เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 55 เด็กสาวตาบอด

บทที่ 55 เด็กสาวตาบอด

บทที่ 55 เด็กสาวตาบอด


เสียงที่มาจากส่วนลึกของหมอกงั้นหรือ?

หลินเจวี๋ยขยับสายตาเล็กน้อย เด็กสาวตาบอดคนหนึ่ง จะรู้ได้อย่างไรว่าเสียงนั้นมาจาก “ส่วนลึกของหมอก”?

“หลังจากนั้นมา ฉันกับภรรยาสภาพจิตใจก็เริ่มผิดปกติ เหมือนมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นกำลังส่งผลกับเราอยู่”

เหอผิงขอบุหรี่จากหลินเจวี๋ยอีกมวน แต่กลับไม่จุด เพียงคาบไว้ในปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้า “เริ่มจากภรรรยาของฉัน เธอกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ จิตใจก็เลื่อนลอยอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งวันหนึ่งตอนออกไปข้างนอก เธอประสบอุบัติเหตุรถชนเข้า… แล้วก็จากไปตลอดกาล”

“ต่อมาก็คือฉัน อารมณ์เริ่มแปรปรวนง่าย เห็นภาพหลอนอยู่บ่อยครั้ง รู้สึกเหมือนในบ้านมีคนแปลกหน้ามากมาย”

“พวกเขาจะมาฆ่าฉัน แล้วจะพาลูกสาวของฉันไป!”

“แต่พอได้สติกลับมา บ้านก็ว่างเปล่า เหลือแค่เฟอร์นิเจอร์ที่ฉันทุบจนพัง กับลูกสาวที่หลบอยู่มุมห้อง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว”

“ฉันก็เลยไปหาจิตแพทย์ เขาบอกว่าฉันเครียดเกินไป เป็นอาการคลุ้มคลั่งรุนแรง”

“ฉันทำตามคำแนะนำของหมอ กินยาให้ตรงเวลา พยายามผ่อนคลาย แต่โรคกลับยิ่งทรุดหนักลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันก็เห็นอีกครั้ง”

“เป็นผู้ชายตัวสูง สวมเสื้อฮู้ดสีดำ มีหมวกปิดหน้า มองไม่เห็นหน้าตา เขาเข้ามาจับตัวลูกสาวของฉันไปต่อหน้าต่อตา”

“ฉันไม่รู้เลยว่าตอนนั้นตัวเองอยู่ในอาการหลอนหรือยังมีสติ เพราะกลัวว่าทั้งหมดอาจจะเป็นภาพในหัวอีกครั้ง ถ้าเผลอทำลายข้าวของอีก ก็อาจทำให้ลูกสาวกลัว ดังนั้นฉัน… ได้แต่ยืนนิ่ง มองดูเขาพาลูกสาวไป”

“ลูกร้องเรียกชื่ออยู่ตลอดเวลา แต่ฉันกลับไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว”

“จนกระทั่งเพื่อนบ้านมาถึง ฉันถึงได้รู้ว่า… นั่นไม่ใช่ภาพหลอน ลูกสาวของฉันหายตัวไปจริง ๆ!”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเหอผิงกลับนิ่งสงบลงอีกครั้ง แต่หลินเจวี๋ยรู้ดี ความนิ่งนั้นคือขีดสุดของความเจ็บปวด

ได้แต่ยืนมองลูกสาวถูกพาตัวไป แล้วเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเพ้อ นั่นเท่ากับการผ่าหัวใจของคนเป็นพ่อออกมา แล้วบดให้แหลกละเอียด

ความเจ็บนั้น มีเพียงเหอผิงเท่านั้นที่รู้

ดังคำกล่าวที่ว่า ความเศร้าที่เจ็บปวด ย่อมไร้เสียง แม้จะเป็นเพียงการรำลึกถึง แต่ความปวดร้าวนั้นก็รุนแรงพอจะกระตุ้นกลไกป้องกันตัวของร่างกาย ทำให้เหอผิงสงบลงอย่างฉับพลัน

เพราะถ้าปล่อยให้ความเจ็บปวดลามไปมากกว่านี้ เขาอาจจะทนไม่ไหว ทำเรื่องแย่ ๆ ขึ้นมา

หลินเจวี๋ยนั่งนิ่งอยู่ข้าง ๆ ทบทวนสิ่งที่เหอผิงพูด ชายที่เขากล่าวถึงนั้น ฟังดูคุ้นหูเหลือเกิน

“ตัวสูง… เสื้อฮู้ดสีดำ… สวมหมวก…”

นั่นมันคนเดียวกับตอนที่อยู่กับเพื่อนบ้านคนนั้นไม่ใช่เหรอ?

หมายความว่า… ลูกสาวของเหอผิงถูกคนของ องค์กรโลกใหม่ พาตัวไป?

