- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 54 ไร้สิ่งต้องห้าม
บทที่ 54 ไร้สิ่งต้องห้าม
บทที่ 54 ไร้สิ่งต้องห้าม
เปลวเพลิงลุกโชน ร้อนแรงและสว่างจ้า
ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินฟู่กุ้ยกับเหยาเหยาโดนเงาดำพุ่งชนจนหมดสติไปก่อน ถ้าได้เห็นฉากตรงหน้าเข้า คงได้ช็อกจนสลบไปอีกรอบแน่
จนกระทั่งแน่ใจแล้วว่าเงาดำสุดท้ายถูกเผาจนหมดสิ้น หลินเจวี๋ยถึงได้สะบัดมือเบา ๆ
เปลวเพลิงพลันดับวูบไปโดยไม่เหลือร่องรอย ความมืดเข้าปกคลุมวิลล่าอีกครั้ง
แข็งแกร่ง…
เหอผิงเกอกลืนน้ำลาย เขาเห็นทุกอย่างกับตา สิ่งประหลาดระดับ D ถูกจัดการในชั่วพริบตา ไม่ทันแม้แต่จะตอบโต้
หมอนี่เป็นใครกันแน่!?
เขามองหลินเจวี๋ย อีกฝ่ายมีสีหน้ายิ้มแย้ม ดูไม่มีพิษมีภัย ทว่าพลังที่แสดงออกมากลับทำให้คนดูขนลุกซู่
ตอนเห็นมีดสั้นทองสัมฤทธิ์ร่วงจากกระเป๋า เขาก็รู้แล้วว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา แต่ไม่คิดเลยว่าจะ ขนาดนี้!
ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถในการวิเคราะห์ของเขาก็น่ากลัวไม่แพ้กัน
เหอผิงเกอมีอวัยวะต้องสาปอยู่ในร่าง สามารถรู้สึกได้ว่ามีสิ่งประหลาดแฝงอยู่ในทีม แต่ไม่อาจระบุได้ว่าใคร ทว่าหลินเจวี๋ยกลับใช้เพียงเศษเบาะแสเล็กน้อยก็ไขทุกอย่างออกจนหมด
นี่มันคนจากที่ไหนกันแน่…
【ฉาก “คนโกหก” ปิดกล้องแล้ว】
【ตอนจบของบทละคร: หมอกจางลง เงาดำสลาย ทีมนักสำรวจวิญญาณต้องแลกชัยชนะด้วยราคาที่แสนสาหัส】
【คะแนนการถ่ายทอดตัวละคร 95 คะแนนการแสดง 95 คะแนนบทละคร 95 คะแนนรวม: S สามารถรับรางวัล】
【ได้รับ: พลังพิเศษ “ไร้สิ่งต้องห้าม”】
【ไร้สิ่งต้องห้าม: การกระทำของคุณจะไม่ถูกขัดขวางใด ๆ วิญญาณชั่วร้ายบนโลกนี้จะไม่อาจสั่นคลอนจิตใจคุณได้อีกต่อไป】
【ระดับการปนเปื้อนถูกชำระล้างออกแล้ว 10% คงเหลือ 55%】
‘วิญญาณชั่วร้ายบนโลกนี้จะไม่อาจสั่นคลอนจิตใจได้?’
‘หมายความพวกมันไม่สามารถปนเปื้อนเราได้อีกต่อไปงั้นเหรอ?’
‘แต่ทำไมถึงไม่ชำระให้หมดไปเลยล่ะ หรือว่านี่เป็นทักษะป้องกันแบบติดตัว ที่จะส่งผลก็ต่อเมื่อมีสิ่งประหลาดพยายามปนเปื้อนอีกครั้ง?’
หลินเจวี๋ยนิ่งคิดอยู่ในใจ พลังนี้ต่อไปต้องมีประโยชน์มากแน่ เพราะเฉินฝูเคยบอกไว้ว่า สิ่งประหลาดระดับสูงบางชนิดไม่จำเป็นต้องอาศัยสื่อกลางในการปนเปื้อน
และเมื่อมีพลังนี้แล้ว เขาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนปนเปื้อนอีกต่อไป
แม้บทละครจะจบลงแล้ว... แต่ยังมีเรื่องที่ต้องสะสาง
เขาหันไปมองเหอผิงเกอ
อีกฝ่ายก็หันมามองเช่นกัน เส้นเลือดสีดำบนแขนโยนร่างของเฉียวคังที่หมดสติลงบนโซฟา ใบหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“นายเป็นใครกันแน่?”
