- หน้าแรก
- ระบบจำลองชีวิตพ่อมด
- บทที่ 72 เขตทดลอง
บทที่ 72 เขตทดลอง
บทที่ 72 เขตทดลอง
ที่ตั้งที่แท้จริงของสถาบันไวท์โรส อยู่ลึกเข้าไปในป่าทูย่า นอกเมืองโกลเด้นแชลลิส
สถาบันพ่อมดส่วนใหญ่ก็มักตั้งอยู่กลางป่าหรือบนภูเขาที่ห่างไกลจากผู้คน
เหตุผลนั้นง่ายมาก การฝึกฝนและการวิจัยของพ่อมดต้องการบรรยากาศที่เงียบสงบ หากสร้างสถาบันอยู่ในเขตเมือง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะรุนแรงเกินไป
ทั่วทั้งพื้นที่นี้เต็มไปด้วยค่ายกลเวทที่พ่อมดระดับสูงในสถาบันวางเอาไว้ ทำให้คนภายนอกไม่อาจเข้ามาได้
สถาบันไวท์โรสเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ตอนที่เฉินมู่มาถึงที่นี่เป็นครั้งแรก เขารู้สึกตื่นตะลึงกับความลึกลับและความเก่าแก่ของมัน ที่แห่งนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเวทมนตร์และร่องรอยของกาลเวลา
ภายในสถาบันมีสิ่งปลูกสร้างโบราณมากมาย เช่น หอคอย หอระฆัง ห้องสมุด และห้องทดลอง ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนสร้างขึ้นโดยพ่อมด จึงมีรูปทรงและการออกแบบที่แปลกตา
ตัวอย่างเช่น หอพักนักเรียนที่เฉินมู่อาศัยอยู่ในตอนนี้ ก็คือหอคอยที่เอนเอียง และภายในเต็มไปด้วยทางเดินวกวนซับซ้อน
ใช่แล้ว ตอนนี้เฉินมู่ได้กลายเป็น “นักเรียนอย่างเป็นทางการ” ของสถาบัน ไม่ใช่เพียงสมาชิกภายนอกอีกต่อไป
แม้แต่เฉินมู่เองก็ไม่คิดว่าทุกอย่างจะราบรื่นถึงเพียงนี้
เดิมทีเขาคิดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปีเพื่อให้มอร์ตันไว้วางใจ ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการเป็นนักเรียนได้เสียอีก
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ หลังจากตกลงจะเป็นลูกศิษย์ของมอร์ตัน อีกฝ่ายก็จัดการเรื่องสถานะนักเรียนให้เขาโดยไม่ลังเล
แม้แต่เฉินมู่เองก็ไม่ได้เอ่ยปากขอเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ
มอร์ตันไม่สนใจที่มาหรือภูมิหลังของเฉินมู่ว่าเป็นคนนอก เขามอบสถานะนักเรียนให้โดยไม่ลังเล แล้วพาเฉินมู่เข้าสู่สถาบันไวท์โรส
ต้องรู้ไว้ว่า สมาชิกภายนอกของสถาบันนั้นไม่มีสิทธิ์มาที่นี่ได้เลย มีเพียง “นักเรียน” เท่านั้นที่สามารถเข้ามาในเขตสถาบันได้
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาง่าย แต่การออกไปนั้นยาก
หลังจากเข้าร่วมสถาบัน จะต้องผ่านช่วงทดลองหนึ่งปี ในระหว่างนี้ห้ามออกจากสถาบันโดยเด็ดขาด
แน่นอนว่า การอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร สภาพแวดล้อมดี และความเร็วในการฝึกฝนเทคนิคสมาธิก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน
ที่สำคัญที่สุดคือ... ที่นี่ “ปลอดภัย”
ใช่แล้ว ความปลอดภัยของสถาบันพ่อมดนั้น สูงกว่าที่เฉินมู่จินตนาการไว้มาก ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครกล้ายั่วยุสถาบันพ่อมดอย่างเปิดเผยอยู่แล้ว
“ช่วงนี้หนังสือที่ข้าให้ไป อ่านถึงไหนแล้ว?”