แต่ทำไมอีกฝ่ายถึงต้องพาตัวเด็กสาวตาบอดไป? เพราะเธอได้ยิน “เสียงจากส่วนลึกของหมอก”? จุดประสงค์ของพวกเขาคืออะไรกันแน่?

หลินเจวี๋ยไม่ได้พูดอะไร เพียงนั่งฟังเหอผิงเล่าต่อเงียบ ๆ

“หลังจากลูกสาวหายตัวไป สภาพจิตของฉันก็พังโดยสิ้นเชิง จนวันหนึ่งฉันไปทำร้ายคนเข้า เลยถูกส่งตัวไปบำบัดในโรงพยาบาลจิตเวช”

“ก็คือโรงพยาบาลที่ฉันเคยเล่าไว้ในนั่นแหละ”

“ตอนแรกอาการฉันหนักมาก ต้องอยู่ห้องแยกคนเดียว พออาการเริ่มดีขึ้นจึงย้ายมาอยู่ห้องรวม”

“ตั้งแต่ได้เข้าไปอยู่ในห้องนั้น เหตุการณ์ประหลาดก็เริ่มเกิดขึ้น เริ่มจากเพื่อนร่วมห้องตายอย่างลึกลับ ตามมาด้วยพยาบาลและหมอที่เริ่มมีพฤติกรรมแปลกไป พวกเขาเหมือนจะไม่ใช่ตัวของตัวเองอีกต่อไป คล้าย ๆ กับเฉียวคัง...”

แม้สิ่งที่เหอผิงพูดดูไม่เกี่ยวกับคำถามของหลินเจวี๋ย แต่เขาก็ไม่ขัด เพียงเงียบฟังต่อ

“จนกระทั่งทุกอย่างเริ่มผิดเพี้ยนไปหมด ฉันถึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วผู้อำนวยการของโรงพยาบาล… คือคนบ้าเสียเอง”

“เขาแยกส่วนของสิ่งประหลาดออกมา แล้วใช้ วุตถุต้องสาป เย็บอวัยวะเหล่านั้นเข้ากับร่างคน… เพื่อดูว่ามนุษย์จะควบคุมอวัยวะของสิ่งประหลาดได้หรือไม่”

“เขาบอกพวกเราว่า นี่คือศิลปะแห่งความเป็นอมตะ”

ศิลปะแห่งความเป็นอมตะงั้นเหรอ?

เพียงได้ยิน หลินเจวี๋ยก็จินตนาการออกแล้วว่า ผู้อำนวยการคนนั้นต้องเป็นคนบ้าโดยสมบูรณ์ เพราะร่างกายมนุษย์กับสิ่งประหลาด จะไปเกี่ยวข้องกับ “ความเป็นอมตะ” ได้อย่างไรกัน?

การนำร่างมนุษย์มาทดลองกับสิ่งประหลาด ต้องมีสภาพจิตแบบไหนกัน ถึงจะคิดทำเรื่องแบบนั้นได้…

“ดังนั้น สภาพร่างกายของคุณตอนนี้ เป็นฝีมือของผู้อำนวยการคนนั้นใช่ไหม?” สายตาของหลินเจวี๋ยมองไปที่มือทั้งสองข้างของเหอผิง

“อืม เขาตัดมือของสิ่งประหลาดระดับ D ออก แล้วเย็บมันเข้ากับร่างของฉัน และฉันก็คือคนไข้รายแรกที่เขาทดลองสำเร็จ”

“เขายังใช้กล้องบันทึกภาพเอาไว้ตั้งแต่ต้นจนจบด้วย นั่นแหละ... ทำไมฉันถึงเกลียดการถูกถ่าย”

ที่แท้ก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง ไม่แปลกเลยว่าทำไมเขาถึงหลีกเลี่ยงกล้องมาตลอด

หลินเจวี๋ยพยักหน้าเบา ๆ แล้วฟังต่อ

“ฉันยังจำสายตาของเขาในวันนั้นได้ดี เป็นสายตาที่ทั้งชื่นชมและเสียดาย เหมือนแม้การทดลองจะสำเร็จ แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าหมายที่เขาต้องการ”

“หลังจากนั้น เขาก็เริ่มบ้าขึ้นเรื่อย ๆ เอาคนไข้ไปทดลองเพิ่มอีกจำนวนมาก จนพวกเขากลายเป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งปีศาจ”

“สุดท้าย พวกเรารอจนวันที่ผู้อำนวยการไม่อยู่ แล้วรวมตัวกันก่อการจลาจลครั้งใหญ่ หนีออกมาจากโรงพยาบาลนั้นได้สำเร็จ”

