เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 69 เสียงจากห้องข้าง ๆ

บทที่ 69 เสียงจากห้องข้าง ๆ

บทที่ 69 เสียงจากห้องข้าง ๆ


【บทละคนที่ 2: ขณะคุณกำลังหลับ กลับถูกเสียงจากห้องข้าง ๆ ปลุกให้ตื่น เสียงสนทนาจากห้องหมายเลขสามที่ควรจะว่างเปล่า กำลังพูดคุยกันถึงแผนการฆาตกรรม】

【ในฐานะฆาตกร… คุณจะทนได้อย่างไรที่มีคนอื่นมาพูดเรื่องฆ่าคนต่อหน้าคุณแบบไม่แยแสเช่นนี้?】

หลินเจวี๋ยนอนอยู่บนเตียง จู่ ๆ ก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงจากระบบ เขาลุกขึ้นนั่ง มองผนังฝั่งตรงข้ามนิ่ง ๆ

ตุบ!

เหมือนมีของบางอย่างตกกระแทกพื้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของผู้ชายคนหนึ่ง

“เบา ๆ หน่อยสิ ทั้งตึกเขาหลับกันหมดแล้ว อย่าทำเสียงดังจนปลุกใครขึ้นมา”

“แล้วคืนนี้เราจะเริ่มจากใครดี? ฆ่าคนน่าเกลียดข้างห้องก่อนดีไหม? หรือจะเป็นไอ้คนที่ใส่กางเกงลายดอกตัวนั้น?”

มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงนั้นเย็นเยียบจนฟังแล้วรู้สึกหนาวสันหลัง

“ฉันว่าเริ่มจากเจ้าของตึกก่อนดีกว่า ฉันไม่ชอบสายตาหื่นกามของมัน อยากควักลูกตามันออกมาจะแย่แล้ว”

“แต่ฉันว่าเริ่มจากไอ้ข้างห้องนั่นก่อนดีกว่า รู้สึกมันคอยแอบมองเราตลอด สักวันมันต้องรู้ความลับของเราแน่!”

ทันใดนั้น เสียงในห้องข้าง ๆ ก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นความวุ่นวายราวกับมีคนหลายคนกำลังถกเถียงกันอย่างเปิดเผย ไม่มีท่าทีจะปิดบังแม้แต่น้อย

เสียงดังขนาดนั้น ทั้งตึกควรจะได้ยินกันหมดแล้ว แต่กลับไม่มีใครแสดงปฏิกิริยาอะไรเลย ไม่รู้ว่าเพราะพวกเขาหลับสนิทเกินไป... หรือเป็นเพราะอย่างอื่น

พวกนั้นยังคงเถียงกันไม่หยุด ว่าควรจะ “เริ่มฆ่าใครก่อนดี” ทุกคนในตึกถูกพูดถึงทั้งหมด ถูกฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในถ้อยคำสนทนา

และชื่อของฝูอวี่ซึ่งหลินเจวี๋ยกำลังสวมบทอยู่ ก็ถูกเอ่ยถึงบ่อยที่สุด

วิธีฆ่าที่พวกนั้นพูดถึงก็สารพัดแบบ

บางคนเสนอว่า จับมัดห้อยหัวลงมา ใช้มีดแทงไหล่สองข้างให้เลือดไหลทีละน้อย

บางคนบอกว่า ช่วยกันจับไว้ แล้วหั่นร่างออกเป็นชิ้น ๆ

อีกคนพูดเสียงเรียบ จับโยนเข้าห้องแช่แข็ง ปรับอุณหภูมิให้ต่ำสุด แป๊บเดียวก็แข็งตายเป็นแท่งน้ำแข็ง

“ไม่ถูก ๆ” มีเสียงหนึ่งพูดขึ้น “พวกแกพูดแต่เรื่องฆ่า แต่ยังไม่คิดเลยว่าจะจัดการศพยังไง”

“เดี๋ยวนะ ฉันได้ยินเสียงจากข้างห้อง ไอ้ตัวประหลาดน่าเกลียดนั่นตื่นแล้วเหรอ? มันแอบฟังพวกเราอยู่หรือเปล่า?”

ตึกตัก ๆ

ผนังด้านข้างเริ่มดัง คล้ายมีคนหลายคนแนบหูฟังอยู่ พยายามจับเสียงในห้องของหลินเจวี๋ย

เขาถอยห่างจากผนังอย่างเงียบ ๆ เดินเข้าไปในห้องน้ำ แล้วยกกะละมังที่แช่เสื้อกาวน์ขึ้นมานั่งขัดอยู่บนพื้น

“เสียงอะไรน่ะ?”