“หลี่เก๋อไง” หลินเจวี๋ยยักไหล่ รอยยิ้มยังคงเหมือนเดิม “แต่ผมโกหกพวกคุณเรื่องตัวตนเล็กน้อย จริง ๆ แล้วผมเป็นคนของกรมตรวจสอบ”
“หน่วยยามราตรี... รู้จักไหมครับ? ผมอยู่ทีมเดียวกับพวกเขา”
หลินเจวี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เขาเป็นเพียงเด็กฝึกงานได้เพียงครึ่งเดือน แต่หัวใจของ “ฟางฮ่าว” ยังคงอยู่ที่กรมตรวจสอบเสมอ
“ทีมของเฉินฝู?” เหอผิงเกอถามกลับอย่างแปลกใจ
หลินเจวี๋ยชะงัก “คุณรู้จักหัวหน้าหน่วยของพวกเราด้วยเหรอ?”
บังเอิญขนาดนี้เลย? แค่พูดมั่ว ๆ ก็เจอคนรู้จักเฉินฝูเข้าให้
มือของเหอผิงเกอที่เต็มไปด้วยความผิดปกติแบบนั้น... กลับรู้จักเฉินฝูได้ยังไงกัน แต่ถ้าเฉินฝูไม่จัดการเขา แสดงว่าชายคนนี้ถึงจะดูคล้ายสิ่งประหลาด แต่คงเป็น ‘คนดี’ คนหนึ่ง
“เคยเจอกันครั้งหนึ่งเมื่อสามเดือนก่อน” พอเงาดำถูกจัดการ เหอผิงเกอก็ถอนหายใจโล่ง ดูเหมือนเพราะมีชื่อของเฉินฝูอยู่ในบทสนทนา ท่าทีของเขาจึงผ่อนคลายลงมาก นั่งลงบนโซฟาอย่างหมดแรง “ตอนนั้นฉันยังไม่เห็นนายเลยนะ”
“ผมเพิ่งเข้าหน่วยได้ไม่นานเองครับ ตอนนี้ก็ยังเป็นแค่เด็กฝึกงานอยู่”
หลินเจวี๋ยเดินไปที่หน้าต่าง แหวกม่านออก หมอกข้างนอกกำลังค่อย ๆ จางลง ไม่นานคงจะสลายไปหมด
ได้ยินดังนั้น เหอผิงเกอทำสีหน้าแปลกประหลาดขึ้นมาทันที…
“เด็กฝึกงาน?”
ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มาตรฐานของกรมตรวจสอบถึงได้สูงขนาดนี้? เด็กฝึกงานสามารถรับมือกับความผิดปกติระดับ D ได้อย่างง่ายดาย?
ถ้าไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้หลินเจวี๋ยพูดเองว่าเฉินฝูเป็นหัวหน้าทีม เขาคงจะสงสัยไปแล้วว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างคือหัวหน้าหน่วยคนใหม่
เขาไม่ได้สงสัยเลยว่าหลินเจวี๋ยจะไม่ใช่คนของยามราตรี คำพูดของอีกฝ่ายจริงใจ และด้วยพลังขนาดนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องใโกหกด้วยซ้ำ
ถ้าเขารู้ว่าผู้ชายที่ดูเปิดเผยอบอุ่นตรงหน้ากลับเป็นคนที่สามารถ “ปั่นหัว” เฉินฝูได้ ก็ไม่รู้ว่าจะคิดยังไงดี
“เล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหม” หลินเจวี๋ยเดินจากหน้าต่างมาหยุดตรงหน้าโซฟา มองดูมือของเหอผิงเกอที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดสีดำ “เรื่องของคุณน่ะ”
เหอผิงเกอก้มมองมือของตัวเอง ก่อนหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น “ฉันดูเหมือนสิ่งประหลาดใช่ไหม?”
“นิดหน่อย” หลินเจวี๋ยตอบพลางจับร่างเฉียวคังที่สลบอยู่บนโซฟาโยนลงพื้น แล้วนั่งลงข้าง ๆ เหอผิงเกอ “คุณกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง ผมได้ยินเงาดำนั่นพูดเรื่องการเย็บอวัยวะต้องสาป มันเอามาจากสิ่งประหลาดจริงเหรอ?”
“ใช่” เหอผิงเกอดึงถุงมือออกจากกระเป๋าเสื้ออีกครั้ง สวมกลับเข้าไปอย่างระมัดระวัง “อวัยวะพวกนี้ ถูกแยกออกมาจากร่างของสิ่งประหลาดจริง ๆ”
“จริงเหรอ…” มนุษย์สามารถเย็บอวัยวะของสิ่งประหลาดเข้ากับร่างกายได้? แถมยังควบคุมได้อีก?