เมื่อเล่าจบ เหอผิงก็ส่งสัญญาณให้หลินเจวี๋ยช่วยจุดบุหรี่ให้

หลินเจวี๋ยยื่นมือออกไป เปลวไฟลุกขึ้น ส่องให้เห็นใบหน้าของทั้งคู่ ใบหน้าหนึ่งเต็มไปด้วยร่องรอยของความปวดร้าว อีกใบหนึ่งเต็มไปด้วยความครุ่นคิด

เหอผิงสูบควันเข้าอย่างเงียบ ๆ เพื่อปรับอารมณ์ให้สงบลง ส่วนหลินเจวี๋ยก้มหน้าไม่พูดอะไร คิดตามในใจ

ชะตาของเหอผิงนั้นช่างน่าสงสาร ภรรยาตายเพราะอุบัติเหตุ ลูกสาวที่ตาบอดโดยกำเนิดถูกพวก “องค์กรโลกใหม่” พาตัวไป แถมตัวเองยังต้องตกอยู่ในมือของผู้อำนวยการวิกลจริต จนกลายเป็นอย่างที่เห็นในตอนนี้…

“ตาบอดโดยกำเนิด…”

หลินเจวี๋ยพลันนึกขึ้นมาได้ ตอนที่หัวบินนั่นถูกเขาหลอกคุย มันเคยพูดว่า สิ่งประหลาดที่มันเคยเจอแข็งแกร่งที่สุด คือหญิงสาวตาบอดคนหนึ่ง

หรือทั้งสองเรื่องนี้... จะมีความเชื่อมโยงกัน?

ไม่น่าจะเป็นไปได้ คนหนึ่งเป็นมนุษย์ อีกคนเป็นสิ่งประหลาด…

แต่ องค์กรโลกใหม่นั้น เป็นกลุ่มที่สร้างเหตุการณ์สิ่งประหลาดโดยตรง เป็นไปได้ไหมว่า… ลูกสาวของเหอผิงถูกฆ่าตาย แล้วร่างของเธอถูกหมอกกลืนกิน จนกลายเป็นสิ่งประหลาดไปแล้ว?

ดูจากรายงานและคำให้การในแฟ้มคดีนั้น องค์กรนี้ทำได้ทุกอย่างจริง ๆ

หลินเจวี๋ยสะบัดความคิดทิ้ง แล้วเอ่ยทำลายความเงียบก่อน “แล้วคุณ… เจอลูกสาวหรือยัง?”

คำตอบชัดเจนตั้งแต่ยังไม่ต้องฟัง เหอผิงส่ายหน้า “ไม่ แต่มีคนมาสืบคดีนี้ให้ฉัน… ก็คือหัวหน้าทีมของคุณ เฉินฝู เขาบอกว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับองค์กรที่ชื่อว่า ‘โลกใหม่’”

“เขาว่าองค์กรนั้นสร้างเหตุการณ์สิ่งประหลาดขึ้นเอง ตั้งแต่นั้นมาฉันเลยพยายามเข้าไปในทุกพื้นที่ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น แม้แต่ในหมอกก็เข้าไปเอง เพื่อหาร่องรอยของพวกมัน”

“งั้นที่คุณมาร่วมทีมกับเฉียวคังในครั้งนี้ ก็เพราะได้ยินว่าอุโมงค์เขาซั่วหลงเคยมีเหตุการณ์สิ่งประหลาดเกิดขึ้นมาก่อนสินะ?”

หลินเจวี๋ยมองไปยังเฉียวคังที่สลบอยู่ข้าง ๆ

เขาครุ่นคิดอยู่นาน แต่ก็ยังเก็บงำความคิดนั้นไว้

แม้ว่าโอกาสที่ลูกสาวของเหอผิงจะเป็นหญิงสาวตาบอดอย่างที่หัวบินพูด แต่ถ้าชายวัยกลางคนผู้น่าสงสาร เชื่อขึ้นมาและไม่สามารถรับมือกับมันได้ล่ะ? คนที่ผ่านความสูญเสียขนาดนี้ คงไม่อาจรับได้อีก

เขาไม่อยากซ้ำเติมคนที่พังไปแล้วให้พังลงไปกว่าเดิม

“ใช่ แต่ผลที่เห็นก็อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ คงไม่เกี่ยวกับองค์กรโลกใหม่เท่าไร” เหอผิงพูดพร้อมชี้ไปที่เฉียวคัง “เด็กคนนี้… ยกให้ฉันจัดการได้ไหม?”

ดูจากน้ำเสียง เขาคงยังอยากเค้นเอาความจริงอะไรบางอย่างออกมาให้ได้ ไม่ยอมปล่อยโอกาสแม้แต่น้อย

หลินเจวี๋ยไม่ขัดอะไร ไม่ว่าเฉียวคังจะลงเอยยังไง

… มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องรับผิดชอบอีกต่อไป

จบบทที่ บทที่ 55 เด็กสาวตาบอด

คัดลอกลิงก์แล้ว