เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 68 เพื่อนบ้านประหลาด

บทที่ 68 เพื่อนบ้านประหลาด

บทที่ 68 เพื่อนบ้านประหลาด


“ไม่... ยังไม่ใช่!”

หลินเจวี๋ยปฏิเสธสมมุติฐานของตัวเองแทบจะทันที แม้ภาพรวมจะดูสมบูรณ์ แต่กลับมีช่องโหว่ใหญ่ที่ไม่อาจมองข้าม

ทำไมเจ้าของตึกถึงต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้จักอู๋ฟาง?

การทำแบบนั้นไม่มีประโยชน์เลยสักนิด แถมยังหลอกฝูอวี่ไม่ได้ เพราะฝูอวี่รู้จักอู๋ฟางอยู่ก่อนแล้ว

เว้นแต่ว่า... เจ้าของตึกจะรู้ว่าเขาไม่ใช่ฝูอวี่ตัวจริง

แต่ก็เป็นไปไม่ได้ ร้านค้าแถวนั้นก็รู้จักฝูอวี่เหมือนกัน ตอนที่เขาไปเมื่อครู่ เจ้าของร้านยังคุยกับเขาอย่างปกติ ไม่แสดงอาการสงสัยเลย นั่นแปลว่าตอนนี้เขาแทบจะกลืนเข้าไปในบทบาทของฝูอวี่ได้สมบูรณ์แล้ว เจ้าของตึกไม่น่าจะมองออก

การวิเคราะห์ทั้งหมดถูกทลายลง เรื่องราวกลับไปเริ่มต้นที่ศูนย์อีกครั้ง

หลินเจวี๋ยนวดหว่างคิ้วเบา ๆ ทันใดนั้น เสียงประตูห้องหมายเลขสามปิดดัง “แกร๊ก” ตามด้วยเสียงส้นสูงกระทบพื้น เดินผ่านโถงทางเดินด้านนอกลงไปชั้นล่าง

อู๋ฟางออกไปข้างนอกแล้ว

เวลานี้... เธอจะออกไปทำไม?

หลินเจวี๋ยเดินไปที่หน้าต่าง เปิดผ้าม่านออกเพียงรอยแคบ มองลอดออกไปข้างนอก

จากตรงนี้สามารถมองเห็นถนนหยางเถาได้อย่างชัดเจน

บนถนนที่ว่างเปล่าไร้ผู้คน อู๋ฟางในชุดเดรสดำยาวกำลังเดินอยู่เพียงลำพัง ร่างของเธอค่อย ๆ จมหายไปในความมืดของปลายถนน

จะตามไปดูดีไหม?

ผู้หญิงคนเดียวออกไปตอนกลางคืน... มันอันตรายเกินไป อีกอย่าง “บทละคร” รอบนี้ก็มีภารกิจให้แอบสอดแนมอยู่แล้ว การสะกดรอยตาม นับเป็นขั้นต่อของการแอบมองโดยตรง

หลินเจวี๋ยเปิดประตูออกอย่างเงียบที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง

ทันทีที่ออกมานอกห้อง เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

หนาว…

ราวกับเปิดช่องแช่แข็งโดยไม่ทันตั้งตัว ลมเย็นยะเยือกพัดใส่หน้า จนเขาขนลุกซู่โดยอัตโนมัติ

แม้จะเป็นปลายฤดูร้อนต้นฤดูใบไม้ร่วง แต่กลางคืนก็ไม่ควรหนาวขนาดนี้ อีกทั้งตอนอยู่ในห้องก็ไม่ได้รู้สึกหนาวเลย

มีบางอย่างปรากฏขึ้นอีกแล้วหรือเปล่า…

หลินเจวี๋ยมองรอบตัว หลังจากบทคนโกหกครั้งก่อน เขาไม่ประมาทอีกต่อไป ก้มมองพื้น เพดาน และตามมุมมืดทุกแห่ง แต่ก็ไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ

ยิ่งเดินเข้าใกล้บันได อุณหภูมิก็ยิ่งลดต่ำลง

เขาหยุดอยู่หน้าห้องหมายเลขหนึ่ง เหมือนมีลมเย็นรั่วออกมาจากข้างใน

เขาย่อตัวลง ลองแตะช่องว่างระหว่างประตูกับพื้น

ลมเย็นจริง ๆ กำลังพัดออกมา และถ้าแนบหูฟัง ก็ยังได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทกำลังทำงานดังหึ่ง ๆ

‘เฒ่าหลี่ขี้ร้อนขนาดนั้นเลย? เปิดแอร์แรงขนาดนี้ได้ยังไง... แล้วนี่มันเครื่องปรับอากาศอะไรกันทำไมเย็นได้ขนาดนี้’

เขาแนบหูลงกับประตู ในเสียงแอร์ที่ดังสม่ำเสมอ ยังแว่วเสียงฟันกระทบกันของเฒ่าหลี่อยู่ในนั้น

“หนาว... หนาวเหลือเกิน...”

