เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 เลื่อยยนต์กับมีด

บทที่ 5 เลื่อยยนต์กับมีด

บทที่ 5 เลื่อยยนต์กับมีด


ในยุคที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะกำลังได้รับความนิยม และมีพลังงานทางเลือก เสียงเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันจึงแทบไม่เหลือให้ได้ยินอีกแล้วในชีวิตของหลัวตี้ เสียงของเลื่อยยนต์น้ำมันจากยุคก่อนนี้ กลับทำให้เขานึกถึงภาพยนตร์เรื่องโปรดที่สุดของเขา โดยไม่ทันรู้ตัว ร่างกายของเขาก็พาตัวเองมายืนอยู่หน้าชั้นวางสินค้าแล้ว

“น้องชายสนใจเลื่อยยนต์หรอ? ดูแล้วร่างกายก็แข็งแรงดีนี่ อยากลองใช้ดูไหม?”

เจ้าของร้านรูปร่างเจ้าเนื้อที่เต็มไปด้วยกล้ามไม่ปล่อยโอกาสในการขายให้หลุดมือ ใครจะคิดว่าในสมัยนี้จะยังมีคนเดินมาซื้อเลื่อยยนต์กันอยู่

“ขอดูหน่อยครับ”

ในร้านมีเลื่อยยนต์แบบโบราณเป็นหลัก แต่ก็มีรุ่นใหม่ที่ใช้แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงวางอยู่สองสามเครื่อง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชาร์จไฟ ความสะดวกในการพกพา หรือพลังในการทำงาน ก็ล้วนดีกว่าเลื่อยน้ำมันแบบดั้งเดิมทั้งนั้น

ปลายนิ้วของหลัวตี้เลื่อนไปตามฟันเลื่อยอย่างแผ่วเบา สูดกลิ่นน้ำมันเบนซินจากห้องเครื่องคล้ายกับกำลังดำดิ่งเข้าไปในฉากล่าสุดคลาสสิคที่น่าจดจำที่สุดในหนังเรื่องนั้น แต่เขาก็เรียกสติตัวเองกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เขาก้มมองป้ายราคา เลื่อยน้ำมันแบบวินเทจราคาประมาณ 2,600–3,000 รูเบิล เมื่อแปลงเป็นเงินของประเทศเขาก็ราว ๆ สองร้อยกว่าหยวน ส่วนเลื่อยไฟฟ้ารุ่นใหม่ มีราคาสูงกว่าถึงสามเท่า

ทันใดนั้นเอง ใบหน้าที่ดูสะอาดสะอ้านใบหนึ่งก็เข้ามาใกล้ และมองดูเลื่อยพวกนั้นเคียงข้างกับเขา

“นายชอบของพวกนี้เหรอ ? ก็ดีนะ เพราะที่เราจะไปฝึกภาคสนามก็อยู่ในเขตป่า อาจจะใช้มันตัดไม้มาก่อไฟก็ได้ซื้ออันนี้เถอะ มันดูดีเลยล่ะ” หัวหน้าห้องชี้ไปที่เลื่อยไฟฟ้าแบบพกพารุ่นหนึ่งที่มีผิวภายนอกเคลือบเงิน ราคา 25,000 รูเบิล

ราคานี้สำหรับหลัวตี้แล้วสูงเกินไป เขาส่ายหัวปฏิเสธ แต่หัวหน้าห้องก็หยิบเลื่อยเคลือบเงินเครื่องนั้นขึ้นมาวางที่เคาน์เตอร์แล้วบอกว่า

“ที่ที่เราจะไปน่ะ ไม่มีน้ำมันขายหรอกนะ ถ้านายใช้เลื่อยถูก ๆ แล้วน้ำมันหมด มันก็จะกลายเป็นแค่เศษเหล็กไร้ประโยชน์ แถมยังอันใหญ่เทอะทะ พกพายากจะตายไป ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินหรอก ขอแค่ฝึกภาคสนามผ่าน มูลค่าของมันก็คุ้มกว่าของที่ซื้อพวกนี้ทั้งหมด ต่อให้ฉันให้พ่อมาซื้อให้ เขาก็ต้องเลือกของที่แพงที่สุด ดีที่สุดให้อยู่แล้วล่ะ นี่เขาเรียกว่าการลงทุนที่คุ้มค่านะ เข้าใจไหม?”

ตลอดสองปีที่เรียนมัธยมปลายมาด้วยกัน หลัวตี้แทบไม่มีปฏิสัมพันธ์อะไรกับหัวหน้าห้องเลยนอกจากในห้องเรียน ความกระตือรือร้นที่จู่ ๆ ก็โผล่มาแบบนี้ ทำเอาเขาปรับตัวไม่ค่อยถูก แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ

เลื่อยไฟฟ้าเคลือบเงินที่หัวหน้าห้องเลือกมานั้นก็ดูน่าสนใจจริง ๆ เป็นสินค้ารุ่นใหม่ที่มีฟังก์ชันพับเก็บได้ แค่กดปุ่มด้านข้าง ฟันเลื่อยที่ยื่นออกมาก็จะพับเก็บเข้าไปได้ทั้งหมด  ตอนที่พับแล้วก็จะดูคล้ายกระเป๋าหิ้วสีเงินขนาดเล็ก น้ำหนักกำลังดี ขับเคลื่อนง่ายกว่าเลื่อยน้ำมันเต็มถัง และยังให้พลังในการทำงานสูงกว่าอีกด้วย

ถึงหลัวตี้จะอยากรื้อฟื้นฉากในหนังแบบเป๊ะ ๆ แค่ไหน แต่เมื่อคิดถึงความพิเศษของการฝึกภาคสนาม เขาก็เลือกที่จะปลอดภัยไว้ก่อน

“ขอบใจนะ”

ตอนรับเลื่อยมา เขายังสังเกตเห็นโลโก้ของบริษัทชื่อดังที่สลักอยู่บนตัวเครื่องอีกด้วย

‘ลุค อิเล็กทรอนิกส์  มุ่งเน้นในการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าอัจฉริยะแบบทันสมัย รับประกันคุณภาพได้แน่นอน’

ขณะที่หลัวตี้กำลังสัมผัสความรู้สึกจากเลื่อยยนต์ใหม่อย่างละเอียด หัวหน้าห้องก็ไปถึงร้านขายอาวุธซึ่งอยู่ห่างออกไปราวสิบเมตรแล้ว

“หลัวตี้ นายไม่ลองเลือกมีดอีกสักเล่มหน่อยเหรอ? ถึงยังไงเลื่อยยนต์อะไรนั่นก็ดูเว่อร์ไปนิดนะ ฉันไม่เคยเห็นใครใช้ของแบบนั้นในการป้องกันตัวเลย อีกอย่าง ครูสอนพิเศษที่บ้านฉันก็เคยสอนว่า การพึ่งพาพลังงานไฟฟ้ามากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี อุปกรณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานชีวภาพของร่างกายเท่านั้นถึงจะมั่นคงที่สุด”

“โอเค” หลัวตี้เองก็ไม่ได้ใส่ใจนัก  ยังไงก็เป็นเงินของหัวหน้าห้องอยู่ดี สุดท้ายเขาก็เลือกมีดตัดไม้เล่มหนึ่ง ซึ่งเข้ากับสไตล์ของเขามาก มันแทบจะเหมือนกับที่ใช้ในหนังเรื่อง “Friday the 13th”

ทันทีที่ได้จับด้ามไม้จริง  แขนของเขาก็ยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว แล้วฟันไปยังบริเวณที่ไม่มีคน

ฟึ่บ! 

ท่าทางแทบจะเหมือนในหนังแบบเป๊ะ ๆ เสียงที่เกิดจากการที่ใบมีดผ่าผ่าอากาศนั้นหนักหน่วงมาก สมาชิกคนอื่น ๆ มาเห็นเข้าพอดี  แอนนา ผู้มีผมสีบลอนด์ก็ยิ่งสนใจผู้ชายคนนี้มากขึ้น  เธอกระซิบเบา ๆ ว่า “ต้องหาโอกาสมางัดข้อกับหมอนี่ให้ได้เลย”

หัวหน้าห้องยกแขนขึ้นส่งสัญญาณเรียกทุกคนให้รวมตัว

“ของที่เราจะใช้ก็ซื้อกันครบแล้ว ตอนนี้ออกเดินทางไปที่สถาบันวิจัยเพื่อยืนยันรายละเอียดภาคปฏิบัติของครั้งนี้ จากนั้นจะตรวจร่างกายเบื้องต้นแล้วก็ลงชื่อ”

“ขอบคุณนะเหวินเหวินของฉัน!” แอนนากระโดดกอดแน่นเสียจนดูเหมือนหัวหน้าห้องจะโดนบีบจนแหลก เกาโหยวเสวียนก็พยักหน้าขอบคุณอย่างสุภาพ ส่วนหลัวตี้ เขาเคยกล่าวขอบคุณตอนซื้อเลื่อยยนต์ไปแล้ว ก็เลยไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม

รถที่บรรทุกนักเรียนมัธยมปลายทั้งสี่ ขับไปยังสถาบันวิจัยของเมือง หน่วยงานระดับเมืองขึ้นไปทุกแห่ง มีสิทธิ์จัดกิจกรรม “ภาคปฏิบัติทางสังคม” ให้กับนักเรียน

หัวหน้าห้องจัดการทุกอย่างไว้ล่วงหน้าเรียบร้อย ขั้นตอนต่าง ๆ จึงดำเนินไปอย่างง่ายดาย เพียงแต่ว่าในส่วนของกฎระเบียบ ทางสถาบันดูเหมือนจะตั้งใจเก็บงำไว้ก่อน และจะอธิบายรายละเอียดให้ฟังระหว่างเดินทางไปพื้นที่ปฏิบัติพรุ่งนี้

“คืนนี้ทุกคนอย่าลืมนอนเร็วหน่อยนะ พรุ่งนี้ต้องมารวมตัวกันที่หน้าสถาบันตอน 06:30 ขอให้กิจกรรมภาคปฏิบัติจำลองของพวกเราผ่านไปด้วยดี!”

