- หน้าแรก
- ระบบจำลองชีวิตพ่อมด
- บทที่ 79 รองผู้นำสถาบัน
บทที่ 79 รองผู้นำสถาบัน
บทที่ 79 รองผู้นำสถาบัน
เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว เกือบหนึ่งเดือนเต็มได้ผ่านพ้นไป
ณ ใจกลางของ สถาบันไวท์โรส บนลานหินกลมขนาดมหึมา มีผู้คนราวสิบกว่าคนในวัยต่าง ๆ ยืนอยู่เรียงราย
โดยปกติแล้ว สมาชิกทั่วไปไม่มีสิทธิ์เข้ามาในสถานที่แห่งนี้ แต่วันนี้ต่างออกไป เพราะวันนี้คือวันที่แดนลึกลับของสถาบันจะถูกเปิดออก
ในกลุ่มผู้คนสิบกว่าคนนั้น มีบางคนแอบเหลือบมอง เฉินมู่ อยู่เป็นระยะ ในแววตาเต็มไปด้วยความแปลกใจ
ใบหน้าของเฉินมู่นั้นแปลกตาเกินไป พวกเขามั่นใจว่าในสถาบันไม่เคยเจอคนผู้นี้มาก่อน แต่คนแปลกหน้านี่ กลับมีสิทธิ์เข้าร่วม “การเดินทางสู่แดนลึกลับ” ได้ด้วย
คงต้องบอกว่า... เบื้องหลังของเขาต้องไม่ธรรมดาแน่
เฉินมู่ยืนอยู่บนลานหินด้วยสีหน้าสงบ
เขารู้ดีว่าคนพวกนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เรื่องพวกนั้นไม่เกี่ยวกับเขาเลย ตราบใดที่คนพวกนั้นไม่มายั่วโมโหเขา เมื่อเข้าสู่แดนลึกลับก็จะไม่มีทางได้เกี่ยวข้องกันแน่นอน
“ท่านรองผู้นำสถาบัน!”
เมื่อร่างของชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นบนลานหินอย่างกะทันหัน
ผู้คนทั้งหมดรีบก้มหัวคำนับทันที
เฉินมู่ก็ก้มหัวตามไปด้วยโดยไม่แสดงพิรุธ การปรากฏตัวของครั้งนี้ ของรองผู้นำสถาบัน ช่างประหลาดนัก ราวกับเขา “วาร์ป” มาที่นี่ในพริบตาเดียว
เฉินมู่มั่นใจว่าเมื่อครู่ รองผู้นำสถาบันยังไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำ แต่กลับมาปรากฏขึ้นต่อหน้าอย่างไร้ร่องรอย
นี่... คือพ่อมดที่แท้จริง? วิธีการของพวกเขา ช่างน่าเหลือเชือจริง ๆ
“ทุกคนคงเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางเขาสู่แดนลึกลับครั้งนี้กันแล้ว ดังนั้นข้าจะไม่พูดอะไรอีก”
เสียงของรองผู้นำสถาบันนั้นฟังดูชราภาพนัก แต่เมื่อเฉินมู่เงยหน้าขึ้น เขากลับพบว่าใบหน้าของอีกฝ่าย ยังคงดูหนุ่มแน่นอย่างน่าประหลาด
“หนุ่มขนาดนี้เชียว?” เฉินมู่พึมพำกับตัวเอง
ใช่แล้ว ใบหน้านั้นอ่อนเยาว์จริง ๆ ถ้ามองจากภายนอก ใคร ๆ ก็อาจคิดว่าเขาอายุไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ
แต่พลังที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น กลับเก่าแก่และน่าสะพรึงนกลัว
ความขัดแย้งนี้... เป็นความจริงที่จับต้องได้ อาจเป็นวิธีคงความเยาว์วัย หรืออาจเป็นการเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้หนุ่มขึ้นด้วยเวทมนตร์
สำหรับ พ่อมด แล้ว เรื่องแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
เฉินมู่รู้สึกได้ว่าดวงตาของรองผู้นำสถาบันเหมือนจะหยุดอยู่ที่ตัวเขาชั่วขณะ แต่เมื่อเงยหน้ามองกลับไป เขากลับพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองมาทางเขาเลย
เฉินมู่จึงสลัดความคิดนั้นทิ้งไป ไม่เก็บมาคิดต่อ
ปัง!
