- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 56 ผมรู้จักหมอคนหนึ่ง
บทที่ 56 ผมรู้จักหมอคนหนึ่ง
บทที่ 56 ผมรู้จักหมอคนหนึ่ง
“คุณยังจำชื่อโรงพยาบาลจิตเวชนั้นได้ไหม?” หลินเจวี๋ยถามเป็นคำสุดท้าย
“จำได้ ต่อให้ต้องตายก็ไม่มีวันลืม”
เหอผิงโยนก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วบดด้วยปลายเท้า กล่าวช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ “โรงพยาบาลฟื้นฟูสภาพจิตใจ ‘หยงหนิง’ เมืองซานเจียง”
หลินเจวี๋ยจดจำชื่อนี้ไว้ในใจอย่างเงียบ ๆ โรงพยาบาลแห่งนี้อาจปรากฏอยู่ใน บทละคร ก็เป็นได้
“พี่ เราแลกเบอร์ติดต่อกันไว้หน่อยไหม”
เขาทำท่าล้วงมือถือจากกระเป๋า แต่แท้จริงแล้วเป็นการเปิด โทรศัพท์ของฟางฮ่าว จากช่องเก็บของในระบบ ยกเลิกโหมดเครื่องบินอย่างไม่ให้ผิดสังเกต
เหอผิงบอกหมายเลขโทรศัพท์ของตนออกมา หลินเจวี๋ยก้มลงบันทึกพร้อมพูดอย่างสบาย ๆ ว่า “ผมรู้จักหมอคนหนึ่งนะ ถ้าอยากแยกอวัยวะของสิ่งประหลาดออกจากตัว ผมอาจช่วยติดต่อให้ได้”
“หมอคนนี้ถึงจะเปิดแค่คลินิก แต่ฝีมือผ่าตัดยอดเยี่ยมมาก มีประสบการณ์สูง เคยช่วยผู้ป่วยนับไม่ถ้วนให้หายจากโรคที่คนอื่นรักษาไม่ได้”
“อย่างเช่นผ่าตัดตัดมือทิ้งพร้อมยกเลิกการทำงานของประสาท ผ่าตัดแก้พฤติกรรมการกินของแปลก หรือแม้แต่ผ่าตัดเย็บหัวเข้ากับร่างกายคนอื่นก็ยังทำได้”
ฟังถึงตรงนี้ เหอผิงถึงกับขนลุกซู่
ผ่าตัดตัดมือแล้วยกเลิกการทำงานของมัน? หมอดีดีที่ไหนจะทำแบบนั้นกัน หรือเป็นหมอจากชายแดนพม่า?
ส่วนเรื่อง “เย็บหัวคนอื่นเข้ากับร่างคนคน” นั่น… นี่มันหมอประเภทไหนกันแน่?
คนรู้จักของหลินเจวี๋ยน เป็นหมอจริง ๆ หรือเป็นพวกเดียวกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลนั่นกัน?
มุมปากของเหอผิงกระตุกเบา ๆ กำลังจะปฏิเสธ ทันใดนั้น ประตูวิลล่าก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ปัง! ปัง! ปัง!
พร้อมกับเสียงหญิงสาวแหลมบิดเบี้ยวอันคุ้นเคยดังลอดเข้ามา
“ฉันได้ยินแล้ว! ฉันได้ยินเสียงพวกนายแล้ว!”
“ให้ฉันเข้าไป! เปิดประตูให้ฉันเข้าไป!”
เสียงนั้นคล้ายเสียงนกกลางคืน ทั้งเฉินฟู่กุ้ยและเหยาเหยาที่สลบอยู่ถึงกับตัวสั่นไม่หยุด เหมือนเสียงนั้นเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอจะลากพวกเขาเข้าสู่ฝันร้ายได้อีกครั้ง
หลินเจวี๋ยกับเหอผิงสบตากัน ดูท่าความวุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่จะคงดึงดูดสิ่งประหลาดให้กลับมาอีกแล้ว
หลินเจวี๋ยกดปิดเครื่อง เก็บใส่กระเป๋า ก่อนลุกขึ้นยืน เดินไปที่ประตูพร้อมตะโกนออกไปเสียงดัง
“รอก่อนนะ ผมกำลังจะไปเปิดให้แล้ว!”
เขาเลื่อนตู้ที่ขวางอยู่แล้วเปิดประตูออกอย่างช้า ๆ
นอกประตู หญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ ผมยาวสีดำพันกันจับเป็นก้อนด้วยเลือดสดครึ่งศีรษะ ครึ่งตัวด้านซ้ายเหมือนถูกล้อรถบรรทุกเหยียบจนแหลก บิดเบี้ยวผิดรูปจนกระดูกโผล่ทะลุออกมา
ชุดเดรสสีขาวบนร่างของเธอถูกย้อมด้วยเลือดจนกลายเป็นสีแดงเข้ม เมื่อเห็นหลินเจวี๋ยเปิดประตู ใบหน้าซีดเผือดกลับเผยรอยยิ้มเย็นชาอันชั่วร้ายขึ้นมา
“ฉันรู้ ว่ามีคนอยู่ในบ้านจริง ๆ”
พูดจบ มือขวาที่เต็มไปด้วยเลือดของเธอก็พุ่งตรงมาที่คอของหลินเจวี๋ยอย่างรวดเร็ว!
แต่สิ่งที่เธอคาดไว้กลับไม่เกิดขึ้น ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีการดิ้นหนี
ตรงกันข้าม ชายหนุ่มตรงหน้ากลับคว้ามือเธอไว้แน่น พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย
“คุณ… ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้? มีใครขับรถชนคุณหรือเปล่า?”
“???”
หญิงสาวถึงกับนิ่งค้าง สถานการณ์มันผิดไปจากที่เธอคิดโดยสิ้นเชิง!
ชายคนนี้ไม่ควรจะร้องขอชีวิต หรือคุกเข่าขอให้ปล่อยเขาไปเหรอ!?
เธอพยายามสะบัดมือหนี แต่แรงของอีกฝ่ายกลับมหาศาลจนขยับไม่ได้ ยังไม่ทันตั้งตัว ก็ถูกกระชากร่างเข้าไปในบ้าน
ปัง!
ประตูถูกปิดดังลั่น
ความมืดกลับมาปกคลุมทั่วห้องอีกครั้ง แต่สำสิ่งประหลาดนั้น แสงหรือความมืดก็ไม่ต่างกัน
ในสายตาเธอ มองเห็นชัดเจนว่ามี “มนุษย์ห้าคน” อยู่ในห้องนี้
ห้าชีวิตสดใหม่… น่ากินยิ่งนัก
ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น เลือดบนร่างค่อย ๆ เดือดพล่าน เธอแทบจะอดใจไม่ไหวแล้วที่จะลงมือ
“เจ้า… เอ๊ะ… เอ๊ะ…”
แต่ก่อนที่เธอจะได้เผยร่างจริงของตนเองออกมา ชายหนุ่มกลับจับเธอกดลงบนโซฟาอย่างรวดเร็ว
“เชิญเลย ตอนนี้คุณเข้ามาแล้ว แล้วคุณอยากทำอะไรต่อดีล่ะ?” หลินเจวี๋ยมองเธอตรง ๆ ในแววตาแฝงความคาดหวังอย่างประหลาด เหมือนกำลังรอดูว่าเธอจะ “เริ่มแสดง” ตอนไหน…
ใบหน้าของหญิงสาวบิดเบี้ยว เลือดไหลนองทั่วร่าง “ฉัน… ฉันถูกใส่ร้าย! ฉัน อ๊ะ…”
เธอคิดจะขู่มนุษย์ตรงหน้าให้กลัวแทบตาย แต่สิ่งที่เห็นกลับตรงกันข้าม ชายคนนั้นไม่แสดงอาการหวาดหวั่นแม้แต่นิด กลับใช้สายตาแปลกประหลาดมองเธอแทน
สายตานั้น… เหมือนหมาจิ้งจอกที่ซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ แล้วในที่สุดกระต่ายก็ก้าวออกจากโพรงมาให้มันตะครุบ
