- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 69 เสียงจากห้องข้าง ๆ
บทที่ 69 เสียงจากห้องข้าง ๆ
บทที่ 69 เสียงจากห้องข้าง ๆ
【บทละคนที่ 2: ขณะคุณกำลังหลับ กลับถูกเสียงจากห้องข้าง ๆ ปลุกให้ตื่น เสียงสนทนาจากห้องหมายเลขสามที่ควรจะว่างเปล่า กำลังพูดคุยกันถึงแผนการฆาตกรรม】
【ในฐานะฆาตกร… คุณจะทนได้อย่างไรที่มีคนอื่นมาพูดเรื่องฆ่าคนต่อหน้าคุณแบบไม่แยแสเช่นนี้?】
หลินเจวี๋ยนอนอยู่บนเตียง จู่ ๆ ก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงจากระบบ เขาลุกขึ้นนั่ง มองผนังฝั่งตรงข้ามนิ่ง ๆ
ตุบ!
เหมือนมีของบางอย่างตกกระแทกพื้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของผู้ชายคนหนึ่ง
“เบา ๆ หน่อยสิ ทั้งตึกเขาหลับกันหมดแล้ว อย่าทำเสียงดังจนปลุกใครขึ้นมา”
“แล้วคืนนี้เราจะเริ่มจากใครดี? ฆ่าคนน่าเกลียดข้างห้องก่อนดีไหม? หรือจะเป็นไอ้คนที่ใส่กางเกงลายดอกตัวนั้น?”
มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงนั้นเย็นเยียบจนฟังแล้วรู้สึกหนาวสันหลัง
“ฉันว่าเริ่มจากเจ้าของตึกก่อนดีกว่า ฉันไม่ชอบสายตาหื่นกามของมัน อยากควักลูกตามันออกมาจะแย่แล้ว”
“แต่ฉันว่าเริ่มจากไอ้ข้างห้องนั่นก่อนดีกว่า รู้สึกมันคอยแอบมองเราตลอด สักวันมันต้องรู้ความลับของเราแน่!”
ทันใดนั้น เสียงในห้องข้าง ๆ ก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นความวุ่นวายราวกับมีคนหลายคนกำลังถกเถียงกันอย่างเปิดเผย ไม่มีท่าทีจะปิดบังแม้แต่น้อย
เสียงดังขนาดนั้น ทั้งตึกควรจะได้ยินกันหมดแล้ว แต่กลับไม่มีใครแสดงปฏิกิริยาอะไรเลย ไม่รู้ว่าเพราะพวกเขาหลับสนิทเกินไป... หรือเป็นเพราะอย่างอื่น
พวกนั้นยังคงเถียงกันไม่หยุด ว่าควรจะ “เริ่มฆ่าใครก่อนดี” ทุกคนในตึกถูกพูดถึงทั้งหมด ถูกฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในถ้อยคำสนทนา
และชื่อของฝูอวี่ซึ่งหลินเจวี๋ยกำลังสวมบทอยู่ ก็ถูกเอ่ยถึงบ่อยที่สุด
วิธีฆ่าที่พวกนั้นพูดถึงก็สารพัดแบบ
บางคนเสนอว่า จับมัดห้อยหัวลงมา ใช้มีดแทงไหล่สองข้างให้เลือดไหลทีละน้อย
บางคนบอกว่า ช่วยกันจับไว้ แล้วหั่นร่างออกเป็นชิ้น ๆ
อีกคนพูดเสียงเรียบ จับโยนเข้าห้องแช่แข็ง ปรับอุณหภูมิให้ต่ำสุด แป๊บเดียวก็แข็งตายเป็นแท่งน้ำแข็ง
“ไม่ถูก ๆ” มีเสียงหนึ่งพูดขึ้น “พวกแกพูดแต่เรื่องฆ่า แต่ยังไม่คิดเลยว่าจะจัดการศพยังไง”
“เดี๋ยวนะ ฉันได้ยินเสียงจากข้างห้อง ไอ้ตัวประหลาดน่าเกลียดนั่นตื่นแล้วเหรอ? มันแอบฟังพวกเราอยู่หรือเปล่า?”
ตึกตัก ๆ
ผนังด้านข้างเริ่มดัง คล้ายมีคนหลายคนแนบหูฟังอยู่ พยายามจับเสียงในห้องของหลินเจวี๋ย
เขาถอยห่างจากผนังอย่างเงียบ ๆ เดินเข้าไปในห้องน้ำ แล้วยกกะละมังที่แช่เสื้อกาวน์ขึ้นมานั่งขัดอยู่บนพื้น
“เสียงอะไรน่ะ?”
