- หน้าแรก
- ระบบจำลองชีวิตพ่อมด
- บทที่ 20 พื้นฐาน
บทที่ 20 พื้นฐาน
บทที่ 20 พื้นฐาน
“บรรพบุรุษของเราไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้ตระกูลเลยเหรอ อย่างเช่น เทคนิคทำสมาธิของพ่อมด?”
เฉินมู่เอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง
ทันทีที่คำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เอิร์ล อาร์เธอร์ก็เข้าใจในทันทีว่าเฉินมู่หมายถึงอะไร
แน่นอนว่าเขาเองก็หวังว่าบรรพบุรุษจะทิ้งอะไรบางอย่างไว้เช่นกัน
แต่โชคร้าย… ไม่มีเลย
“แม้ข้าจะอยากบอกเจ้าว่ามี แต่ความจริงแล้วบรรพบุรุษไม่ได้ทิ้งอะไรไว้เลย ตอนที่บรรพบุรุษจากไป เขาเพียงแค่แวะมาที่ตระกูล เพื่อแสดงว่าเขาไม่ได้มีความเกลียดชังต่อครอบครัวเท่านั้น” เอิร์ล อาร์เธอร์กล่าวอย่างจนใจ
ถ้ามีอะไรอย่าง เทคนิคทำสมาธิของพ่อมด จริง ๆ เขาเองก็คงพยายามเรียนรู้ไปนานแล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น แม้เฉินมู่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ออกมา
ท้ายที่สุดแล้ว บรรพบุรุษผู้นั้นเคยถูกตระกูลของตนเองส่งไปเป็นเพียงวัตถุทดลอง แต่เขากลับไม่เก็บความแค้นเอาไว้ นั่นถือว่าเป็นความเมตตามากพอแล้ว ย่อมไม่มีทางที่เขาจะทิ้งสมบัติใด ๆ เอาไว้ให้
ถ้าเป็นตัวเฉินมู่เอง เขาคิดว่าความอดทนของเขาคงไม่ยิ่งใหญ่ได้เท่าบรรพบุรุษผู้นั้นแน่
ทว่าพวกสมาชิกของ ชมรมผู้แสวงหาผ้าคลุมดำ กลับมองต่างออกไป
พวกเขาเชื่อมั่นว่าผู้ก่อตั้งองค์กรของตน ได้ทิ้งบางสิ่งบางอย่างไว้ให้กับตระกูลของพวกเขาก่อนจากไป
ตอนนี้พวกเขาแทบจะกวาดล้างตระกูลเหล่านั้นไปจนหมดแล้ว เหลือเพียงราชวงศ์ และ ตระกูลสิงโตทองคำ เท่านั้น
ราชวงศ์… พวกเขาไม่กล้าแตะต้อง ดังนั้นจึงทำได้เพียงบีบคั้น ตระกูลสิงโตทองคำ ที่เปรียบเหมือนลูกพลับนิ่ม
“เวอร์นอน เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไปนัก หัวหน้าชมรมผู้แสวงหาผ้าคลุมดำจากไปนานแล้ว ทำให้ชมรมนี้เสื่อมถอยลง ตอนนี้พวกเขาอาจมีแค่ พ่อมดฝึกหัดระดับ 2 กับ พ่อมดฝึกหัดระดับ 1 ไม่กี่คน หรือบางทีอาจไม่มีแม้แต่พ่อมดฝึกหัดระดับ 2 ด้วยซ้ำ
ไม่ว่าตระกูลสิงโตทองคำจะตกต่ำแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงเป็น ตระกูลเอิร์ล อยู่ดี พวกเขาไม่กล้ามาหรอก”
แล้วตระกูลเอิร์ลที่สถาปนาอยู่ในราชอาณาจักรมานานถึงสามร้อยปี จะไม่มีพลังบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้เงามืดได้อย่างไร?
จากน้ำเสียงที่มั่นใจของเอิร์ล อาร์เธอร์ ทำให้เห็นชัดเจนว่าตระกูลสิงโตทองคำนั้นซับซ้อนกว่าภาพลักษณ์ภายนอกที่เฉินมู่เคยเห็นมากนัก
เอาแค่ที่ดินของเฉินมู่เป็นตัวอย่าง ความจริงที่ว่าเอิร์ล อาร์เธอร์กล้าที่จะให้เฉินมู่ไปอาศัยอยู่เพียงลำพัง ก็แสดงให้เห็นว่าที่นั่นปลอดภัยอย่างแน่นอน
เฉินมู่คิดในใจ ‘พวกมันอาจจะไม่กล้ามาตอนนี้ แต่ในอีกไม่กี่ปี… พวกมันจะสามารถฆ่าคนได้แม้กระทั่งในความฝัน’
ทว่าเฉินมู่ก็ไม่อาจเอ่ยเรื่องนี้ออกมาได้อยู่ดี เพราะอย่างไรเขาก็ยังไม่ใช่พ่อมด ไม่ได้มีพลังหยั่งรู้อนาคต หากพูดออกไป เอิร์ลอาร์เธอร์ก็คงไม่เชื่อ
“แล้วท่านพี่ล่ะ?”
“ฮ่า ๆ แม้พวกมันจะกล้ามาที่นี่ ก็ไม่กล้าไปหา นิโคลัส หรอก พี่ชายคนโตของเจ้าได้ไปพำนักอยู่ในพระราชวังตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว”
ให้ตายสิ ช่างดีจริง ๆ
เฉินมู่รู้ว่าพี่ชายของเขา นิโคลัส เวสลีย์ มักจะติดต่อกับเอิร์ลอาร์เธอร์อยู่บ่อยครั้ง
แต่เขาไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า พี่ชายราคาถูกของเขาจะได้เข้าไปพำนักอยู่ในพระราชวังตอนนี้
‘อย่าบอกนะว่าเขา… แต่งงานเข้าไปในราชวงศ์?’
เฉินมู่เพียงพึมพำอยู่ในใจ แต่ไม่ได้ถามต่อ ท้ายที่สุดแล้ว นอกจากการแต่งงานเข้าสู่ราชวงศ์ เขาก็นึกไม่ออกเลยว่าจะมีเหตุผลใดที่คนนอกจะได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในพระราชวังได้
หลังจากสนทนากันอีกครู่หนึ่ง เฉินมู่ก็ขอตัวลาเอิร์ลอาร์เธอร์ แล้วกลับไปยังที่ดินเล็ก ๆ ของตน
การมาเยือนเอิร์ล อาร์เธอร์ครั้งนี้ นับว่าเฉินมู่บรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แล้ว
ไม่เพียงแต่ได้รู้ข้อมูลเชิงลึกยิ่งขึ้นเกี่ยวกับ ชมรมผู้แสวงหาผ้าคลุมดำ แต่ยังได้แสดงให้เห็นอย่างสมเหตุสมผลว่าเขามีฝีมือถึงระดับอัศวินแล้ว
อย่างไรก็ตาม เฉินมู่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะจัดการกับองค์กรนี้อย่างไรดี
แค่พ่อมดฝึกหัดระดับหนึ่งเพียงคนเดียว ก็ยังมากเกินกว่าที่เฉินมู่ในตอนนี้จะรับมือได้เพียงลำพัง
ตระกูลสิงโตทองคำมีพลังแอบแฝงลึกซึ้ง จึงไม่หวั่นเกรงต่อชมรมผู้แสวงหาผ้าคลุมดำ แต่ในฐานะอัศวิน เฉินมู่ย่อมไม่อาจต่อกรกับทั้งองค์กรนั้นได้ด้วยตัวคนเดียว
ท้ายที่สุด พลังของตระกูล… ก็ไม่ใช่พลังของเขาเพียงลำพัง
