเล็กน้อย แล้วให้หัวหน้าห้องใช้ไม้เท้าปีนเขาผลักบานประตูอย่างเบามือ ในขณะที่ประตูเปิดออกอย่างช้าๆ ทุกคนก็ตั้งท่าพร้อมรับมือ ดวงตาจ้องเขม็ง และกลั้นหายใจ แต่ประตูก็ถูกเปิดออกโดยไม่มีอะไรโผล่ออกมา ไม่มีสิ่งใดพุ่งเข้าจู่โจม ไม่มีแม้แต่เงาคน
ทว่ากลิ่นฉุนแรงก็พุ่งออกมาราวกับหมัดล่องหน ราวกับแขนเรียวเล็กที่มองไม่เห็นกำลังสาวเข้ามาในลำคอของพวกเขา ปลายนิ้วเย็นเฉียบบีบเบาๆ ที่ผนังกระเพาะ แล้วค่อยๆ ลากขึ้นมายังหลอดอาหาร ...แม้พวกเขาจะผ่านการฝึกฝนจากในโรงเรียนมาแล้วหลายอย่าง แต่ “เรื่องกลิ่น” นั้น แทบไม่มีใครเคยได้รับการฝึกเลย
ยกเว้นก็เพียง หลัวตี้คนเดียวที่ยังคงยืนอย่างมั่นคง ส่วนคนอื่นๆ ถึงกับหน้าบิดเบี้ยว พยายามกลั้นอาเจียนอย่างเต็มที่ หัวหน้าห้องหยิบหน้ากากอนามัยที่เตรียมไว้ในกระเป๋าสะพายฉุกเฉินออกมาอย่างว่องไว แจกจ่ายให้ทุกคนอย่างเป็นระเบียบ ทุกคนจึงสามารถฟื้นตัวกลับมาได้บ้างหลังสวมหน้ากาก
เมื่อกำจัดปัญหาเรื่องกลิ่นออกไปได้แล้ว ทุกคนก็ก้าวเข้าสู่โถงกลางของคฤหาสน์ ที่นี่ถูกตกแต่งให้เหมือนกับศาลาจัดงานศพ ผ้าม่านขาวผืนยาวโบกสะบัดเป็นคลื่นรอบห้องตามจังหวะลมเย็น ๆ โต๊ะบูชาไม้สีแดงวางอยู่ตรงกลาง บนโต๊ะมีชามข้าวสี่ใบที่ขึ้นราเขียวคล้ำ ข้าวในนั้นมีธูปหมดไฟปักคาไว้ อาหารและผลไม้ที่เคยถูกจัดถวายไว้นั้นเน่าเสียไปหมดแล้ว พวกแมลงและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยการย่อยสลายได้กำลังสร้างรังและกินอาหารเน่าเปื่อยเหล่านั้นอย่างเอร็ดอร่อย
แต่ที่น่าแปลกก็คือ… แม้ทุกอย่างจะถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย ทั้งเครื่องเซ่นและผ้าขาวผืนใหญ่ แต่กลับไม่มีสิ่งที่สำคัญที่สุดในพิธีศพ นั่นก็คือ ‘รูปถ่ายของผู้ตาย’
ในตอนนั้นเอง หัวหน้าห้องที่ตอนนี้สวมหน้ากากอยู่ แววตาของเธอเปลี่ยนไป เธอมองไปรอบห้องอย่างเร็วแล้วออกคำสั่งเสียงหนักแน่น
“ต่อจากนี้ เราจะไม่แยกกัน ทุกคนจะเคลื่อนไหวพร้อมกัน ตรวจสอบคฤหาสน์ทั้งหลังให้ทั่ว ถ้าพบว่าไม่มีอันตรายอะไร แล้วค่อยกลับมาจัดการกับของเน่าเสียในห้องนี้”
การตรวจสอบทั้งคฤหาสน์จึงเริ่มต้นขึ้น
หน้าต่างทุกบานถูกปิดด้วยกระดาษลายดอกไม้สีขาวตามแบบงานศพ ทำให้แสงธรรมชาติเข้าได้อย่างจำกัด คฤหาสน์ทั้งหลังจึงจมอยู่ในบรรยากาศสลัวๆ
แสงสว่างจากโคมขาวที่แขวนไว้ตามโถงทางเดินกลายเป็นแหล่งแสงหลักที่แทบจะขาดไม่ได้ หลังจากการสำรวจที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดผ่านไป ปรากฏว่าไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น คฤหาสน์ทั้งหลังยังคงเงียบสงัดจนไม่เห็นแม้แต่เงาคน และที่สำคัญคือยังคงไม่พบ “รูปถ่ายของผู้ตาย”
แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ ที่ห้องนอนใหญ่บนชั้นสอง มีขนาดกว้างขวาง และแสงธรรมชาติก็ส่องเข้ามาได้ดี หากตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัย ก็อาจใช้เป็นที่พักหลบภัยได้ แทนที่จะต้องออกไปตั้งแคมป์ข้างนอก
เมื่อไม่พบอะไรผิดปกติในคฤหาสน์หลัก ต่อไปจึงเหลือเพียง… ลานหลังบ้าน ที่ยังไม่ได้สำรวจ สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ภายในอาคารสองชั้นนี้ ไม่มีหน้าต่างสักบานเดียวที่มองออกไปยังลานหลังบ้านได้ แต่ เกาโหยวเสวียน ที่ช่างสังเกต ก็พบว่าเดิมทีเคยมีหน้าต่างอยู่ แต่มันถูกอุดปิดด้วยซีเมนต์ ไปหมดแล้ว
ในตัวอาคาร มีเพียงแค่ประตูบานเดียวที่เชื่อมต่อไปยังลานด้านหลัง และมันไม่ใช่ประตูไม้แบบบ้านเก่า ๆ แต่เป็น ประตูเหล็กแบบสมัยใหม่ ที่แปลกกว่านั้นคือมันไม่มีช่องเสียบกุญแจ เปิดจากด้านในไม่ได้ และรู้สึกได้ว่าด้านหลังประตูเหมือนมีของหนักๆ บางอย่างดันไว้ พวกเขาทั้งสี่จึงไม่สามารถเปิดประตูนี้ได้เลย ทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้อง อ้อมไปทางนอกตัวบ้าน แล้วพยายามปีนกำแพงเข้าไปดู แม้กำแพงรอบลานหน้าบ้านจะดูปกติไม่มีอะไร แต่กำแพงที่หลังบ้านนั้น ด้านบนเต็มไปด้วยลวดหนามขึ้นสนิม มันพันกันแน่น และยังมีใบมีดเล็กๆ ติดอยู่ตามเส้นลวดอีกด้วย
แม้จะมองผ่านกำแพงเข้าไปได้แค่นิดเดียว แต่พวกเขาก็สามารถเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่ดูบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ยอดไม้โผล่พ้นขึ้นมา และมันมีลักษณะคล้ายกับต้นฮว๋ายที่หลัวตี้เจอในป่าซึ่งมีกล่องเหล็กวางอยู่ข้างใต้ มันอาจจะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจฝึกภาคสนามในครั้งนี้ก็ได้
หัวหน้าห้องเริ่มเตรียมอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ เช่น สนับเข่า สนับศอก และถุงมือหนา เตรียมตัวจะปีนข้ามลวดหนามอันตรายพวกนั้น แต่ในตอนนั้นเอง หลัวตี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังสุด เงยหน้ามองกำแพงก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
“ให้ฉันเหยียบไหล่แอนนาก็ได้ ฉันอาจจะปีนไปถึงแล้วใช้เลื่อยตัดลวดหนามข้างบนก่อนจะได้ปลอดภัยมากกว่า”
แอนนาเห็นด้วยทันที เธอกำหมัดแล้วทุบลงบนฝ่ามืออีกข้างเบาๆ พร้อมยิ้ม
“เห็นด้วย! เหวินเหวิน เธออย่าปีนคนเดียวดีกว่า เดี๋ยวเผลอโดนบาดติดเชื้อบาดทะยักขึ้นมาจะลำบากเอานะ”
“โอเค~ งั้นก็ต้องดูว่าพวกเธอจะร่วมมือกันได้ดีแค่ไหนแล้วล่ะ”
ต้องยอมรับว่าร่างกายของแอนนาแข็งแกร่งจริงๆ
ทันทีที่หลัวตี้เหยียบลงบนบ่าเธอ แอนนาที่อยู่ในท่านั่งยองก็ลุกขึ้นอย่างมั่นคงโดยไร้อาการสั่นไหวแม้แต่น้อย ทุกจังหวะที่เคลื่อนไหวไม่มีความลังเลเลยสักนิด ทว่าต่อให้เป็นความสูงของทั้งสองคนรวมกัน ก็ยังพอให้เอื้อมถึงแค่ขอบบนของกำแพงเท่านั้น
หลัวตี้ยื่นมือซ้ายที่สวมถุงมือออกไป คว้าขอบกำแพงไว้แน่นเพื่อรักษาสมดุล
วื๊งง!