“ไอ้ตัวประหลาดน่าเกลียดนั่นตื่นแล้วจริง ๆ ด้วย ดึกขนาดนี้มันตื่นขึ้นมาทำอะไรของมัน?”
“ฟังดูเหมือนกำลังซักผ้า... กลางดึกไม่หลับไม่นอน จะซักผ้าทำไม?”
“จังหวะดีเลย! ตอนนี้แหละ ไปกันเถอะ คนละข้าง จับแขนมันไว้ แล้วแทงสองที!”
เสียงพวกนั้นพูดกันโดยไม่พยายามจะลดเสียงลงเลย หรืออาจจงใจพูดให้เขาได้ยินก็เป็นได้
“จะฆ่าก็ฆ่าไปสิ” อีกเสียงหนึ่งพูดอย่างรำคาญ “แต่ฉันยังย้ำคำถามเดิม แล้วพวกแกจะจัดการศพยังไง?”
เสียงทั้งหมดเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะระเบิดขึ้นอีกครั้งราวกับหม้อเดือด เสนอวิธีสารพัด ทั้งใส่กระเป๋าโยนลงท่อระบายน้ำ ไปจนถึงขุดหลุมฝังในที่เปลี่ยว
หลินเจวี๋ยนั่งซักเสื้อกาวน์ต่ออย่างไม่เร่งรีบ แล้วพูดขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่ชัดถ้อยคำ
“เริ่มจากแยกร่างออกก่อน ตัดกล้ามเนื้อเป็นชิ้น ๆ ฝังไว้ในทุ่งนา”
“หมอนี่พูดว่าอะไรนะ?”
“มันบ้าไปแล้วเหรอ? มาสอนเราจัดการศพเนี่ยนะ? มันคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?”
เสียงจากห้องข้าง ๆ เปลี่ยนโทนทันที เต็มไปด้วยความหงุดหงิดและไม่พอใจ
พวกนั้นเคยมองหลินเจวี๋ยเป็นเหยื่อ แต่ตอนนี้ กลับรู้สึกเหมือนถูกเหยื่อหันมาสั่งสอน ราวกับสลับบทบาทกันระหว่างเหยื่อและผู้ล่า
หลินเจวี๋ยไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขายังคงพูดต่อเสียงเรียบเย็น
“จากนั้นโกนขนทุกเส้นออกให้หมด เผาจนเหลือแต่เถ้า แล้วเทลงท่อระบายน้ำ”
“ส่วนกระดูกกับฟัน... เอาไปละลายในกรด ให้ไม่เหลือแม้แต่เถ้า”
ทันทีที่คำสุดท้ายหลุดจากปาก เสียงโหวกเหวกจากห้องข้าง ๆ ก็เงียบลงในพริบตา
ไม่ถูกแล้ว…
นี่มันคนบ้าอะไรกัน? ทำไมถึงพูดอะไรได้น่าขนลุกขนาดนั้น...!
เสียงที่เมื่อครู่ยังอึกทึกกลับกลายเป็นเงียบงันราวกับไร้ชีวิต เสียงจากห้องข้าง ๆ เหมือนถูกข่มให้เงียบลง ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อแม้แต่คนเดียว
หลินเจวี๋ยขัดคราบเลือดดำบนเสื้อกาวน์จนสะอาด แล้วนำไปแขวนตาก ก่อนจะเดินไปที่ผนัง เคาะเบา ๆ สองที “พวกคุณฟังเข้าใจไหม?”
ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงดังตุบ ๆ ราวกับมีใครกำลังถอยหนี
“ไม่เป็นไร ถ้าไม่เข้าใจ... เดี๋ยวฉันไปอธิบายให้ฟังเอง”
พูดจบ เขาก็หมอบลงไปใต้เตียง ดึงถุงอุปกรณ์ตกปลาที่ซ่อนอยู่ออกมา ค้นหาของที่เหมาะจะใช้เป็นอุปกรณ์การสอน
ในเมื่อจะทำหน้าที่เป็นครูก็ต้องมีไม้เรียวที่ดี จะได้แสดงให้เห็นว่า
ใครกันแน่ที่เป็นฆาตกรตัวจริง
“คริส! ไปปิดประตูเร็วเข้า!”