ถึงเป็น “สิ่งประหลาดหญิง” อย่างเธอ ก็ยังอดขนลุกไม่ได้ เสียงกรีดร้องที่เคยแหลมเล็กกลับกลายเป็นตะกุกตะกัก
“พูดต่อสิ พูดต่อ” หลินเจวี๋ยผายมือให้เธอพูด “ตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณเคาะประตู ผมก็อยากไปเปิดให้แล้ว แต่ตอนนั้นสถานการณ์มันไม่อำนวย โชคดีที่คุณไม่ยอมแพ้ ยังกลับมาอีก คราวนี้ผมก็ได้เจอกับคุณจนได้”
แม้จะโง่แค่ไหน เธอก็รู้แล้วว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เธอรีบเงียบเสียง แล้วค่อย ๆ สอดสายตามองไปรอบห้อง
ในห้องมีอีกสี่คน สามคนนอนสลบอยู่ อีกคนคือชายใส่สูทที่นั่งอยู่บนโซฟา สีหน้าเย็นชาแต่แฝงความประหลาดใจไว้
แค่เพียงสบตา หญิงวิญญาณก็รู้สึกได้ถึง “กลิ่นของพวกเดียวกัน” บนร่างของเขา
นอกจากนี้ ในห้องยังมีกลิ่นอาฆาตหลงเหลืออยู่ในอากาศ กลิ่นของ “สิ่งประหลาดที่ตายไปแล้ว” กลิ่นนั้นเข้มข้นมาก ราวกับอีกฝ่ายเคยแข็งแกร่งกว่าตัวเธอหลายเท่า
หมายความว่า… สองคนที่ยังมีสติอยู่ตรงหน้าเธอนี่ ฆ่าสิ่งประหลาดที่แข็งแกร่งกว่าตัวเธอได้สำเร็จ!
แย่แล้วสิ… “แกะหลงเข้าถ้ำเสือ” อย่างแท้จริง!
ไม่แปลกเลยที่ผู้ชายคนนี้จะต้อนรับเธออย่างอบอุ่นขนาดนั้น เขาคงหมายจะจัดการเธอนี่เอง!
สิ่งประหลาดรีบตั้งสติ “เอ่อ… ฉันนึกออกแล้ว ฉัน… ฉันแค่จะไปหาเฒ่าหวังข้างบ้าน ฉันเคาะผิดประตู!”
พูดพลางรีบลุกจากโซฟา เตรียมหนีออกไปให้ไกลที่สุด
แต่หลินเจวี๋ยกลับคว้าตัวเธอไว้ กดให้นั่งกลับลงไป “ดูสิ คุณบาดเจ็บขนาดนี้ ยังจะคิดหนีอีกเหรอ? ไหน ๆ ก็มาเจอผมแล้ว ปล่อยให้ผมช่วยคุณเถอะ”
เขาพูดพลางถอนหายใจเหมือนระลึกถึงอะไรบางอย่าง
“ผมเคยเจอคนแบบคุณมาก่อน ตอนนั้นมีหัวแก่… ไม่สิผมหมายถึงชายชราคนหนึ่ง มาเคาะหน้าต่างบ้านผมตอนเที่ยงคืน ขอให้เปิดให้เขาได้เข้าไปพัก”
“ผมเห็นเขาอยู่ตัวคนเดียว ก็นึกสงสารเลยให้เข้ามา แต่ยังไม่ทันคุยอะไรกัน เขากลับพยายามจะหนีออกจากบ้าน ผมพยายามรั้งเขาไว้เท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ”
“สุดท้าย… ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะอยากช่วยเขาให้ถึงที่สุด ผมก็เลยทำให้เขาต้องอยู่ในบ้านตลอดไป”
เหอผิงที่นั่งอยู่อีกด้านถึงกับขนลุกไปทั้งตัว
คำพูดของหลินเจวี๋ยเหมือนเล่าเรื่องช่วยเหลือช่ายชรา แต่ฟังดูยังไง… ก็เหมือนคำสารภาพของฆาตกร!