หลินเจวี๋ยถึงกับตกตะลึง เรื่องนี้ชวนขนหัวลุกยิ่งกว่าการเปลี่ยนมือคนเป็นขาหมูเสียอีก
แต่พอคิดดูดี ๆ เขาเองก็เริ่มเข้าสู่เส้นทางเหนือมนุษย์แล้ว จะให้มีเรื่องแบบนี้อีกก็ไม่แปลกอะไรนัก
“ยังไงคุณก็สามารถตรวจแฟ้มข้อมูลของฉันได้อยู่ดี เลยไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร”
“งั้นขอตั้งแต่ต้นเลยก็แล้วกัน”
เหอผิงเกอถอนหายใจยาว “ฉันชื่อเหอผิง เดิมมีครอบครัวที่อบอุ่น ภรรยาใจดี ลูกสาวเพิ่งอายุครบสิบขวบ แม้จะมีปัญหาทางสายตาตั้งแต่เกิด แต่ก็เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายมาก”
“ทว่าทุกอย่างจบลงเมื่อหนึ่งปีก่อน ฉันยังจำได้ดี วันนั้นเป็นวันก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์ ลูกสาวบอกฉันว่าเธอได้ยินเสียงประหลาดมากมาย เหมือนมีคนหลายคนมากระซิบอยู่ข้างหูเธอตลอดเวลา”
“ตอนแรกฉันไม่ได้ใส่ใจ คิดว่าเพราะตาเธอมองไม่เห็นเลยมีการรับเสียงที่ไวเกินไป ถ้าตอนนั้นฉันสนใจสักนิด... เรื่องคงไม่เป็นแบบนี้”
เหอผิงเกอกำมือแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจและเจ็บปวด
หลินเจวี๋ยหยิบซองบุหรี่ยับ ๆ ออกมาจากกระเป๋า ยื่นให้ “สูบหน่อยไหม”
“ขอบใจ” เหอผิงเกอรับไว้
หลินเจวี๋ยควานหาไฟแช็กอยู่นานแต่ไม่เจอ สุดท้ายก็ยกนิ้วขึ้นมาแตะตรงปลายบุหรี่ ไฟลุกพรึบจากปลายนิ้วท่ามกลางสายตาพิกลของอีกฝ่าย
“ไม่เคยเห็นใครใช้พลังเหนือธรรมชาติจุดบุหรี่มาก่อน…” เหอผิงเกอสูบลึก ๆ หนึ่งที “หลังจากนั้น อาการของลูกสาวก็แย่ลงเรื่อย ๆ”
“เธอบอกว่าเสียงพวกนั้นดังขึ้นทุกวัน เสียงคำสาป เสียงกรีดร้อง เสียงคร่ำครวญที่มืดมิด… เต็มอยู่ในหูของเธอ”
“สภาพจิตใจของเธอก็ทรุดลงทุกวัน กลางคืนไม่ยอมนอน พอได้ยินเสียงเพียงนิดเดียวก็คลุ้มคลั่ง ทำลายของรอบตัวจนหมด”
“ฉันกับภรรยาพาเธอไปรักษาทุกโรงพยาบาลที่พาไปได้ แต่ผลออกมาทุกครั้งก็คือ ไม่พบความผิดปกติ”
“เราเคยสงสัยว่าอาจเป็นเพราะการวินิจฉัยผิดพลาด แต่ไม่ว่าจะที่ไหน คำตอบก็เหมือนกันหมด”
“ลูกสาวของฉัน… นอกจากมองไม่เห็น ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย!”
“แต่ถ้าอย่างนั้น ทำไมเธอถึงได้ยินเสียงพวกนั้นกันล่ะ…”
เหอผิงเกอกุมผมตัวเองไว้แน่น ปลายบุหรี่ร้อนจนไหม้ผม ความทรงจำช่วงนั้นคือบาดแผลที่ฝังลึกที่สุดในชีวิตของเขา
ลูกกำลังทุกข์ทรมาน แต่ในฐานะพ่อกลับไม่สามารถช่วยได้ เป็นใครก็รับไม่ไหว
“จนวันหนึ่ง ลูกสาวพูดกับฉันว่า…”
“พ่อคะ หนูรู้แล้วว่าพวกเสียงพวกนั้นมาจากไหน”
“จากไหน?” หลินเจวี๋ยถามเสียงเรียบ แต่ในใจกลับรู้สึกเย็นวาบ เขาเหลือบตามองไปนอกหน้าต่าง “คือหมอกนั่นใช่ไหม?”
“อืม” เหอผิงเกอดับบุหรี่ลง สูดลมหายใจเข้าลึก “เธอบอกว่า เสียงพวกนั้น ดังมาจากส่วนลึกของหมอก”