- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 47 ให้ฉันเข้าไปหน่อย!
บทที่ 47 ให้ฉันเข้าไปหน่อย!
บทที่ 47 ให้ฉันเข้าไปหน่อย!
เมื่อเห็นสายตาทุกคู่มองมาที่ตนเอง เฉียวคังก็ยิ้มเก้อ ๆ “ฉันก็พูดไปอย่างงั้นเอง แถมในบ้านก็ไม่มีร่องรอยอะไรด้วย”
หลินเจวี๋ยมองเขาด้วยแววตาแฝงความหมาย จากพฤติกรรมที่ผ่านมาของหมอนี่ ไม่มีทางเลยที่เขาจะพูดอะไรแบบนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ คำพูดเมื่อครู่... จงใจพูดขึ้นมาเพื่อ “สร้างความกลัว” ให้คนอื่นชัด ๆ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหมอก หรือสัญญาณบนภูเขาแย่อยู่แล้ว ทุกคนที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เห็นเพียงสัญลักษณ์ “X” ตรงมุมหน้าจอ โทรออกไม่ได้แม้แต่เบอร์ฉุกเฉิน มีเพียงเสียงซ่า ๆ ของสัญญาณรบกวนดังแทรกในลำโพง
ไม่มีใครกล้าพูดอะไรเสียงดัง และก็ไม่มีใครกล้าแยกตัว ทั้งหมดจึงได้แต่นั่งเบียดกันอยู่ในห้องโถงท่ามกลางบรรยากาศอึดอัด
ภายในเต็มไปด้วยความเงียบและความตึงเครียด เสียงแปลก ๆ ที่ดังมาจากด้านนอกวิลล่าเป็นระยะ ๆ ยิ่งตอกย้ำความกลัวในใจของทุกคน
เจียเจียกอดเข่าซุกตัวอยู่ที่มุมโซฟา ดวงตาเหม่อลอย ร่างกายสั่นระริกอย่างไม่รู้ตัว เธออยู่บนขอบเหวของการ “เสียสติ” เต็มที
ซซซ…
ไฟในวิลล่าเริ่มมีเสียงดังหึ่ง ๆ แสงไฟกระพริบสองสามครั้งก่อนจะดับสนิท
ทั้งวิลล่าตกอยู่ในความมืดมิดทันที
“กรี๊ดดดดดดด!!!”
เสียงกรีดร้องของหญิงสาวสองคนดังขึ้นพร้อมกัน การที่ไฟดับอย่างกะทันหันเหมือนเทน้ำมันลงบนกองไฟ ความหวาดกลัวที่คุกรุ่นอยู่ยิ่งระเบิดออก ทุกคนกรูกันเข้ามาเกาะกลุ่มแน่น
มนุษย์มีสัญชาตญาณกลัวความมืด เพราะในความมืดเราไม่อาจรับรู้ถึงความปลอดภัยได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมนุษย์ถึงโหยหา “แสงสว่าง” เพื่อขับไล่ความมืดออกไป
“เงียบ!”
เสียงเหอผิงเกอตวาดต่ำด้วยความหงุดหงิด “ร้องเสียงดังแบบนั้น เดี๋ยวก็ล่อสิ่งประหลาดเข้ามาหรอก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สองสาวก็รีบปิดปากเงียบ แต่ยังไม่ทันครบครึ่งนาที
ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก…
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านหน้า
เสียงนั้นช้าและสม่ำเสมอจนผิดธรรมชาติ ทุกคนหันขวับไปมองประตู ดวงตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นแรงแทบทะลุอก
ในช่วงที่หมอกปกคลุมแบบนี้... คนที่อยู่ “นอกบ้าน” ไม่มีทางเป็นมนุษย์แน่!
หลังเสียงเคาะประตูเงียบไป เสียงหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“มีใครอยู่ในนั้นไหม… ข้างนอกมันหนาวจัง… ขอเข้าไปอุ่นตัวหน่อยได้ไหม…”
น้ำเสียงของผู้หญิงคนนั้นเรียบจนไร้อารมณ์ และในลำคอกลับมีเสียง “แกร๊ก แกร๊ก” เหมือนกลไกนาฬิกาที่ขยับไปมาอยู่ข้างใน
ไม่มีใครพูดสักคำ ภายในวิลล่ามีเพียงเสียงหอบและเสียงหัวใจเต้นของทุกคน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้แรงและถี่กว่าก่อน จนบานประตูสั่นสะเทือน
“ให้ฉันเข้าไปหน่อย! ให้ฉันเข้าไปหน่อย!”
