- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 53 ควบคุมไฟ
บทที่ 53 ควบคุมไฟ
บทที่ 53 ควบคุมไฟ
เงาบนพื้นพลิ้วไหวบิดเบี้ยว ใบหน้าของเฉียวคังค่อย ๆ บิดงอ ดวงตาเต็มไปด้วยความชิงชังและอาฆาต
“หลี่เก๋อ ฉันต้องยอมรับเลยนะ ว่านายฉลาดจริง ๆ สมกับที่จบจากสถาบันชั้นนำ”
“แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันไม่เข้าใจ ทำไมฉันถึงไม่รู้สึกถึงความกลัวจากตัวนายเลย”
เงาดำคืบคลานออกจากเท้าของเขา แผ่ขยายราวใยแมงมุม ไม่ช้าก็ปกคลุมทั่วทั้งห้อง
อารมณ์ด้านลบจำนวนมหาศาลพุ่งขึ้นราวกับคลื่นซัด ราวกับจะกลืนกินหลินเจวี๋ย
ด้านหลัง เฉินฟู่กุ้ยกับเหยาเหยาใบหน้าซีดเผือด ดวงตาสั่นระริก เห็นได้ชัดว่ากำลังถูกแรงกดดันของอารมณ์เหล่านั้นครอบงำ สภาพจิตใจใกล้จะพังทลาย
‘นี่คือพลังของสิ่งประหลาดระดับ D อย่างนั้นเหรอ…’
หลินเจวี๋ยมองเงาดำคืบคลานไปทั่วผนัง ทั้งหมดนี้เทียบกับระดับ E ไม่ได้เลย ความมืดนี้แฝงคำสาปร้ายแรงที่รุมกัดกินจิตใจของเขาอย่างต่อเนื่อง
“ฉันถามนายอยู่นะ ทำไมถึงไม่กลัว?”
เฉียวคังก้าวเข้ามาอีกก้าว ผนังโดยรอบปรากฏเงามือสีดำสนิทนับไม่ถ้วน คืบคลานเข้าหาเขา “งั้นให้ฉันลองดูหน่อย ถ้าฉันค่อย ๆ ฉีกร่างของนายออกทีละชิ้น… นายจะเริ่มรู้สึกกลัวได้หรือยัง?”
ทันใดนั้น เหอผิงเกอที่เงียบอยู่ตลอดกลับขยับขึ้นมาขวางหน้า เขายื่นมือขวาออกไป
ถุงมือที่สวมอยู่ฉีกขาดออกในทันที เส้นเลือดสีดำเส้นหนาหลายเส้นพุ่งออกจากฝ่ามือของเขา ขวางเงามือเหล่านั้นไว้
ไม่เพียงเท่านั้น เส้นเลือดเหล่านั้นยังแทงทะลุเข้าไปในเงามือ ก่อนจะเริ่มเต้นเป็นจังหวะคล้ายกำลังดูดบางสิ่งออกมา
“นั่นมันอะไร...”
หลินเจวี๋ยถอยไปหนึ่งก้าว เขาพอเดาได้ว่าเหอผิงเกอน่าจะมีพลังพิเศษบางอย่าง แต่รูปลักษณ์แบบนี้มันชวนขนหัวลุกเกินไป
มือของคนธรรมดาจะมีเส้นเลือดโผล่ออกมาได้ยังไง?
‘หรือว่า...เหมือนภรรยาของคุณจู หมอนี่ก็เป็นสิ่งประหลาดที่ยังคงสติไว้ได้?’
แต่ก็แปลก...เขาไม่เห็นกลุ่มหมอกสีดำเลย
ตอนเงาดำปรากฏขึ้น ดวงตาแห่งความจริง ของเขาก็มองเห็นหมอกดำจำนวนมาก นั่นแปลว่าพลังพิเศษของเขาไม่ได้มีปัญหา แล้วทำไมเหอผิงเกอที่ดูเหมือนสิ่งประหลาด กลับไม่มีหมอกดำยู่เลย?
“ฉันระแวงนายมาตลอด!” เฉียวคังคำราม “คิดว่าการเย็บอวัยวะของสิ่งประหลาดเข้ากับร่างตัวเองจะสู้ฉันได้ยังงั้นเหรอ!”
เงาดำด้านหลังของเขารวมตัวกันกลายเป็นคลื่นสีดำขนาดมหึมา พุ่งกระแทกลงมาอย่างรุนแรง
“ระวัง!” เหอผิงเกอสีหน้าเปลี่ยนทันที ถุงมืออีกข้างของเขาฉีกขาด เส้นเลือดนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นกลางอากาศ รวมตัวกันเป็นร่มขนาดใหญ่
คลื่นสีดำกระแทกใส่ร่มนั้น แตกกระจายเป็นสายหมอกไหลลงสู่พื้น
หมอกดำพลิ้วไปทั่วห้อง กลืนกินทุกสิ่งที่อยู่ภายใน
“แย่แล้ว...”