“ไอ้ตัวประหลาดน่าเกลียดนั่นตื่นแล้วจริง ๆ ด้วย ดึกขนาดนี้มันตื่นขึ้นมาทำอะไรของมัน?”

“ฟังดูเหมือนกำลังซักผ้า... กลางดึกไม่หลับไม่นอน จะซักผ้าทำไม?”

“จังหวะดีเลย! ตอนนี้แหละ ไปกันเถอะ คนละข้าง จับแขนมันไว้ แล้วแทงสองที!”

เสียงพวกนั้นพูดกันโดยไม่พยายามจะลดเสียงลงเลย หรืออาจจงใจพูดให้เขาได้ยินก็เป็นได้

“จะฆ่าก็ฆ่าไปสิ” อีกเสียงหนึ่งพูดอย่างรำคาญ “แต่ฉันยังย้ำคำถามเดิม แล้วพวกแกจะจัดการศพยังไง?”

เสียงทั้งหมดเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะระเบิดขึ้นอีกครั้งราวกับหม้อเดือด เสนอวิธีสารพัด ทั้งใส่กระเป๋าโยนลงท่อระบายน้ำ ไปจนถึงขุดหลุมฝังในที่เปลี่ยว

หลินเจวี๋ยนั่งซักเสื้อกาวน์ต่ออย่างไม่เร่งรีบ แล้วพูดขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่ชัดถ้อยคำ

“เริ่มจากแยกร่างออกก่อน ตัดกล้ามเนื้อเป็นชิ้น ๆ ฝังไว้ในทุ่งนา”

“หมอนี่พูดว่าอะไรนะ?”

“มันบ้าไปแล้วเหรอ? มาสอนเราจัดการศพเนี่ยนะ? มันคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?”

เสียงจากห้องข้าง ๆ เปลี่ยนโทนทันที เต็มไปด้วยความหงุดหงิดและไม่พอใจ

พวกนั้นเคยมองหลินเจวี๋ยเป็นเหยื่อ แต่ตอนนี้ กลับรู้สึกเหมือนถูกเหยื่อหันมาสั่งสอน ราวกับสลับบทบาทกันระหว่างเหยื่อและผู้ล่า

หลินเจวี๋ยไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขายังคงพูดต่อเสียงเรียบเย็น

“จากนั้นโกนขนทุกเส้นออกให้หมด เผาจนเหลือแต่เถ้า แล้วเทลงท่อระบายน้ำ”

“ส่วนกระดูกกับฟัน... เอาไปละลายในกรด ให้ไม่เหลือแม้แต่เถ้า”

ทันทีที่คำสุดท้ายหลุดจากปาก เสียงโหวกเหวกจากห้องข้าง ๆ ก็เงียบลงในพริบตา

ไม่ถูกแล้ว…

นี่มันคนบ้าอะไรกัน? ทำไมถึงพูดอะไรได้น่าขนลุกขนาดนั้น...!

เสียงที่เมื่อครู่ยังอึกทึกกลับกลายเป็นเงียบงันราวกับไร้ชีวิต เสียงจากห้องข้าง ๆ เหมือนถูกข่มให้เงียบลง ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อแม้แต่คนเดียว

หลินเจวี๋ยขัดคราบเลือดดำบนเสื้อกาวน์จนสะอาด แล้วนำไปแขวนตาก ก่อนจะเดินไปที่ผนัง เคาะเบา ๆ สองที “พวกคุณฟังเข้าใจไหม?”

ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงดังตุบ ๆ ราวกับมีใครกำลังถอยหนี

“ไม่เป็นไร ถ้าไม่เข้าใจ... เดี๋ยวฉันไปอธิบายให้ฟังเอง”

พูดจบ เขาก็หมอบลงไปใต้เตียง ดึงถุงอุปกรณ์ตกปลาที่ซ่อนอยู่ออกมา ค้นหาของที่เหมาะจะใช้เป็นอุปกรณ์การสอน

ในเมื่อจะทำหน้าที่เป็นครูก็ต้องมีไม้เรียวที่ดี จะได้แสดงให้เห็นว่า

ใครกันแน่ที่เป็นฆาตกรตัวจริง

“คริส! ไปปิดประตูเร็วเข้า!”

“ล็อกไว้แน่น ๆ อย่าให้หมอนั่นเข้ามาได้!”