โชคดีที่เขายังมีเวลาเหลือเฟือ เขายังมีเวลาอีกหลายปีก่อนที่ใครสักคนจะสามารถฆ่าเขาได้แม้กระทั่งในความฝัน เหมือนที่เกิดขึ้นในการจำลอง
ช่วงเวลานั้นย่อมเพียงพอให้เฉินมู่วางแผนอะไรบางอย่างได้ ท้ายที่สุดแล้ว แค่การนับจากการจำลองก็มีอยู่หลายสิบครั้งภายในหลายปีนี้
ในโลกจำลอง ตอนอายุยี่สิบหกปี เขายังเป็นเพียงแค่อัศวินธรรมดา ๆ เท่านั้น
แต่ในความเป็นจริง มันอาจเป็นไปได้ว่า… เขาจะกลายเป็น พ่อมด ตั้งแต่อายุยี่สิบหกปีแล้วก็ได้
แน่นอน ต่อให้มีการจำลองหลายสิบครั้ง เฉินมู่ก็ยังไม่มั่นใจได้ว่าเขาจะสามารถกลายเป็นพ่อมดได้อย่างแน่นอน
แต่ถึงไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อมดร แค่กลายเป็น พ่อมดฝึกหัดระดับสาม ก็เพียงพอที่จะรับมือกับวิกฤตในตอนนี้แล้ว
ในช่วงหลายวันถัดมา ชีวิตก็ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดใด ๆ เกิดขึ้น
เฉินมู่ซึ่งพำนักอยู่ในที่ดินเล็ก ๆ นั้น ก็ไม่ได้พบเจอกับการลอบสังหารใด ๆ เช่นกัน
ทุกวัน เขาจะใช้เวลาไปปรึกษาเอิร์ล อาร์เธอร์บิดาของตนเกี่ยวกับทักษะอัศวิน
แม้เอิร์ล อาร์เธอร์จะไม่เชื่อว่าเฉินมู่จะสามารถเข้าใจทักษะอัศวินได้อย่างรวดเร็ว แต่เขาก็ยังสอนเฉินมู่ไปสองกระบวนท่า วิชาอัศวินประจำตระกูลสิงโตทองคำ
ใช่แล้ว สองกระบวนท่านี้ ก็คือกระบวนท่าเดียวกันกับที่เฉินมู่ได้รับมาจากการจำลองชีวิต วิชาฟันผ่าเกราะ และ ศรดาวตก
สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดแผ่ว เดือนเก้าแห่งปฏิทินน้ำแข็งเหมันต์คือต้นฤดูใบไม้ร่วงทองคำ ในเดือนนี้ แม้แต่ความอบอุ่นจากเดือนก่อน ๆ ก็สลายหายไปจนสิ้น
บางครั้งลมเย็นก็พัดผ่านท้องฟ้า กลิ่นสดชื่นและเย็นสบายแผ่วลอยอยู่ในอากาศ
ที่ลานยิงธนูของ ตระกูลสิงโตทองคำ เฉินมู่ยืนอยู่พร้อมคันธนูยาวในมือ ห่างจากเป้าฟางหนึ่งร้อยเมตร
วินาทีถัดมา ลูกธนูไม้ก็ปรากฏขึ้นในมือของเฉินมู่ หางของลูกธนูไม้ติดอยู่กับขนสีเงินขาวสามเส้น
ในเวลาเดียวกัน ลูกธนูถูกวางลงบนคันธนู สายธนูถูกดึงจนตึง และพลันมีกระแสพลังงานสีทองพลุ่งพล่านออกมาจากมือของเฉินมู่ที่จับลูกธนู คลุมไปทั่วพื้นผิวของลูกธนู
หางลูกธนูสั่นสะท้านเล็กน้อย เป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปร้อยเมตรตรงหน้ากลายเป็นจุดโฟกัสของเฉินมู่
“ศรดาวตก!”