ในห้องทดลองแห่งหนึ่งในเขตทดลอง มอร์ตันวางปากกาจาลึกในมือลงแล้วถามขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ
เฉินมู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ตอบอย่างสุภาพว่า
“ท่านอาจารย์ ตอนนี้ผมยังติดอยู่กับหนังสือเล่มแรก เรื่อง โครงสร้างพื้นฐานของเวทมนตร์ ครับ หนังสือที่ท่านให้มานั้นลึกซึ้งมาก ผมยังต้องใช้เวลาอีกสักพักเพื่อทำความเข้าใจให้ถ่องแท้”
ผู้แปล: ขอเปลี่ยน สรรพนามแทนตัวนะคะ จะใช้แบบผสม ให้เข้ากับทวีปพ่อมด ตอนแรกใช้ข้าเจ้า เพราะทวีปเก่า ใช้ระบบขุนนางอัศวิน แค่ที่นี่ ค่อนข้างเป็นระบบมากกว่า ไม่ถูกใจก็บอกได้นะคะ
มอร์ตันพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
การรับเฉินมู่มาเป็นลูกศิษย์ครั้งนี้ สำหรับเขาแล้วเป็นเพียงการตัดสินใจโดยสัญชาตญาณเท่านั้น มิได้หมายความว่าเขายอมรับอีกฝ่ายโดยแท้จริง
หากต้องการให้เขายอมรับเฉินมู่จริง ๆ ก็ต้องดูว่าในอนาคต การทดลองของเขาจะได้รับประโยชน์จากความช่วยเหลือของเฉินมู่หรือไม่
ในความเป็นจริง เฉินมู่ปิดบังบางส่วนไว้ เขาอ่านหนังสือทั้งหมดที่มอร์ตันให้มาเกือบจบแล้ว
แน่นอน หนังสือเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลมหาศาล หากไม่ได้เข้ามาในสถาบันพ่อมด เขาคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสแม้แต่หน้าหนึ่งในชีวิตนี้
แต่ถึงอย่างนั้น การจะเข้าใจอย่างถ่องแท้และหลอมรวมเนื้อหาเหล่านั้นเข้ากับตนเองได้ เฉินมู่ก็ยังต้องใช้เวลาอีกมาก
มอร์ตันพูดต่ออย่างราบเรียบ
“เจ้าควรมุ่งเน้นที่สามเล่มนี้ก่อน โครงสร้างพื้นฐานของเวทมนตร์, ทฤษฎีพื้นฐานของเวทมนตร์, และ วิธีการจารึกเวทมนตร์ หากเจ้าทำความเข้าใจทั้งหมดได้ ข้าจะเริ่มสอนเจ้าทดลองง่าย ๆ บางอย่าง”
เฉินมู่พยักหน้ารับทันทีหลังได้ยินคำพูดนั้น.
“โครงสร้าง”, “ทฤษฎี”, และ “การจารึก” หนังสือทั้งสามเล่มนี้เป็นเล่มที่หนาที่สุดในบรรดาหนังสือทั้งหมดที่มอร์ตันมอบให้ และก็เป็นเล่มที่มีเนื้อหาความรู้มากที่สุดเช่นกัน
ดังที่มอร์ตันพูดไว้ ตอนนี้สิ่งที่เฉินมู่ให้ความสำคัญที่สุด ก็คือหนังสือสามเล่มนี้
“ว่าแต่ ทะเลแห่งจิตของเจ้าตอนนี้น่าจะรองรับการจารึก [เวทมนตร์ศูนย์วงแหวน] ได้ถึงหกชุดแล้วสินะ ตอนนี้เจ้าจารึกไปแล้วกี่ชุด?”
“ตอนนี้ผมจารึกไปแล้วสี่ชุดครับ”
“สี่ชุด?”
มอร์ตันพยักหน้า แต่ก็ไม่ได้ถามต่อว่าเฉินมู่จารึกเวทใดไว้บ้าง
เพราะเรื่องนี้ถือเป็น ‘ความลับสำหรับพ่อมด’ ต่อให้มอร์ตันมีพลังเหนือกว่า ก็ไม่มีสิทธิ์ไปซักถามในสิ่งนั้น
“อีกสองชุดที่เหลือ อย่าจารึกสุ่มสี่สุ่มห้า หากเจ้าผ่านเกณฑ์และสามารถเข้าร่วมการทดลองได้อย่างเป็นทางการ ข้าจะสอนอีกสองบทที่เหลือเอง”
เมื่อเห็นเฉินมู่มีท่าทีลังเล มอร์ตันก็หัวเราะเบา ๆ แล้วพูดต่อ
“ไม่ต้องกังวลไป ที่สถาบันแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำสถาบัน หรือรองผู้นำสถาบัน ก็ไม่มีใครมีเวทมนตร์ศูนย์วงแหวนมากเท่าข้าแน่!”