ถ้าหนาวขนาดนั้น ทำไมถึงยังเปิดแอร์ให้เย็นจัดขนาดนี้? ตอนกลางวันยังเห็นถอดเสื้ออยู่เลย…

หลินเจวี๋ยขมวดคิ้ว เขาเงี่ยหูฟังอีกครู่ แล้วตัดสินใจไม่เสียเวลาอยู่ต่อ เดินลงบันไดไปในทิศที่อู๋ฟางหายตัวไป

‘ผู้หญิงคนนี้เดินไวชะมัด... แค่ไม่กี่นาทีทำไมถึงไม่เห็นเงาแล้ว’

ถนนยาวทั้งสายเงียบวังเวง มองสุดปลายทางก็ว่างเปล่า อู๋ฟางราวกับหายไปในอากาศ หลินเจวี๋ยเดินตามไปหลายร้อยเมตรก็ยังไม่เห็นเธอ

“รีบออกมาแบบนี้... หรือว่าไปหาคนรักของเธอ?”

เมื่อการติดตามไม่เป็นผล หลินเจวี๋ยจึงกลับทางเดิม ตึกทั้งหลังจมอยู่ในความมืด ไม่มีแสงไฟสักดวง บรรยากาศนิ่งตายราวกับอาคารร้าง

เขาย่องขึ้นมาถึงชั้นสาม หยุดอยู่หน้าประตูห้องของเจ้าของตึก

เสียงบางอย่างลอดออกมาจากข้างใน เป็นเสียงที่ไม่น่าฟังนัก คล้ายเจ้าของตึกกำลังหมกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มดูคลิปโป๊

‘คนพรรค์นี้ดูเหมือนจะหมดเรี่ยวแรงอยู่ตลอดเวลา เอาแต่จ้องอู๋ฟางด้วยสายตาหื่นกระหายแบบนั้น... อู๋ฟางคงไม่ลดตัวไปยุ่งกับเขาแน่’

หลินเจวี๋ยตัดชื่อเจ้าของตึกออกจากรายชื่อผู้ต้องสงสัยอย่างสิ้นเชิง แล้วเดินอย่างเงียบกริบไปยังห้องหมายเลขห้า

นั่นคือห้องของชายที่ทำงานขายตรง คนที่เขาเห็นตอนกลางวัน แต่พอเห็นเขาเท่านั้นก็หน้าซีดเหมือนเจอผี รีบปิดประตูลงในทันที…

ภายในห้องนั้นมีเสียงสะอื้นเบา ๆ ถูกกดให้ต่ำ ราวกับอีกฝ่ายพยายามกลั้นเสียงไม่ให้เล็ดลอดออกมา แทรกอยู่กับเสียงคร่ำครวญ

“เงินของฉัน… เงินของฉัน!”

“ไม่… ขอร้องล่ะ! อย่าทำแบบนี้!”

ไม่รู้ว่าเขากำลังฝันร้าย หรือกำลังคุยโทรศัพท์กับใครกันแน่ แต่ดูเหมือนจะมีคนพยายามแย่งเงินไปจากเขา สำหรับพวกที่ทำงานขายตรงกึ่งหลอกลวง การถูกเอาเงินไปก็คงไม่ต่างจากการถูกเอาชีวิต

หลินเจวี๋ยเดินอย่างเงียบงันจนมาหยุดหน้าห้องสุดท้าย

ห้องหมายเลขหก

ตอนกลางวันประตูห้องนี้ปิดอยู่ตลอด เจ้าของตึกเคยบอกว่ามีคนพัก แต่ไม่เคยออกไปไหนเลย และแทบไม่เคยพูดคุยกับใคร

จากข้างในมีเสียงสะอื้นแผ่วเบาเล็ดลอดออกมา คล้ายคนที่เอามือปิดปากร้องไห้

‘กลางวันทุกคนดูเหมือนคนปกติดี... ทำไมพอตกกลางคืน ถึงเริ่มมีแต่เรื่องประหลาดเกิดขึ้น’