หญิงสาวขดตัวแน่น ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าพูดสักคำ
“ว่าไงล่ะ อยากให้ผมช่วยไหม?” หลินเจวี๋ยกดมือลงบนไหล่เธอ สายตาเปล่งประกายราวกับตื่นเต้นที่ได้ทำดี
“อยาก… ค่ะ~~~”
เสียงของหญิงวิญญาณสั่นจนแทบฟังไม่ออก สีหน้าเหยเกเป็นรอยยิ้มที่น่าสงสารยิ่งกว่าการร้องไห้
“ดีมาก” หลินเจวี๋ยยิ้มอ่อน ก่อนค่อย ๆ รูดซิปกระเป๋า เอามีดปอกผลไม้ออกมา “งั้นเริ่มจากตรงนี้ก่อนนะ ฉันจะช่วยจัดการเนื้อที่ฉีกขาดกับกระดูกที่แตกให้เรียบร้อย”
พูดได้ไม่นาน เขาก็ส่ายหัวเบา ๆ “ไม่สิ ร่างคุณเสียหายเกินเยียวยาแล้ว งั้นตัดหัวออกก่อนแล้วหาร่างใหม่ให้แทนก็แล้วละกัน”
“ไม่ต้องกลัวนะ ผมมีเพื่อนเป็นหมอ เขาทำการ ‘ผ่าตัดเปลี่ยนหัว’ เก่งมากเลย”
เปลี่ยนหัว!?
หญิงสาวถึงกับสะอึก ความสามารถของฉันไม่ได้อยู่ที่หัวสักหน่อย! ถ้าโดนตัดหัวออก นั่นไม่ใช่ผ่าตัดแล้ว มันคือฆาตกรรมชัด ๆ!
เธอรู้แล้วว่าชายคนนี้ไม่ได้ล้อเล่น เขากำลัง แกล้งเธอ อย่างจงใจ
หญิงสาวกรีดร้องสุดเสียง เลือดทั่วร่างพลันไหลย้อนกลับไปยังแขน มือของเธอพุ่งตรงเข้าที่หัวใจของหลินเจวี๋ยด้วยแรงอาฆาตเต็มกำลัง
ความโกรธเปลี่ยนเป็นสัญชาตญาณสังหาร ตอนนี้เธอต้องการเพียงฉีกเขาให้เป็นชิ้น ๆ
“อีกแล้วเหรอ ทำไมพวกคุณถึงไม่เคยเข้าใจความหวังดีของผมเลยนะ…”
หลินเจวี๋ยถอนหายใจเบา ๆ เปลวไฟลุกไหม้ขึ้นบนใบมีดปอกผลไม้ ก่อนพุ่งแทงลงอย่างเฉียบขาด
เมื่อหญิงวิญญาณแน่นิ่งไป เขาก็หันมามองเหอผิงที่นั่งตัวแข็งอยู่ข้าง ๆ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“ว่าไงครับพี่เหอ คิดดูอีกทีไหมล่ะ? ข้อเสนอเมื่อกี้ของผม เรื่องหมอ..”
เหอผิงรีบส่ายหน้าตัดบท “ไม่ต้อง! ไม่ต้องแล้ว!” เขาเช็ดเหงื่อที่ผุดเต็มหน้าผาก ฝืนยิ้มแห้ง ๆ ออกมา
ชายที่ชื่อหลี่เก๋อคนนี้… ฉลาดก็จริง แต่บ้าก็เต็มขั้น!