น้ำเสียงของมอร์ตันเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างถึงที่สุด
เฉินมู่จึงพยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม
ความลังเลเมื่อครู่ แน่นอนว่าเป็นเพียงการเสแสร้ง
สุดท้ายแล้ว หากใครถูกบอกอย่างกะทันหันว่า “ไม่ต้องเลือกเวทเอง เดี๋ยวข้าจะจัดให้” คนผู้นั้นย่อมต้องมีอารมณ์หลากหลายเกิดขึ้นในใจเป็นธรรมดา
หากเฉินมู่แสดงออกอย่างนิ่งเฉยจนเกินไป มันคงไม่เป็นธรรมชาติเท่าไรนัก
เขารู้ดีว่ามอร์ตันคือ “คาไลโดสโคปแห่งเวทมนตร์” ของสถาบัน และในด้านการวิจัยเกี่ยวกับเวทมนตร์นั้น คงไม่มีใครในสถาบันนี้เหนือกว่าเขาอีกแล้ว
ผู้แปล: คาไลโดสโคป ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงของเล่นคาไลโดสโคป แบบหมุนดูสีลวดลายนะคะ แต่เขาใช้คำนี้เปรียบเทียบกับผู้ที่มีความสามารถในการแปรเปลี่ยนและเข้าใจเวทมนตร์ได้หลากหลายรูปแบบ (ความคิดเห็นส่วนตัว)
“แน่นอนว่ามีเวลาจำกัด ข้าจะให้เวลาเจ้าครึ่งปี หากภายในครึ่งปีนี้เจ้าไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาของหนังสือทั้งสามเล่มได้ ก็ถือว่าเจ้าพลาดโอกาสที่จะเรียนรู้เวทมนตร์ที่ข้าตั้งใจจะสอนให้”
“เข้าใจแล้วครับ ท่านอาจารย์”
“อืม... เจ้ากลับไปก่อนได้ อีกไม่กี่วันพี่ศิษย์ของเจ้าจะกลับมา ข้าจะพาเจ้าไปรู้จักเขา”
“ครับ ท่านอาจารย์”
หลังจากกล่าวลามอร์ตันแล้ว เฉินมู่ก็ออกจากห้องทดลองขนาดเล็กนั้น
ที่นี่คือ “เขตทดลอง” ของสถาบัน ภายในพื้นที่แห่งนี้มีทั้งห้องทดลองขนาดใหญ่และขนาดเล็กนับไม่ถ้วน นอกจากห้องของมอร์ตันแล้ว ยังมีพ่อมดและพ่อมดฝึกหัดอีกมากมายที่ทำการทดลองอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ระหว่างที่เดินไปตามทาง เฉินมู่ก็เห็นพ่อมดฝึกหัดคนอื่น ๆ หลายคน แต่ละคนต่างก็มีธุระของตนเอง จึงไม่มีใครสนใจเขาเป็นพิเศษ
บางคนอาจเหลือบตามองเฉินมู่ครู่หนึ่ง แต่พอเห็นเขามองกลับมาก็เพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินจากไป
ตูม!!
เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้เฉินมู่หันศีรษะไปตามสัญชาตญาณ
“อาจารย์ทีโรทำการทดลองยานั่นล้มเหลวอีกแล้วสินะ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามของเดือนนี้แล้ว!”
“ช่วยไม่ได้ ไปเก็บกวาดห้องทดลองกันเถอะ”
เฉินมู่ที่ยืนอยู่ตรงมุมได้ยินเสียงสนทนาของสองคน ก่อนที่เขาจะหันไป ก็มีบางอย่างชนเข้ามาที่ตัวเขาอย่างจัง
สัมผัสนุ่มนวลพุ่งเข้ามาในอ้อมแขน เป็นหญิงสาวผมยาวสีฟ้าอ่อนที่ชนเฉินมู่อย่างจัง
“ขอโทษค่ะ! ฉันเดินเร็วไปหน่อย!”
หญิงสาวรีบถอยออกจากอ้อมแขนของเขา แล้วเอ่ยขอโทษอย่างร้อนรน
“ไม่เป็นไรครับ เสียงระเบิดเมื่อกี้คืออะไรเหรอ?” เฉินมู่ส่ายหัวเล็กน้อยเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร ก่อนถามด้วยความสงสัย
“อ๋อ นั่นอาจารย์ทีโรกำลังทดลองยาค่ะ ถ้าทดลองล้มเหลวก็จะเกิดระเบิดแบบนั้น เขาเพิ่งพลาดไปหลายครั้งในเดือนนี้”
หญิงสาวผมฟ้าพูดพลางเงยหน้ามองเฉินมู่ และเมื่อเห็นใบหน้าหล่อคมเข้มของเขา สีหน้าของเธอก็ดูเก้อเขินขึ้นมาทันที
น้ำเสียงของเธอแฝงความกระอักกระอ่วนอยู่เล็กน้อย ก็แน่ละ เพราะอาจารย์ของเธอโดนร้องเรียนหลายครั้งในเดือนนี้แล้ว เหตุเพราะเสียงระเบิดระหว่างทดลองนั้นดังจนรบกวนการทำงานของคนอื่น
สำหรับการทดลองทางเวทมนตร์แล้ว “ความเงียบ” คือสิ่งสำคัญที่สุด... และเสียงระเบิดกึกก้องกลางห้องทดลอง มันคือสิ่งที่ใครก็ทนไม่ไหวจริง ๆ