ทันใดนั้น นิ้วมือของเฉินมู่ก็คลายออก
ลูกธนูไม้หลุดจากสายธนู แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีทอง พุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่ห่างร้อยเมตรด้วยความเร็วที่แทบมองไม่ทันด้วยตาเปล่า
ขณะที่ลูกธนูแหวกอากาศ มันก่อให้เกิดเสียงหวีดหวิวต่อเนื่อง
ลูกธนูไม้ไม่ได้แสดงอาการชะงักแม้แต่น้อย มันทะลุผ่านจุดกึ่งกลางของเป้าได้อย่างแม่นยำในพริบตาเดียว
เป้าถูกระเบิดแตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ โดยไร้ซึ่งการต่อต้าน เศษไม้ที่ปลิวว่อนดูราวกับสายฝนประกายเพลิง!
“ทรงพลังจริง ๆ!”
เฉินมู่ตื่นตะลึงอยู่ในใจอย่างเงียบงัน
ไม่ว่าเขาจะใช้ศรดาวตกอีกกี่ครั้งก็ตาม เฉินมู่ก็มักจะทึ่งอยู่เสมอ
ในฐานะคนที่เคยเป็นนักเรียนหัวกะทิจากการศึกษาที่เน้นสอบแข่งขันในโลกก่อน เฉินมู่เคารพนับถือวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด
แม้การข้ามโลกจะไม่ใช่สิ่งที่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์เลยก็ตาม
ตอนที่เป็นเพียง กึ่งอัศวิน เฉินมู่ยังแอบคิดเข้าข้างตัวเองอยู่บ้าง ว่าพลังแบบนี้อาจเป็นไปได้สำหรับบางคนในโลกก่อนของเขา
แต่เมื่อเขาได้กลายเป็น อัศวิน และฝึกฝนทักษะอัศวินสำเร็จ ความคิดเข้าข้างตัวเองก่อนหน้านั้นก็พังทลายไม่มีชิ้นดี
กระบวนท่าของกึ่งอัศวินก็ยังพอว่า หากพูดให้ฟังดูดี มันก็ถูกเรียกว่า “ท่ากึ่งอัศวิน” แต่แท้จริงแล้ว มันก็แค่เทคนิคการใช้แรงกายแบบพิเศษเท่านั้น
แต่กระบวนท่าของอัศวินนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง มันคือพลังเหนือสามัญที่แท้จริง พลังเหนือสามัญที่เกิดจากอุดมคติ
ยกตัวอย่าง ศรดาวตก พลังของมันไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำว่า “ทักษะ” เพียงอย่างเดียว
ลูกธนูที่ถูกหลอมรวมพลังงานนั้น แทบไม่ต่างอะไรกับกระสุนปืนในโลกก่อนของเขาเลย และสิ่งที่เฉินมู่ต้องทำ ก็มีเพียงใช้พลังงานที่ผลิตออกมาจากเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต ปกคลุมไปทั่วลูกธนู ตามวิธีการหมุนเวียนของ ศรดาวตก ก่อนจะยิงออกไปก็เท่านั้น
สิ่งนี้คล้ายกับการสร้าง “แบบจำลอง” ด้วยพลังงานของเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตขึ้นมาในใจ จากนั้น พลังงานที่สงบนิ่งก็พลันเริ่มปั่นป่วน พลุ่งพล่านออกจากร่างของเฉินมู่แล้วโอบคลุมลูกธนู
แต่พอเฉินมู่วางคันธนูและลูกธนูลง แล้วพยายามสร้างแบบจำลองของ ศรดาวตก ในใจอีกครั้ง เขากลับไม่สามารถกระตุ้นพลังงานนั้นได้เลย
ราวกับมีกฎเกณฑ์บางอย่างกักขังเอาไว้ บัญชาว่าต้องมีคันธนูและลูกธนูเท่านั้น ถึงจะสามารถใช้ ศรดาวตกได้ นี่เหมือนเป็น “กฎตายตัว” ของมัน
มันเป็นพลังในเชิงอุดมคติ จนถึงขั้นที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เฉินมู่มีอยู่ไม่สามารถอธิบายได้เลย
สิ่งที่พูดได้เพียงอย่างเดียวก็คือ นี่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แต่คือ ความเหนือสามัญ อย่างแท้จริง!