“เอาตู้มาขวาง! เร็วเข้า บังไว้ก่อน!”

เสียงในห้องข้าง ๆ ดังอลหม่าน คนพวกนั้นเริ่มตระหนกสุดขีด พากันรีบหาทางกั้นประตู

หลังค้นอยู่นาน หลินเจวี๋ยหยิบประแจที่เปื้อนเลือดขึ้นมา ถือแน่นในมือ แล้วก้าวออกจากห้องอย่างช้า ๆ

ตอนนี้เขาไม่ใช่ฟางฮ่าวหรือหวังเทียนซูที่เคยอ่อนโยนอีกต่อไป แต่เป็น…

ฆาตกรในคืนฝนพรำ!

ใครกันจะทนได้... ที่มีคนมายืนพูดเรื่องฆ่าตัวเองต่อหน้าแบบนี้?

เขาค่อย ๆ เปิดประตู เดินตรงไปหยุดที่หน้าห้องหมายเลขสาม แล้วเคาะเบา ๆ อย่างสุภาพ

“เปิดประตูหน่อยสิ ฉันมาแล้ว”

“มันมาแล้ว! ไอ้ตัวประหลาดน่าเกลียดนั่นมาแล้ว!”

“อย่าให้มันเข้ามา! อย่าปล่อยให้มันพังเข้ามาได้เด็ดขาด!”

เสียงด้านในแตกตื่นขึ้นอีกครั้ง เสียงพูดปนกันยุ่งเหยิงจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง

หลินเจวี๋ยถอนหายใจเบา ๆ “อุตส่าห์พูดดี ๆ แล้วไม่ฟังกันเองนะ... งั้นอย่าโทษว่าฉันหยาบคายก็แล้วกัน ฉันจะนับสาม ถ้ายังไม่เปิด ฉันจะใช้กำลัง”

คำพูดยังไม่ทันจบ เขาก็ยกประแจขึ้นสูง แล้วฟาดใส่กลอนประตูเต็มแรง

เพล้ง!

เสียงโลหะกระแทกก้องสะเทือนทั้งตึก แสงไฟอัตโนมัติในทางเดินค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละดวง

แต่ทุกห้องยังคงเงียบสนิท ไม่มีใครออกมาดู ราวกับพวกเขาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกทั้งหมด

“บ้าเอ๊ย! ไหนมันบอกว่าจะนับถึงสามไม่ใช่เหรอ! ทำไมถึงเริ่มทุบประตูทันทีล่ะ?!”

“กอดฉันหน่อยเร็วเข้า!”

เพล้ง!

อีกหนึ่งเสียงดังลั่น ประแจในมือเขาฟาดลงอีกครั้ง คราวนี้กลอนประตูแตกกระจาย เขายกเท้าถีบประตูอย่างแรง

ประตูเปิดออกทันที

ในห้องหมายเลขสามกลับว่างเปล่า

ไม่มีใคร... มีเพียง รูปปั้นหัวคน ตั้งอยู่บนตู้ไม้

หลินเจวี๋ยถือประแจในมือแน่น เดินเข้าไปช้า ๆ กวาดตามองทั่วห้อง “ไม่มีใคร... แล้วเมื่อกี้เสียงพวกนั้นดังมาจากไหน?”

เขาหยุดอยู่ข้างรูปปั้นหัวคน สายตาเต็มไปด้วยความฉงน

รูปปั้นหัวคนค่อย ๆ ถอยหลังอย่างช้า ๆ ไอสังหารที่แผ่ออกมาจากหลินเจวี๋ยทำให้มันรู้สึกกลัวสุดขั้ว ไม่รู้ว่าชายคนนี้ต้องฆ่าคนไปมากเท่าไหร่ ถึงได้มีกลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้

ลูกตาของรูปปั้นค่อย ๆ กลอกไปมา พยายามหาจังหวะหลบหนี

แต่แล้วมันก็เห็น

ชายถือประแจคนนั้นกำลังมองตรงมาที่มัน

สายตาทั้งสองสบกัน

ในดวงตาของหลินเจวี๋ย ปรากฏเปลวไฟบ้าคลั่งและรอยยิ้มบิดเบี้ยวอันเย็นเยียบ

เขาเผยอริมฝีปาก พูดอย่างช้า ๆ

“เจอแล้ว... แอบอยู่ที่นี่เองสินะ”

จบบทที่ บทที่ 69 เสียงจากห้องข้าง ๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว