- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 46 พี่ชาย…
บทที่ 46 พี่ชาย…
บทที่ 46 พี่ชาย…
“อย่าไปสนใจ! อย่าหันกลับ! ห้ามมองเด็ดขาด!”
เหอผิงเกอที่วิ่งนำอยู่ข้างหน้าตะโกนบอกเสียงดังลั่น “จำที่ฉันพูดไว้ให้ดี! ไม่ว่าจะเจออะไร อย่าเข้าไปยุ่งกับมันเด็ดขาด! ต่อให้ต้อง ‘แบกมันไว้บนหลัง’ ก็ต้องหนีให้ได้!”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เฉินฟู่กุ้ยก็ขบกรามแน่น กัดฟันอดกลั้นไม่หันกลับไป แม้จะรู้สึกถึงตุ๊กตาที่เกาะอยู่บนหลัง ก็ยังวิ่งหนีไปข้างหน้าด้วยฝีเท้าสะเปะสะปะ
แต่พอวิ่งไปได้สักพัก “ตุ๊กตา” บนหลังกลับค่อย ๆ หันหัวมาทางด้านหลัง จ้องไปทางเหยาเหยากับหลินเจวี๋ยที่วิ่งตามอยู่
ทั้งคู่มองเห็นพร้อมกัน และนั่นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ เพราะ “หน้าของตุ๊กตา” ไม่ใช่ใบหน้าทั่วไป หากแต่เป็น ใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เหมือนถูก “ลอกออกมา” แล้วเอามาเย็บติดไว้บนหัวของมัน!
“อื้อออออ…” เหยาเหยาแทบพูดไม่ออก เธอกัดนิ้วตัวเองแน่น น้ำตาไหลพราก ก้มหน้าหลบ ไม่กล้าแม้แต่จะมองมัน
ส่วนหลินเจวี๋ยกลับสบตากับมันตรง ๆ ใบหน้าขาวซีดของหญิงคนนั้นค่อย ๆ แสยะยิ้มอย่างผิดรูป เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบิดมุมปากของเธอขึ้นอย่างฝืน ๆ รอยยิ้มนั้นแข็งทื่อ เหมือนร่างยังไม่ชินกับใบหน้านี้เลย
ตุ๊กตาตัวนั้นค่อย ๆ ไต่ลงจากหลังเฉินฟู่กุ้ย มือเท้าเปื้อนดินปัดพื้นไปพลาง พามันคลานอ้อมผ่านเหยาเหยา มาหยุดอยู่ที่เท้าของหลินเจวี๋ย ก่อนจะยื่นมือเล็ก ๆ ที่เปรอะโคลนออกมา คว้าจะจับขากางเกงของเขาเพื่อปีนขึ้น
“บ้าเอ๊ย พระเจ้า!”
หลินเจวี๋ยแกล้งร้องลั่น ทำทีเป็นตกใจ ก่อนจะเหวี่ยงขาเตะมันเต็มแรงจนลอยกระเด็น
ตุ๊กตากลิ้งไปหลายรอบ ก่อนจะหยุดนิ่งในท่าคลานก้มหน้า ใบหน้าผู้หญิงบนหัวมันมองเขาด้วยแววตาอาฆาตเต็มเปี่ยม
“ของนั่นมัน… เหมือนจะปีนขึ้นหลังผมอีกแล้ว!”
หลินเจวี๋ยร้องโวยวายอย่างตื่นกลัว แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ถีบตัวพุ่งเข้าใกล้ตุ๊กตานั่นอีกครั้ง พร้อมรวบรวมแรงทั้งหมดไว้ที่ขา
ร่างกายของเขาตอนนี้มีแรงมากกว่า สามร้อยจิน เพียงเตะครั้งเดียว ศีรษะของตุ๊กตาก็ขาดสะบั้นกระเด็นออกจากลำตัว
ผู้แปล: 1จิน ประมาณ ครึ่งกิโลกรัม
หัวของมันกลิ้งไปตามพื้นแล้วกระแทกเข้ากับต้นไม้เสียงดัง “ตุบ!” ถึงจะหยุดนิ่ง
“เสียงอะไรน่ะ!” เจียเจียสะดุ้งร้องขึ้น “มีของอย่างอื่นโผล่มาอีกแล้วเหรอ!?”