เลื่อยยนต์ที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตในเขตพิเศษเริ่มทำงานเป็นครั้งแรก ภายใต้แรงขับของมอเตอร์ ใบเลื่อยโลหะก็ตัดผ่านลวดหนาๆ ที่เป็นสนิมจนขาดได้อย่างง่ายดาย เสียงลวดร่วงหล่นดังก้อง เผยให้เห็นช่องว่างบนกำแพงที่กว้างพอให้คนหนึ่งคนลอดผ่านไปได้
หลัวตี้ยันมือขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว เท้าของเขาเหยียบกำแพงอย่างมั่นคง ท่าทางเขาดูชินกับการทำเรื่องแบบนี้เอามากๆ แต่ทันทีที่สายตาเขาเหลือบมองเข้าไปยังด้านในของสวนหลังบ้าน ร่างกายของหลัวตี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ความเย็นเยียบแผ่ซ่านอยู่ในน้ำเสียงของเขา
“ประตูเหล็กที่เชื่อมไปยังตัวอาคารหลัก น่าจะสามารถเปิดจากข้างในได้ พวกเธอไปรออยู่ที่ประตูเลย เดี๋ยวฉันจะเปิดให้จากข้างใน”
พูดจบ เขาก็ย่อตัว กระโดดลงไปในสวนหลังบ้านอย่างมั่นคง พวกหัวหน้าห้องทั้งสามคนรีบเดินย้อนกลับไปยังตัวบ้าน ระหว่างทาง แอนนาเอียงหน้าไปกระซิบเบาๆ ข้างหูหัวหน้าห้องว่า
“เหวินเหวิน หมอนี่ดูเหมือนจะมีดีนะ ทรงตัวมั่นคง ทำอะไรก็คล่องแคล่ว”
เหวินเหวินที่อยู่ภายใต้หน้ากากสีขาว หรี่ตาลงเล็กน้อยจนเป็นเส้นโค้ง
“เขาน่ะ เก่งมากจริงๆ”
พอพวกเขาเดินกลับมาถึงหน้าประตูเหล็กที่เชื่อมกับสวนหลังบ้าน เสียงบางอย่างก็ดังมาจากด้านใน เหมือนมีวัตถุหนักๆ กำลังถูกลากออกจากกันอย่างช้าๆ ทีละชิ้น ต่อมา ไม่นานก็ได้ยินเสียงเลื่อยยนต์อีกระลอก
แกร๊ก!