เสียงผู้หญิงคนนั้นดังสูง แหลม บิดเบี้ยวจนแทบกลายเป็นเสียงกรีดร้อง จากนั้นเสียงกระแทกประตูรัว ๆ ก็ดังตามมาอย่างบ้าคลั่ง บานประตูสั่นจนตู้ที่เอามาขวางไว้โยกคลอนตามแรงกระแทก
“เปิดประตู! เปิดประตู! เปิดสิ!!”
“ฉันโดนใส่ร้าย! ฉันไม่ผิด! ฉันถูกใส่ร้าย!!”
เสียงแหลมเล็กแทรกอยู่ในความมืด คล้ายเสียงนกกลางคืนที่ร้องครวญคราง แต่ในความเงียบของบ้าน มันฟังดูชวนขนลุกจนแทบหยุดหายใจ
เจียเจียซุกตัวมุดเข้าไปในผ้าห่ม เหลือเพียงร่างสั่นระริกอยู่ข้างในเหมือนเด็กที่เชื่อว่า “ถ้าคลุมผ้าไว้ ผีจะหาไม่เจอ”
เหยาเหยาซบหน้าเข้ากับอกเฉินฟู่กุ้ย สะอื้นเบา ๆ ไม่ยอมเงยหน้า
เฉินฟู่กุ้ยกับเฉียวคัง แม้เป็นผู้ชายทั้งคู่แต่หน้าซีดเผือดไม่ต่างกัน ประสบการณ์คืนนี้มันมากเกินกว่าจะรับไหว
เส้นแบ่งระหว่างความกลัวกับความบ้ากำลังเลือนรางลงทุกที
หลินเจวี๋ยเองก็ม้วนตัวอยู่ที่มุมห้อง แสร้งทำท่าหวาดกลัวไม่ต่างจากคนอื่น แต่ในใจกลับคิดอีกอย่าง ‘ถ้ามีโอกาสได้คุยกับเธอ… จะถามเรื่องที่ ‘ถูกใส่ร้าย’ ได้ไหมนะ…’
ในห้องมีเพียงเหอผิงเกอเท่านั้นที่ยังคงสงบอยู่ เขาจ้องมองไปที่ประตูวิลล่าไม่วางตา หลินเจวี๋ยสังเกตเห็นบางอย่างที่ขยับอยู่ใต้ถุงมือของเขา เหมือนมี “ตะขาบ” จำนวนมากกำลังเลื้อยอยู่ข้างใน
โชคดีที่ผ่านไปประมาณห้านาที เสียงข้างนอกก็เงียบลงในที่สุด ดูเหมือนสิ่งนั้นจะจากไปแล้ว
เฉียวคังรวบรวมความกล้า ค่อย ๆ เดินย่องไปที่หน้าต่าง ดึงผ้าม่านออกนิดหนึ่งแล้วแอบมองออกไป ก่อนจะหันกลับมาพูดเสียงเบา
“ไม่อยู่แล้ว... มันไปแล้ว”
“เรื่องทั้งหมดนี่ก็เพราะนาย!” เจียเจียที่กลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่ระเบิดออกมา ใบหน้าบิดเบี้ยวจากความเครียดและหวาดกลัว น้ำตาคลอเบ้า “ถ้านายไม่ดันอยากทำคอนเทนต์สำรวจบ้า ๆ พวกนี้ ฉันจะต้องมาเจอเรื่องพวกนี้เหรอ!”
เฉียวคังชะงัก สีหน้าเริ่มแข็ง แต่ยังพยายามใจเย็น “ฉันก็บอกแล้วว่าทริปนี้ใครจะมาก็สมัครใจทั้งนั้น ถ้าไม่อยากมาก็อยู่บ้านได้…” เขาถอนหายใจเบา ๆ “อีกอย่าง ใครจะไปคิดว่ามันจะเกิดหมอกขึ้นแบบนี้ล่ะ”
“ต่อให้ไม่มีหมอก นายก็ไม่ใช่คนดีนักหรอก!” เจียเจียเสียงสั่นแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ “นายทำทุกอย่างเพื่อยอดวิว เพื่อความดัง มันคุ้มกับชีวิตตัวเองหรือไง!”
พูดจบ เธอก็ชี้ไปที่เหอผิงเกอต่อ “แล้วนายล่ะ! ทำไมต้องคลุมตัวแน่นขนาดนั้น? เพราะมีอะไรปิดบังอยู่ใช่ไหม! ที่นายรู้เรื่องหมอกเยอะขนาดนี้ หรือว่าสิ่งประหลาดพวกนั้น... นายเป็นคนเรียกมันมาเอง!?”