เหอผิงเกอหน้าถอดสี เส้นเลือดสีดำรีบพันเข้าหาหลินเจวี๋ยกับคนอื่น พยายามจะดึงพวกเขาเข้ามาใกล้
แต่เงามือนับร้อยกลับยื่นออกมาจากหมอก คว้าเส้นเลือดไว้แล้วกระชากอย่างแรง
เสียงฉีกขาดดังขึ้น เส้นเลือดขาดสะบั้น เลือดสีดำกระเซ็นเป็นสาย เหอผิงเกอครางออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเรียกเส้นเลือดกลับอย่างไม่เต็มใจนัก
“เอาตัวไม่รอด แล้วยังจะคิดช่วยคนอื่นอีก”
เฉียวคังปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางเงามืด “ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าคนเป็นอย่างนาย เอาอวัยวะของสิ่งประหลาดมาจากไหน ให้ฉันได้ศึกษาหน่อยเถอะ”
“พูดมากเกินไปแล้ว!” เหอผิงเกอเอ่ยเสียงเย็น เส้นเลือดหมุนวนรอบตัว ต่อสู้กับมือเหล่านั้น
แต่ความต่างของพลังนนั้นเห็นได้ชัดเจน เส้นเลือดฉีกขาดไม่หยุด เลือดสีดำหยดลงพื้นราวกับน้ำหมึกไหลนอง
“รอฆ่านายก่อน แล้วค่อยจัดการหนูสามตัวนั้น...”
เฉียวคังหัวเราะเสียงต่ำ มองผ่านไปยังหลินเจวี๋ยกับคนอื่นที่ถูกเงาดำกลืนหายไป พลางยิ้มอย่างบ้าคลั่ง หมอกดำรอบตัวเริ่มเดือดพล่านราวกับเปลวเพลิงสีดำ
ชายคนนี้ได้กลายเป็นทาสของสิ่งประหลาดโดยสมบูรณ์ ไม่เหลือเค้าความเป็นมนุษย์อีกเลย
อีกด้านหนึ่ง หลินเจวี๋ยมองเงาดำที่ทะลักเข้ามาเหมือนคลื่นทะเล ความรู้สึกอึดอัดแผ่ปกลุมไปทั่วร่าง
เงาดำไหลทะลักเข้าทางปากและจมูก มันต่างจากการจมน้ำ ตรงที่สิ่งที่ไหลเข้าสู่ร่างกายกลับเต็มไปด้วยคำสาป ความสิ้นหวัง และความชิงชังที่กัดกินจิตใจอย่างช้า ๆ
ขณะเดียวกัน เงามือนับไม่ถ้วนยังคงคว้าตามร่างเขาราวกับกรงเล็บที่ยื่นออกมาจากขุมนรก พยายามจะลากเขาลงสู่เหวลึก
ต้องยอมรับ สิ่งประหลาดระดับ D แข็งแกร่งจริง ๆ มันเหนือกว่าระดับ E หลายเท่าตัว ถ้าเป็นเมื่อสามวันก่อน เขาคงไม่มีทางสู้ได้เลย
แต่ตอนนี้ เขามีพลัง “เพลิงประกาย” อยู่ในร่าง กระดูกสีทองทำให้ความเร็วในการฝึกฝนเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า
ก่อนจะมาที่อุโมงค์เขาซั่วหลง เขาได้ทะลวง “ทักษะชุบไฟ” ขึ้นถึงชั้นที่สองเรียบร้อยแล้ว
ชั้นที่สอง ควบคุมเปลวเพลิง
ควบคุมไฟ ครอบครองพลังที่เกินกว่าความเข้าใจของมนุษย์!
“ฟู่…”
หลินเจวี๋ยค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ ยื่นมือขวาออกไปคว้าเงามือที่พุ่งเข้ามา
ตูม!
เปลวเพลิงปะทุขึ้นจากฝ่ามือของเขา เผาไหม้จากศูนย์กลางที่สัมผัสกับเงามือนั้น ลามกระจายออกไปทั่วทุกทิศ
เงาดำที่ปกคลุมเขาไว้พลันลุกไหม้ เปลวเพลิงแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว สาดแสงแผดเผาไปทั่ววิลล่าอันมืดมิด
“อ๊ากกกกกกกก!!!”
“นั่นมันอะไรกัน!?”
เสียงกรีดร้องเจ็บปวดดังขึ้นจากเงามืด พื้นที่ที่ถูกเปลวเพลิงแตะต้องเริ่มพ่นควันดำออกมาอย่างบ้าคลั่ง
เงาดำรีบตัดสินใจในทันที สลัดส่วนที่ถูกไฟลามทิ้ง แล้วถอยหนีอย่างตื่นตระหนก ราวหนูที่เห็นแมว
สีหน้าของเฉียวคังมืดลงทันที เขาเหลียวมองไปยังทิศของหลินเจวี๋ย
เหอผิงเกอก็รู้สึกถึงความผิดปกติ หันกลับไปมองด้านหลัง
ท่ามกลางเงาดำที่ถอยร่นเหมือนคลื่นซัดกลับ เปลวเพลิงลุกโชนขึ้น สลายความมืดมิดไปทุกทิศทุกทาง
ท่ามกลางแสงไฟสว่างจ้า หลินเจวี๋ยก้าวออกมาช้า ๆ จากเปลวเพลิง
เขาเป่าควันบาง ๆ ที่ยังติดอยู่ที่ปลายนิ้ว ก่อนจะเงยหน้ามองเฉียวคังที่ยืนนิ่งตะลึง แล้วคลี่ยิ้มบาง “จำผมไม่ได้เหรอครับ... พี่เฉียวคัง?”