“ล็อกไว้แน่น ๆ อย่าให้หมอนั่นเข้ามาได้!”
“เอาตู้มาขวาง! เร็วเข้า บังไว้ก่อน!”
เสียงในห้องข้าง ๆ ดังอลหม่าน คนพวกนั้นเริ่มตระหนกสุดขีด พากันรีบหาทางกั้นประตู
หลังค้นอยู่นาน หลินเจวี๋ยหยิบประแจที่เปื้อนเลือดขึ้นมา ถือแน่นในมือ แล้วก้าวออกจากห้องอย่างช้า ๆ
ตอนนี้เขาไม่ใช่ฟางฮ่าวหรือหวังเทียนซูที่เคยอ่อนโยนอีกต่อไป แต่เป็น…
ฆาตกรในคืนฝนพรำ!
ใครกันจะทนได้... ที่มีคนมายืนพูดเรื่องฆ่าตัวเองต่อหน้าแบบนี้?
เขาค่อย ๆ เปิดประตู เดินตรงไปหยุดที่หน้าห้องหมายเลขสาม แล้วเคาะเบา ๆ อย่างสุภาพ
“เปิดประตูหน่อยสิ ฉันมาแล้ว”
“มันมาแล้ว! ไอ้ตัวประหลาดน่าเกลียดนั่นมาแล้ว!”
“อย่าให้มันเข้ามา! อย่าปล่อยให้มันพังเข้ามาได้เด็ดขาด!”
เสียงด้านในแตกตื่นขึ้นอีกครั้ง เสียงพูดปนกันยุ่งเหยิงจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง
หลินเจวี๋ยถอนหายใจเบา ๆ “อุตส่าห์พูดดี ๆ แล้วไม่ฟังกันเองนะ... งั้นอย่าโทษว่าฉันหยาบคายก็แล้วกัน ฉันจะนับสาม ถ้ายังไม่เปิด ฉันจะใช้กำลัง”
คำพูดยังไม่ทันจบ เขาก็ยกประแจขึ้นสูง แล้วฟาดใส่กลอนประตูเต็มแรง
เพล้ง!
เสียงโลหะกระแทกก้องสะเทือนทั้งตึก แสงไฟอัตโนมัติในทางเดินค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละดวง
แต่ทุกห้องยังคงเงียบสนิท ไม่มีใครออกมาดู ราวกับพวกเขาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกทั้งหมด
“บ้าเอ๊ย! ไหนมันบอกว่าจะนับถึงสามไม่ใช่เหรอ! ทำไมถึงเริ่มทุบประตูทันทีล่ะ?!”
“กอดฉันหน่อยเร็วเข้า!”
เพล้ง!
อีกหนึ่งเสียงดังลั่น ประแจในมือเขาฟาดลงอีกครั้ง คราวนี้กลอนประตูแตกกระจาย เขายกเท้าถีบประตูอย่างแรง
ประตูเปิดออกทันที
ในห้องหมายเลขสามกลับว่างเปล่า
ไม่มีใคร... มีเพียง รูปปั้นหัวคน ตั้งอยู่บนตู้ไม้
หลินเจวี๋ยถือประแจในมือแน่น เดินเข้าไปช้า ๆ กวาดตามองทั่วห้อง “ไม่มีใคร... แล้วเมื่อกี้เสียงพวกนั้นดังมาจากไหน?”
เขาหยุดอยู่ข้างรูปปั้นหัวคน สายตาเต็มไปด้วยความฉงน
รูปปั้นหัวคนค่อย ๆ ถอยหลังอย่างช้า ๆ ไอสังหารที่แผ่ออกมาจากหลินเจวี๋ยทำให้มันรู้สึกกลัวสุดขั้ว ไม่รู้ว่าชายคนนี้ต้องฆ่าคนไปมากเท่าไหร่ ถึงได้มีกลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้
ลูกตาของรูปปั้นค่อย ๆ กลอกไปมา พยายามหาจังหวะหลบหนี
แต่แล้วมันก็เห็น
ชายถือประแจคนนั้นกำลังมองตรงมาที่มัน
สายตาทั้งสองสบกัน
ในดวงตาของหลินเจวี๋ย ปรากฏเปลวไฟบ้าคลั่งและรอยยิ้มบิดเบี้ยวอันเย็นเยียบ
เขาเผยอริมฝีปาก พูดอย่างช้า ๆ
“เจอแล้ว... แอบอยู่ที่นี่เองสินะ”