ตอนนี้สติของเธอแทบขาดผึง พูดจาเพ้อเจ้อโดยไม่สนว่าเหอผิงเกอเป็นคนที่พาเธอหนีตายออกมาจากหมอก เธอเริ่มโยนความผิดให้ทุกคนอย่างไร้เหตุผล
ทั้งที่จริง ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเลือกจะร่วมทีมสำรวจด้วยตัวเอง ก็คงไม่มีวันต้องมาเจอเรื่องราวเหล่านี้
จากนั้นเธอก็หันมาชี้ที่หลินเจวี๋ย “แล้วนายอีกคน! ในกระเป๋ามีมีดอยู่ใช่ไหม! ใครจะรู้ว่านายน่ะ... เป็นพวกโรคจิตชอบฆ่าคนหรือเปล่า!?”
หลินเจวี๋ยนั่งงงอยู่บนโซฟา นี่มันอะไรกัน เขาไปเกี่ยวอะไรด้วยเนี่ย!?
เฉียวคังยืนนิ่งอยู่กับที่ ก้มหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ส่วนเหอผิงเกอกลับไม่แม้แต่จะชายตามองเจียเจีย เขานั่งเอนหลังอยู่บนโซฟาอย่างสบายใจ ราวกับทุกอย่างรอบตัวไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย
“พอเถอะพี่เจียเจีย...” ในที่สุด เหยาเหยาที่ทนเห็นไม่ไหวก็เดินเข้ามาพร้อมตบหลังเธอเบา ๆ “เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว โทษใครก็ไม่มีประโยชน์หรอก ตอนนี้เราควรอยู่ด้วยกัน รอให้หมอกจางลงจะดีกว่านะ”
ในบรรดาผู้หญิงด้วยกัน เหยาเหยาถือว่ายังมีสติที่สุด เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่มั่นคง
เจียเจียเองก็รู้ว่าตัวเองพูดเกินไป ก้มหน้าซุกแขนทั้งสองข้างไว้บนเข่า ไม่เอ่ยอะไรอีก
“ดึกมากแล้ว พวกเราก็เหนื่อยกันมากด้วย... พักกันเถอะ” เฉียวคังพูดขึ้นในที่สุด สีหน้าเรียบเฉยจนดูไม่ออกว่าเมื่อครู่โดนต่อว่า “ถ้าใครกลัว จะนอนรวมกันในห้องนั่งเล่นก็ได้”
...หมอนี่ แปลกชะมัด
คำพูดนั้นฟังดูไม่ต่อเนื่องกับสถานการณ์เลย เขาพูดเพื่อ “กลบความตึงเครียด” หรือมีจุดประสงค์อื่นกันแน่?
หลินเจวี๋ยนั่งดื่มน้ำเงียบ ๆ สำหรับเขาแล้วจะนอนที่ไหนก็ไม่ต่างกัน
สุดท้าย หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย ทั้งหมดก็แยกย้ายกัน เฉินฟู่กุ้ยกับเหยาเหยากลับขึ้นห้อง ส่วนเฉียวคัง เหอผิงเกอ และเจียเจียเลือกจะอยู่ที่ห้องนั่งเล่น
“งั้นผมก็นอนที่นี่ด้วยแล้วกัน ผม...กลัวจริง ๆ” หลินเจวี๋ยวางแก้วน้ำลง พูดเสียงเบา ยกมือขึ้นอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
ถ้าเขาเลือกไปนอนคนเดียว จะยิ่งดูน่าสงสัยเกินไป
“โอเค งั้นพวกเราสามคนผู้ชายก็นอนพื้น ให้เจียเจียนอนบนโซฟา” เฉียวคังเริ่มจัดแจง “เดี๋ยวไปหยิบผ้าห่มจากห้องมาปูนอนก็พอ”
“อีกอย่าง คืนนี้พวกเราผลัดกันเฝ้ายาม ใครเห็นอะไรผิดปกติให้รีบปลุกคนอื่นทันที”
ทุกคนพยักหน้ารับอย่างเคร่งเครียด และในใจของหลินเจวี๋ยก็เกิดลางสังหรณ์ขึ้นมาแผ่วเบา…
คืนนี้คงจะไม่ใช่ “คืนที่สงบสุข” อย่างแน่นอน