ทันใดนั้น คทาเวทมนตร์หนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของรองผู้นำสถาบัน เขายกคทาขึ้น แล้วตวัดลงฟาดกับพื้นหินอย่างแรง
เสียงดังสนั่นกึกก้อง และในพริบตานั้น ประตูวงกลมโปร่งแสง ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือแท่นหิน
เฉินมู่ถึงกับรู้สึกสั่นสะเทือนในใจ
เขาจำได้ทันที การที่คทาปรากฏขึ้นในมืออีกฝ่ายอย่างฉับพลันนั้น มันคือ “ผลของวัตถุเวทมนตร์มิติ” อย่างไม่ต้องสงสัย!
“เข้าไปเถอะเด็ก ๆ”
เสียงของรองผู้นำสถาบันดังขึ้นเบา ๆ
ฝูงชนมองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนจะทยอยก้าวเข้าสู่แดนลึกลับทีละคน แน่นอนว่าเฉินมู่เองก็รวมอยู่ในนั้นด้วย
เมื่อร่างของเฉินมู่ ผู้ที่เดินเข้าประตูเป็นคนสุดท้ายหายลับไป แววตาของรองผู้นำสถาบัน “นีออส” ก็ฉายแววขี้เล่นออกมา
“ดวงตาวิญญาณ… เป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจดี”
ถ้าเฉินมู่ได้ยินคำพึมพำของ “นีออส” สีหน้าของเขาคงต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน
เพราะเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า พ่อมดคนหนึ่งจะสามารถ มองทะลุทะเลแห่งจิตของตนได้เพียงแค่ปรายตามองครั้งเดียว
แน่นอน หากเฉินมู่เป็นพ่อมดเต็มตัว และใช้ดวงตาแห่งจิตมองย้อนกลับไปยังนีออสบ้าง ใบหน้าของเขาก็คงจะเปลี่ยนไปไม่ต่างกัน
เพราะท่ามกลางโครงสร้างเวทมนตร์นับไม่ถ้วนในทะเลแห่งจิตของนีออส กลับมี โครงสร้างเวทมนตร์รูปร่างคล้ายดวงตา ซ่อนอยู่ตรงกลาง
และแน่นอน เฉินมู่คุ้นเคยกับมันดี นั่นคือโครงสร้างขอ ดวงตาแห่งจิต นั่นเอง!
เพียงแต่โครงสร้างในทะเลแห่งจิตของนีออสนั้นซับซ้อนกว่าเขาไม่รู้กี่เท่า
….
สีเทาและสีขาว
สองสีนั้นประกอบกันเป็นโลกของ ดินแดนกุหลาบขาว
เมื่อเฉินมู่มาถึง เขารู้สึกเหมือนตัวเองหลุดเข้ามาในโลกสองมิติ เพราะในที่แห่งนี้ไม่มีสีอื่นใดอยู่เลย
ไม่มีแสงแดด ไม่มีสายลม มีเพียงความเงียบงันที่ตายสนิท ไร้สัญญาณของสิ่งมีชีวิต
ความเงียบสงัดราวความตาย คือ “ธีมหลัก” ของดินแดนแห่งนี้
เฉินมู่หรี่ตาลงเล็กน้อย หลังจากคุ้นชินกับโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยสีสัน การถูกโยนเข้ามาในสถานที่เช่นนี้ ต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่พักหนึ่ง
เขาลองขยับร่างกายเล็กน้อย พบว่าไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ร่างกายของเขายังรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกภายนอกทุกประการ
เฉินมู่กวาดตามองโดยรอบ ก่อนพบว่าบริเวณนี้มีเพียงเขาเพียงคนเดียว
เมื่อเขายกเท้าออกเดิน ก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ต่างจากความเป็นจริง
ตอนแรกที่ยืนนิ่ง ๆ เฉินมู่ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใด แต่พอเริ่มก้าวเดินจริง ๆ เขากลับพบว่า การเดินในแดนลึกลับแห่งนี้ รู้สึกหนักกว่าปกติเล็กน้อย
อิทธิพลนั้นน้อยมากจนแทบไม่รู้สึก หากไม่ตั้งใจสังเกตจริง ๆ
แรงโน้มถ่วงงั้นเหรอ...?