“อืม”

แต่ละคนต่างแยกย้ายกันกลับ หลัวตี้ยังคงเลือกขึ้นรถเมล์ที่เขาเห็นว่า ‘คุ้มค่าที่สุด’ แต่ก่อนที่เขาจะเดินไปถึงป้าย รถสปอร์ตสีขาวล้วนก็จอดลงข้างเขา หน้าต่างรถเลื่อนลง หัวหน้าห้องลดแว่นกันแดดลง โบกมือเรียกเขาเร็ว ๆ

“ยังจะยืนเฉยอยู่อีก เดี๋ยวฉันจะโดนถ่ายรูปแล้วถูกหักคะแนนนะ!”

หลัวตี้เดินไปที่เบาะหลังของรถก่อน แต่ด้านหลังรถกลับเต็มไปด้วยของ

เขาเลยต้องจำใจนั่งที่เบาะหน้าแทน

“หัวหน้าห้อง เธอขับรถเป็นเหรอ?”

“อายุสิบหกก็สอบใบขับขี่ฝึกหัดได้แล้วนะ ฉันสอบผ่านแบบคะแนนเต็มทั้งหมดเลย วางใจเถอะ บอกมาว่าบ้านนายอยู่ไหน ฉันจะไปส่ง”

“ชุมชนบ้านพักหมายเลขสิบสาม”

หัวหน้าห้องรีบปรับท่านั่งให้ตรง เธอจับพวงมาลัยแน่น แล้วพูดเสียงเหมือน A.I. ว่า

“รับทราบ ระบบนำทางแม่นยำเปิดใช้งานแล้ว โชเฟอร์มากประสบการณ์กว่ายี่สิบปีจะบริการท่านตลอดเส้นทาง”

ขณะเหยียบคันเร่ง หัวหน้าห้องก็เหลือบมองไปที่เขา เธอบังเอิญได้เห็นรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าของหลัวตี้

“เชอะ~ ดูเหมือนนายจะยิ้มเป็นนะ วันนี้ทั้งวันนายทำหน้าตายเป็นหินเลย เกาโหยวเสวียนก็เหมือนกัน น่าเบื่อชะมัด”

“เปล่านี่”

“ว่าแต่หลัวตี้ ตอนเราไปตรวจร่างกายที่สถาบันวันนี้ ถึงร่างกายนายจะผ่านเกณฑ์ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าสุขภาพดีเท่าไหร่ ขาดแร่ธาตุจำเป็นไปตั้งหลายอย่าง”

หัวหน้าห้องเปลี่ยนมาใช้มือเดียวขับรถ อีกมือเปิดช่องเก็บของอย่างคล่องแคล่ว หยิบขวดวิตามินออกมาขวดหนึ่ง

“ของนี่ฉันยังไม่ได้เปิดเลย เอาไปกินเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ แค่ผ่านกิจกรรมภาคปฏิบัติใหม่นี่ได้ ค่าใช้จ่ายในโรงเรียนหลังจากนี้ฉันออกให้นายหมดก็ยังไหว”

“โอเค”  หลัวตี้ก็ไม่ได้เกรงใจอะไร เขาหมกมุ่นกับการฝึกฝนร่างกายมาก  ของที่ดีต่อสุขภาพแบบนี้ถือว่าจำเป็น

“หัวหน้าห้อง วันนี้เธอดูเหมือนไม่ได้ซื้ออะไรเลยนะ”

“หมายถึงอุปกรณ์ป้องกันตัวน่ะเหรอ? ฉันเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวถึงเวลาก็จะรู้เองแหละ”

“อ้อ”

หลัวตี้ไม่พูดอะไรต่อ เขาหันไปมองวิวทิวทัศน์ในเมืองที่แวบผ่านไปอย่างรวดเร็วนอกหน้าต่าง หัวหน้าห้องเองก็เหลือบมองเขาอีกครั้ง  เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดนั้นลงไป ตลอดทางไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดๆอีก

รถขับมาหยุดที่หน้าชุมชนบ้านพัก หัวหน้าห้องยื่นหน้าออกไปมองอาคารเก่าที่สร้างด้วยเงินของรัฐ เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“บ้านนายอยู่ตึกไหนเหรอ?”

หลัวตี้ที่หิ้วของพะรุงพะรัง ชี้ไปด้านหน้า

“ด้านในสุด”

“งั้นวันหลังเรานัดเจอกันที่บ้านนายได้ไหม ? อย่างช่วงปิดเทอมหรืออะไรแบบนั้น”

“อย่าดีกว่า”

หัวหน้าห้องสังเกตได้ทันทีว่า ตอนที่พูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของหลัวตี้เปลี่ยนไปแวบหนึ่ง แววตาก็ดูแปลก ๆ เธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง

“โอเค ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ!”

“อืม เจอกันพรุ่งนี้”

จบบทที่ บทที่ 5 เลื่อยยนต์กับมีด

คัดลอกลิงก์แล้ว