“ไม่…ไม่ใช่…” หลินเจวี๋ยหอบหายใจแรง ทำท่าหวาดกลัว “เมื่อกี้มัน… มันปีนขึ้นไปบนต้นไม้แล้ว”
“โอ๊ย ผมจะหัวใจวายอยู่แล้ว!”
น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ เหมือนจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ
“อย่าพูดแล้ว วิ่งต่อไป!” เหอผิงเกอตะโกนเตือนอีกครั้ง
เพราะตอนนี้มีสิ่งประหลาดปรากฏให้เห็นจริง ทุกคนยิ่งระแวดระวังเป็นพิเศษ ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใดอีก วิ่งเงียบ ๆ ตามเหอผิงเกอไป กลัวว่าหากหลุดจากกลุ่มเพียงก้าวเดียว จะถูกสิ่งในหมอกฉุดหายไป
แต่ยังไม่ทันถึงครึ่งทาง เหยาเหยาที่เริ่มตั้งสติได้บ้างก็กลับเอามือปิดปากอีกครั้ง ดวงตาเบิกกว้าง มองไปยังป่าทางขวาด้วยความสยอง
ระหว่างต้นไทรสองต้นนั้น มี “ชายคนหนึ่ง” ยืนอยู่
เขาสวม ชุดศพ สีขาวซีด ใบหน้ามีสีฟ้าหม่นทาทับ ปัดแก้มด้วยสีแดงจัด ดูประหลาดราวกับ “หุ่นกระดาษแต่งหน้า” มากกว่าจะเป็นคนจริง
ที่น่าขนลุกยิ่งกว่านั้น… ชายคนนั้นกำลังยื่นมือออกมา “โบกเรียก” เหมือนกำลังเชิญให้พวกเขาเข้าไปหา
หมอกดำที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นแรงกว่าตุ๊กตาเมื่อครู่พอสมควร เกือบเทียบได้กับ “สิ่งประหลาด” ที่หลินเจวี๋ยเคยเจอในลานจอดรถ
หลินเจวี๋ยมองเพียงแวบเดียวแล้วเบือนหน้าหนี เสียดายที่อีกฝ่ายอยู่ไกลเกินไป หากไม่ต้องกลัวถูกสงสัย เขาคงอยาก “เก็บมันไว้” มากกว่า ไม่อย่างนั้นสิ่งประหลาดตัวนั้นคงต้องยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเดียวดาย
เขาคิดในใจว่า... เจ้าสิ่งประหลาดตัวนี้กับตุ๊กตาน่าจะเข้ากันได้ดี ถ้าได้อยู่ด้วยกันก็คงไม่เหงา
“อย่ามอง! ห้ามมองมันอีก!”
เหอผิงเกอตะโกนเตือนอีกครั้ง “สิ่งนั้น… น่าจะเป็นสื่อกลางของการปนเปื้อนของมัน!”