เฉินมู่ขมวดคิ้วครุ่นคิด
เขาเองก็ไม่แน่ใจว่านี่เกิดจากแรงโน้มถ่วงหรือไม่ เพราะทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์จากโลกก่อน... ไม่สามารถใช้กับโลกแห่งนี้ได้ทั้งหมด
เขาหยุดเดิน แล้วย่อตัวลงคว้าทรายสีขาวขึ้นมากำไว้ในมือ
เม็ดทรายละเอียดสีขาวไหลผ่านนิ้วมือของเฉินมู่เป็นเส้นตรง
นั่นหมายความว่า ไม่ใช่แค่เขาที่ไม่รู้สึกถึงลม
แต่ที่นี่ ไม่มีลมอยู่เลยจริง ๆ
สถานที่แห่งนี้… ราวกับ “พื้นที่แช่แข็ง”
ไร้ดวงอาทิตย์
ไร้สายลม
แม้แต่ท้องฟ้าก็ดำทึบราวกับถูกปกคลุมด้วยหมึก และนั่นนำมาซึ่งผลลัพธ์หนึ่ง
คุณจะไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน
ในระยะสั้นอาจไม่เป็นปัญหา
แต่หากอยู่ที่นี่นานเข้า การคำนวณเวลาจะกลายเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง
เว้นเสียแต่ว่าคุณจะนับเวลาในใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา โดยไม่หยุดเลยแม้แต่วินาทีเดียว
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความคลาดเคลื่อนได้อยู่ดี
อย่างไรก็ตาม เฉินมู่ไม่ได้วิตกกับเรื่องนี้ เขายังพอคาดคะเนเวลาได้อย่างคร่าว ๆ
อย่างน้อย เฉินมู่มั่นใจว่า ความคลาดเคลื่อนระหว่างเวลาที่เขาประเมิน กับเวลาจริงที่ผ่านไป
จะไม่เกินสองชั่วโมงแน่นอน
เมื่อทรายสีขาวไหลหมดจากมือ เขาก็ลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มมุ่งหน้าไปยังใจกลางของดินแดนกุหลาบขาว
….
ภายในดินแดนกุหลาบขาว วิธีเดียวที่จะระบุทิศทางได้ คือการมองท้องฟ้า
เพราะท้องฟ้าที่นี่ถูกตรึงไว้ ไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้กาลเวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี ทำให้มีผู้คนศึกษามันจนกระจ่างแล้ว
เฉินมู่เองก็ได้ท่องจำเอาไว้ก่อนมา ดังนั้นการหาทิศทางจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา
จุดที่เขาต้องการไปอยู่ที่บริเวณใจกลางของดินแดน
เวลาไหลผ่านไปเรื่อย ๆ แต่เฉินมู่ไม่ได้หยุดพักเลย
บางทีอาจผ่านไปแล้วสองชั่วโมง... หรืออาจจะสาม จนกระทั่งเฉินมู่หยุดลง เงยหน้ามองท้องฟ้าที่หยุดนิ่งอยู่เหนือศีรษะ แล้วเทียบมันกับแผนที่ในความทรงจำ
“ตรงนี้...”
เมื่อแน่ใจแล้ว เฉินมู่จึงนั่งลงบนพื้นในท่าขัดสมาธิ