เสียงโซ่ล็อกด้านในที่ถูกตัดขาดดังขึ้น แล้วประตูเลื่อนเหล็กก็ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ เมื่อประตูเปิดจนสุด เบื้องหน้าคือภาพของสวนหลังบ้านทั้งหมด นักเรียนมัธยมทั้งสามคนที่ยืนอยู่หน้าประตูถึงกับนิ่งงัน สีหน้าพวกเขาเปลี่ยนไปหลายรอบภายในเวลาไม่กี่วินาที
สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงไม่ใช่แค่ภาพที่เห็น...แต่เป็นกลิ่น กลิ่นที่เข้มข้นรุนแรง พัดพามากับสายลมเย็นเฉียบจนสามารถซึมผ่านหน้ากาก ดันทะลุเข้าจมูก แทรกซึมเข้าสู่โพรงปาก และแม้กระทั่งลิ้นที่ปิดสนิทอยู่ในปากก็ยังสามารถรับรู้ถึงรสชาติอันแปลกประหลาดนี้ได้ชัดเจน มันเข้มข้นยิ่งกว่าที่เคยสัมผัสในโถงใหญ่หลายเท่า
กลิ่นและภาพเบื้องหน้าประสานกันจนกลายเป็นแรงกระแทกอย่างรุนแรงจนสติหลุดลอย เหมือนไข้สูงรุนแรงที่พัดถล่มเข้ามาในสมอง กลืนกินสติสัมปชัญญะทั้งหมด
ถ้าเปรียบความรู้สึกก่อนหน้านี้ในโถงทางเข้าเป็นแค่ ‘อาหารเรียกน้ำย่อย’งั้นสิ่งที่พวกเขาเห็นตอนนี้ก็คือ ‘จานหลัก’ ของวันนี้โดยแท้
แอนนาเป็นคนแรกที่รับไม่ไหว เธออาเจียนพรวดลงพื้นทันที เกาโหยวเสวียนยกมือขึ้นกุมท้อง จากนั้นก็หมุนตัวกลับเพื่อไปยังห้องน้ำในตัวบ้าน ลู่เหวินกัดฟันฝืน กลั้นอาการคลื่นไส้ไว้สุดชีวิต มือทั้งสองข้างกดหน้ากากแน่น หลังจากต่อสู้กับสัญชาตญาณอยู่พักใหญ่ เธอก็ยืนหยัดขึ้นอีกครั้ง พร้อมมองภาพตรงหน้าอย่างมีสติ
ทั้งสวนหลังบ้านเต็มไปด้วยซากศพของวัวและหมู รวมถึงของเสียที่พวกมันขับถ่ายออกมาหลังความตาย แมลงวันบินว่อนหนาแน่น แต่ที่น่าพิศวงคือ…กลิ่นที่รุนแรงขนาดนี้ ทำไมตอนอยู่ด้านนอกกำแพงพวกเขาถึงไม่ได้กลิ่นเลย? เหมือนกับว่าทั้งสวนหลังบ้านถูกปกคลุมด้วยอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น
แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งศพสัตว์และกลิ่นไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจที่สุด สายตาของลู่เหวินหันไปจ้องที่กลางสวน ที่นั่นมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มันคือต้นหวน ที่ทั้งสูงใหญ่และบิดเบี้ยว ใต้กิ่งไม้ที่บิดเบี้ยวไปมานั้น มีร่างของชายหญิงชาวฮัวเซี่ยสี่คน สวมเสื้อผ้าโบราณ พวกเขาถูกแขวนไว้ด้วยเชือกปอ แต่ละคนห้อยต่องแต่งอยู่ตรงจุดต่างๆ ของต้นไม้ ร่างของพวกเขาเน่าเปื่อยในระดับที่ไม่เท่ากัน แต่ดวงตาที่โปนออกมากลับจ้องตรงไปยังตัวบ้านอย่างพร้อมเพรียง
จ้องไปยังประตูเพียงบานเดียว
จ้องไปยังกลุ่มผู้บุกรุกวัยเยาว์
ประกอบเข้ากับธีม ‘การบูชาความตาย’ ของตัวบ้านแล้ว…
มันเหมือนพวกเขาจัดพิธีศพให้ตัวเอง และแขกที่ได้รับเชิญ… ก็คือทั้งสี่คนที่ตามกุญแจของตัวบ้านมาถึงที่นี่