หลินเจวี๋ยเดินย้อนกลับตามทางเดิน พอเดินถึงหน้าห้องหมายเลขสี่ ประตูห้องของเจ้าของตึกก็เปิดออกพอดี

อีกฝ่ายถือโทรศัพท์อยู่ในมือ หน้าตาเต็มไปด้วยความลุกลี้ลุกลนแบบน่ารังเกียจ เหมือนกำลังดูอะไรบางอย่าง พอเห็นหลินเจวี๋ยก็สะดุ้งสุดตัว รีบปิดหน้าจอแทบไม่ทัน

“ฝูอวี่? ดึกขนาดนี้ทำไมยังไม่นอน แล้วขึ้นมาทำอะไรข้างบน?”

“นอนไม่หลับ ห้องมันอับ ๆ เลยออกมาสูดอากาศหน่อย” หลินเจวี๋ยมองอีกฝ่าย เจ้าของตึกใส่เพียงกางเกงนอน บนผ้านั้นมีจุดสีแดงประปราย ราวกับกลีบเหมยที่แต้มอยู่บนผืนผ้า... หรือไม่ก็คราบเลือดที่กระเซ็นเปรอะ

“รีบเข้านอนได้แล้ว ดึกมากแล้วนะ” เจ้าของตึกพึมพำ ก่อนปิดประตูใส่

‘พอเห็นเราก็กลับเข้าห้องทันที... เขากำลังจะออกไปไหนกันแน่?’

หลินเจวี๋ยยกมือแตะรอยแผลบนใบหน้าเบา ๆ แล้วพยุงตัวตามราวบันได ก้าวลงมาช้า ๆ

เมื่อถึงหน้าห้องตัวเอง พอเสียบกุญแจเข้าไปปุ๊บ เขาก็หยุดกะทันหัน

‘เดี๋ยวนะ... ตอนออกมาเราปิดประตูด้วยเหรอ?’

หรือว่าลมพัด?

เขาเอื้อมมือออกไปสัมผัสอากาศ ลมในค่ำคืนฤดูร้อนไม่แรงนัก

ดูเหมือนจะเป็นลมจริง ๆ…

“กันดารขนาดนี้ ใครจะกล้าเข้ามาขโมยของได้” เขาพึมพำอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะดึงประตูเปิดออกอย่างแรง

ภายในห้องเงียบสนิท จากตรงประตูสามารถมองเห็นทุกมุมในห้อง ไม่มีวี่แววของใคร

หลินเจวี๋ยเดินตรวจอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม แม้แต่ใต้เตียงหรือมุมตู้เสื้อผ้าก็ไม่เว้น แต่ก็ไม่พบร่องรอยว่ามีคนแอบเข้ามา

ข้าวของทุกอย่างอยู่ในที่เดิม ไม่มีอะไรเคลื่อนที่

แต่แล้ว…

“ไม่ถูก มีคนเข้ามาแน่ ๆ”

เขาหยุดอยู่หน้าห้องน้ำ บนพื้นมีอ่างพลาสติกใบหนึ่ง ภายในคือเสื้อกาวน์ที่เขาแช่ไว้ตอนกลางวัน

และข้างอ่างนั่น มีรอยเท้า จาง ๆ อยู่หนึ่งรอย

รอยเท้านั้นเปียกน้ำ หากไม่สังเกตดี ๆ ก็แทบมองไม่เห็นบนพื้นกระเบื้องสีขาว

หลินเจวี๋ยนั่งย่อลงมองอย่างละเอียด จากขนาดรอยเท้า เป็นของผู้ชายแน่นอน ตัดชื่ออู๋ฟางออกไปได้เลย

แปลว่าในช่วงที่เขาออกไป... มีใครบางคนลอบเข้ามาในห้องนี้ แถมยังยืนนิ่งอยู่ในห้องน้ำสักพัก

“หรือจะเป็นเจ้าของตึก?”

คนแรกที่หลินเจวี๋ยนึกถึงคือเขา เพราะในตึกนี้มีเพียงเจ้าของตึกเท่านั้นที่มีกุญแจของทุกห้อง

เขาใช้มือลบรอยเท้านั้นออก แล้วค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น

“ฮ่า ๆ เราแอบมองคนอื่น... แต่ดูเหมือนจะมีคนแอบมองเราอยู่เหมือนกัน”

จบบทที่ บทที่ 68 เพื่อนบ้านประหลาด

คัดลอกลิงก์แล้ว