ทุกคนสะดุ้งเฮือก รีบหันหน้ากลับมา ไม่กล้าชำเลืองไปอีกแม้แต่นิด
หลังจากนั้น แม้ระหว่างทางจะยังเจอ “ของไม่ดี” อีกหลายครั้ง แต่ทุกครั้งเหอผิงเกอมักเอ่ยเตือนก่อนเสมอ ทำให้ทุกคนรอดมาได้โดยไม่เป็นอันตราย
เห็นได้ชัดว่าชายคนนี้เคย “ผ่านหมอก” มาหลายครั้งแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางรู้วิธีเอาชีวิตรอดได้ละเอียดขนาดนี้
เมื่อแสงไฟจากเขตวิลล่าปรากฏอยู่ไม่ไกล ทุกคนก็พากันถอนหายใจโล่งอก ถึงแม้ว่าวิลล่าจะถูกหมอกปกคลุมอยู่เช่นกัน แต่เพียงได้เห็นมัน ก็ทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นอย่างประหลาด
ราวกับ “ผ้าห่ม” สำหรับคนที่กลัวผี แค่คลุมไว้เหนือหัว ก็เหมือนจะไม่มีอะไรทำอันตรายได้อีกแล้ว
แม้จะเป็นเพียงแค่ ภาพลวงทางจิตใจ
แต่ในตอนนี้... มันก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจของทุกคนสงบลงได้ชั่วขณะ
ทันทีที่หลินเจวี๋ยกำลังจะวิ่งตามทุกคนเข้าไปในเขตวิลล่า เขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่าง “ตบ” เข้าที่ไหล่ขวาเบา ๆ
ในมุมสายตา เขาเห็น “มือหนึ่ง” ที่ซีดจนออกสีเขียวอมฟ้า วางอยู่บนไหล่ของเขา
สีผิวแบบนี้… มันคือหมอนั่น ที่ใส่ชุดศพเมื่อกี้นี่เอง
ฉันยังไม่ไปหาแกเลยนะ… แต่กลับเป็นแกที่มาหาฉันก่อนงั้นเหรอ?
หลินเจวี๋ยชะลอฝีเท้าลง พอเห็นว่าคนอื่นวิ่งเข้าไปในเขตวิลล่าหมดแล้ว เขาก็หยุดกะทันหัน
จากนั้นก็เหวี่ยงศอกกลับไปเต็มแรง
เสียง “อึ่ก” หนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ตอนนี้พละกำลังของหลินเจวี๋ยรุนแรงมหาศาลจนชายชุดศพคนนั้นรู้สึกเหมือนถูกรถกระแทกเข้าที่ท้องอย่างจัง ร่างงอคู้พลางพ่นเลือดสีดำออกมาหนึ่งคำ
มันดันไปงัดกับของแข็งเข้าแล้ว!
เพียงแค่ศอกเดียว สิ่งประหลาดตนนั้นก็รับรู้ได้ถึงความต่างชั้นของพลัง พยายามจะดึงมือตัวเองออกจากไหล่ของหลินเจวี๋ยแล้วหนีไป
แต่ทันใดนั้น มืออันทรงพลังอีกข้างก็จับข้อมือของมันไว้แน่น ก่อนจะถูกเหวี่ยงหมุนในอากาศ
เสียง “ตึง!” ดังสนั่น ร่างของมันกระแทกพื้นอย่างแรงจากแรงเหวี่ยงของท่าทุ่มแบบข้ามไหล่
จากนั้น มันก็เห็นชายหนุ่มคนนั้น ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอบอุ่น ดูเหมือนไม่มีพิษภัย เดินเข้ามา คุกเข่าลงข้างหนึ่ง แล้วใช้เข่าหนีบศีรษะของมันไว้ ก่อนโอบแขนรอบเอว ยกตัวมันขึ้นมาทั้งตัว
“มมม… ไม่… พี่ชาย… พี่ชาย… ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้วววววว!”
หัวของชายในชุดศพที่ถูกหนีบอยู่ระหว่างเข่าหลินเจวี๋ยเริ่มดิ้นสุดชีวิต รู้ทันทีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น
แต่ด้วยพลังของหลินเจวี๋ยในตอนนี้ ต่อให้ดิ้นยังไงก็ไร้ประโยชน์
เขากระโดดขึ้น ขาทั้งสองงอ รับน้ำหนัก แล้ว “กระแทกหัว” ของชายคนนั้นลงกับพื้นอย่างรุนแรง!
ภาพที่เห็นราวกับตอกตะปูลงพื้น
เสียง ปัง! ดังสะเทือน ศีรษะของสิ่งประหลาดตนนั้นกระแทกเข้ากับพื้นปูนอย่างแรงจนรู้สึกเหมือนถูกค้อนเหล็กกระแทกเข้าเต็มแรง เสียงกระดูกสันหลังดัง “กร๊อบ”
มันเอียงคอ มองร่างของหลินเจวี๋ยที่ลุกขึ้นยืนลูบหัวเข่าอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“นี่แก... เป็นมือรับจ้างตอกโลงศพหรือยังไง...”
ข้า… สิ่งประหลาดที่ใครเห็นก็ต่างหวาดกลัว กลับโดนเด็กหนุ่มคนหนึ่งเล่นท่าตอกหัวลงกับพื้นจนตายแบบนี้… น่าอับอายจริง ๆ
เลือดสีดำเริ่มไหลออกมาจากรูทวารทั้งเจ็ดของชายในชุดศพ ร่างของมันเริ่มเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว
หลินเจวี๋ยลูบหัวเข่าที่เริ่มเจ็บนิด ๆ แล้วรีบวิ่งตามคนอื่นต่อ เขาแอบคิดในใจ ถ้าไม่กลัวว่าจะถูกจับได้ เขาคงใช้ “ทักษะชุบไฟ” ไปนานแล้ว ไม่ต้องลงแรงแบบนี้ให้ปวดหัวเข่าเลย
เมื่อเขาวิ่งมาถึงหน้าวิลล่า ก็เห็นทุกคนกำลังยืนรอด้วยสีหน้าร้อนรน ขณะเฉียวคังกำลังใส่รหัสเข้าประตู
“เร็วหน่อยสิ! ตัวล็อกนี้มันใช้ลายนิ้วมือนี่นา ทำไมไม่ใช้สแกนนิ้ว จะมัวมานั่งพิมพ์รหัสทำไม!”
เจียเจียพูดเสียงสั่น น้ำตาคลอ
“อย่าเร่งได้ไหม!” เฉียวคังตะโกนกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ความตื่นตระหนกจากหมอกทำให้ทุกคนแทบขาดสติ
ในที่สุด เมื่อกดตัวเลขสุดท้าย เสียงประตูก็ดัง “คลิก”
ประตูเปิดออก พวกเขาแทบจะเบียดกันเข้าไปในบ้าน เหมือนถ้าใครช้ากว่านี้เพียงก้าวเดียว จะต้องถูกทิ้งไว้ข้างนอกตลอดกาล
พอทุกคนเข้ามาหมด เฉียวคังก็รีบปิดประตูดังปัง แล้วสั่งให้หลินเจวี๋ยกับเฉินฟู่กุ้ยช่วยกันลากตู้มาปิดขวางไว้แน่นหนา
ขณะที่เจียเจียกับเหยาเหยารีบวิ่งไปปิดหน้าต่างทั้งหมด ดึงผ้าม่านลงจนมิดชิด
เมื่อแน่ใจแล้วว่าทุกทางเข้าออกถูกปิดสนิท ไม่มีช่องไหนเหลือ ทุกคนก็ทรุดตัวลงบนโซฟา ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
แต่แล้ว เฉียวคังก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขารีบเงยหน้าขึ้น “ตอนพวกเราออกไปเมื่อกี้ดันเปิดหน้าต่างทิ้งไว้... พวกนายคิดว่า จะมีอะไร ‘เข้ามา’ แล้วหรือเปล่า?”
พอได้ยินเท่านั้น สีหน้าทุกคนก็แข็งค้าง มองเขาพร้อมกันด้วยสายตาเดียว
เราจะโยนหมอนี่ออกไปนอกบ้านตอนนี้เลยได้ไหม…
ผู้แปล: กำลังสนุกเลย ขอฟากคอมเม้นเป็นกำลังใจที่หน้าหลักด้วยนะคะ
ป.ล. ท่าที่พระเอกใช้เป็นท่าของ The Undertaker ชื่อ Tombstone Piledriver ไปหาดูกันได้นะคะ