สิ่งที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่เฉียวคังคาดไว้ทั้งหมด เงามืดของเขาระแวดระวังเหอผิงเกอมาตลอด เพราะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่กลับไม่ทันระวัง “หลี่เก๋อ” ที่ดูเหมือนคนธรรมดา
ในความเข้าใจของเขา หลี่เก๋อก็แค่คนทั่วไป ฉลาดหน่อยก็เท่านั้น แล้วทำไมถึงมีไฟที่สามารถเผาผลาญเขาได้ขนาดนี้!?
“แกเป็นใครกันแน่!?” เสียงของเฉียวคังกับเงามืดประสานถามออกมาพร้อมกัน
นับตั้งแต่กลายเป็นสิ่งประหลาดระดับ D มันไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวถึงเพียงนี้มาก่อน มราวกับอีกฝ่ายมีพลังที่เหนือกว่าโดยสิ้นเชิง
เป็นไปไม่ได้! หรืออีกฝ่ายเป็นตัวตนระดับสูงของมนุษย์!?
“มีหลายคนที่เคยถามคำถามนี้กับผม” หลินเจวี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ “คุณจะได้คำตอบนั้นในไม่ช้า”
ทุกย่างก้าวที่เขาเดินออกไป เปลวเพลิงจะหมุนวนรอบตัวเขา ราวกับเทพแห่งไฟที่จุติลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อเผาผลาญสิ่งอัปมงคลทั้งปวง
เงามืดส่งเสียงกรีดร้อง ก่อนจะหดตัวลงเหลือขนาดเงาธรรมดา มันควบคุมร่างของเฉียวคังให้พุ่งเข้าหาหลินเจวี๋ย ขณะที่ตัวมันพยายามแทรกลงไปในพื้น พยายามหนีออกทางรอยแยกใต้ประตู
เปลวเพลิงนั่นน่ากลัวเกินไป สำหรับมนุษย์อาจเห็นเป็นเพียงไฟธรรมดา แต่สำหรับสิ่งประหลาดอย่างมัน มันคือศัตรูโดยธรรมชาติ แค่แตะต้องก็ไม่อาจหลุดพ้น ต้องสละบางส่วนของร่างเพื่อหนีเอาตัวรอด
หลังจากทิ้งส่วนหนึ่งของร่างไป พลังของมันก็ลดลงมาก อีกทั้งเหอผิงเกอที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็คอยจับจ้องมันอยู่ ดังนั้นมันจึงไม่มีความกล้าที่จะสู้ต่อ จึงเลือกที่จะหนีทันที
เหอผิงเกอสลัดความตกตะลึงออกไป ใช้เส้นเลือดเส้นหนึ่งพันร่างเฉียวคังกระแทกไปด้านข้าง แล้วตะโกนเสียงเข้ม “มัวช้าอะไร! รีบตามมันไปสิ!”
“ไม่ต้อง” หลินเจวี๋ยส่ายหน้าเบา ๆ
เพลิงทั่วร่างของเขาค่อย ๆ รวมตัวขึ้นเหนือศีรษะ กลั่นเป็นลูกไฟขนาดเท่าศีรษะมนุษย์
เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ลูกไฟนั้นระเบิดแตกเป็นหยดเพลิงนับร้อย ราวกับสายฝนโหมกระหน่ำลงมา สายฝนสีทอง โหมคลุมพื้นที่ที่เงามืดกำลังหนีไป
“ถอยไป!”
เงาดำเปล่งเสียงแหลมสูง เงามือนับไม่ถ้วนไขว้กันขึ้นกลายเป็นหอคอยสูง ราวสร้างขึ้นจากความอาฆาตพยาบาท
แต่ก็ไม่อาจต้านทานสายฝนสีทองนั้นได้ หอคอยสั่นสะท้าน ก่อนจะถล่มลงภายในไม่กี่วินาที
ควันดำหนาทึบลอยขึ้นพร้อมเสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง พื้นบริเวณนั้นลุกเป็นไฟ บิดงอ ส่งเสียงดัง
ซี่…
ภายใต้เปลวเพลิงอันสว่างไสว เงาดำบิดเบี้ยวราวกับถูกเผาจนละลาย เสียงกรีดร้องค่อย ๆ แผ่วลง…
และสุดท้าย มันก็สลายหายไปเหมือนหิมะที่ละลายภายใต้แสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน.